- หน้าแรก
- คุณหมอทหารครับ เมียพี่คนนี้คือ อดีต ชายชาตรีนะเว้ย ยุคแปดศูนย์
- บทที่ 33 เป็นความผิดของจินงั้นเหรอ?
บทที่ 33 เป็นความผิดของจินงั้นเหรอ?
บทที่ 33 เป็นความผิดของจินงั้นเหรอ?
บทที่ 33 เป็นความผิดของจินงั้นเหรอ?
"ขยับตัวดูหน่อยสิ ว่ามีตรงไหนไม่สบายตัวอีกไหม" ผมกำลังเช็ดหน้าอยู่ เสียงทุ้มๆ เย็นๆ ของฮั่วอี้ก็ดังแว่วเข้ามา ผมขี้เกียจจะเสวนากับเขา
ส่องกระจกดูหน้าตัวเองที่ยังขวัญผวาไม่หาย นี่ขนาดเจอหน้ากันครั้งที่สามนะเนี่ย อะไรมันจะขนาดนั้น ครั้งแรกไม่รู้จัก ครั้งสองเริ่มคุ้น ครั้งสามคุณทำแขนผมหลุด?
ฝังใจ... ฝังใจสุดๆ!
ผมพยายามเลิกสนใจแผลที่ปาก สูดหายใจลึกๆ แล้วเดินออกไปข้างนอก
ฮั่วอี้กำลังก้มลงเก็บเศษแก้วบนพื้น สายเสื้อกล้ามข้างหนึ่งที่โดนผมดึงจนยืดย้วยตกลงมาพาดอยู่ที่หัวไหล่ด้านนอก ดูแล้วจะขำก็ขำไม่ออก มันดูแปลกพิลึก "คุณถอยไปเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"
ผมบอกตอนไหนว่าจะช่วยคุณเก็บ?! พอเห็นผมไม่ตอบ ฮั่วอี้ก็เงยหน้าจ้องผมด้วยดวงตาดำขลับที่เหมือนมีประกายวาววับ "ไหล่ยังปวดอยู่ไหม"
ยังจะถามอีกนะ! ผมเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วสะบัดหน้าหนี "เก็บไปเถอะคุณน่ะ"
"ขอโทษ" ผมชะงัก... เมื่อกี้เขาขอโทษผมเหรอ? แต่น้ำเสียงเนี่ยนะ... ไม่มีความรู้สึกผิดปนอยู่เลยสักนิด!
ฮั่วอี้วางที่ตักผงไว้ข้างๆ แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าผมด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉย "ฉันมีปฏิกิริยาป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณเวลาโดนลอบโจมตี เมื่อกี้คุมแรงไว้ระดับหนึ่งแล้วล่ะ วางใจเถอะ จะไม่มีครั้งหน้าอีก ฉันจะคอยเตือนตัวเองว่าตอนนี้อยู่ที่บ้าน จะไม่ทำร้ายเธออีก"
พูดจาแห้งแล้งชะมัด! สาบานเถอะ ถ้าคนที่แขนหลุดไม่ใช่ผม แต่เป็นพวกข้าศึก ผมคงทึ่งในไหวพริบและการตอบโต้ของเขามาก แต่นี่คือผมน่ะสิ! แถมเขายังพูดเหมือนว่ามันเป็นความผิดของผมที่ไปลอบโจมตีเขาเอง!
พับผ่าเหอะ! ใครมันจะไปนึกว่าที่บ้านจะมีเงาดำตะคุ่มๆ นึกว่าเป็นขโมยก็ไม่แปลกไหม ตั้งแต่ทะลุมิติมาผมก็อยู่คนเดียวมาตลอดนี่นา!
"แล้วฉันถามไหมว่าใคร! ถามหรือเปล่า!!"
"เธอยังไม่ทันเปิดโอกาสให้ฉันตอบ ก็จะเข้ามาล็อคคอแล้ว"
ล็อคคอ? ผมหัวเราะหึๆ เลิกคิ้วมองเขา "แล้วสุดท้ายก็โดนคุณจับทุ่มจนแขนหลุดเนี่ยนะ? ทำไมไม่จับฉันทุ่มข้ามไหล่ ไปเลยล่ะ ห๊ะ!!" ประโยคสุดท้ายผมเผลอเสียงสั่นด้วยความโมโห
"เธอรับแรงกระแทกขนาดนั้นไม่ไหวหรอก" ผมตาโต "คุณ..." ทัศนคติหมอนี่มันน่าจับมาเขกกบาลจริงๆ!
ฮั่วอี้เห็นผมเดือดปาล์ลเขาก็แค่พยักหน้าเบาๆ เหมือนไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด แต่สีหน้าก็ยังดูไม่จริงใจอยู่ดี "เรื่องทำพลาดจนเธอเจ็บ... จะไม่มีครั้งหน้า"
เออ! หวังพึ่งคำพูดหวานหูจากปากหมอนี่คงไม่ได้หรอก!
"ช่างเถอะ คุณนั่งลง ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย" คุยให้จบๆ ไปเลยดีกว่า! ผมถอนหายใจทิ้ง ความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อกี้ขอให้มันผ่านไปเถอะ อยู่ต่อหน้าหมอนี่แล้วรู้สึกกดดันชะมัด!
"ไม่พักผ่อนต่อเหรอ? อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะตีห้าแล้วนะ" ผมส่ายหน้า คุณกลับมาขนาดนี้ใครจะไปหลับลง ตื่นเต้นจนตาสว่างหมดแล้ว!
ฮั่วอี้ไม่พูดอะไรต่อ เขามองเสื้อกล้ามที่ย้วยจนเสียทรง "รอฉันไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บนึง"
พูดจบเขาก็ถอดเสื้อกล้ามออกตรงนั้นเลย ผมถึงกับตาค้าง... เชี่ย... ซิกแพคเป็นลูกๆ เลยว่ะ... นี่มัน 'หุ่นในฝัน' ชัดๆ เขาเทรนยังไงของเขาเนี่ย!
ผมเผลอขยับไหล่ขวาตามสัญชาตญาณ เจอหุ่นแบบนี้เข้าไป ผมยอมแพ้เรื่องพละกำลังจริงๆ ครับ สายตาผมมองส่งเขาเดินกลับไปที่ห้องหนังสือ จนกระทั่งเห็น 'แผ่นหลัง' ของเขา...
ใจผมกระตุกวูบทันที นอกจากกล้ามเนื้อที่น่าอิจฉาแล้ว บนหลังเขามีรอยแผลเป็นทั้งใหญ่และเล็กนับสิบจุด มีทั้งรอยกลมๆ และรอยยาวที่เด่นชัดมาก
แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือรอยแผลตรงไหล่ขวาด้านหลัง มันยาวเกือบสองคืบ และรอยเย็บนั้นกว้างจนดูเหมือนมีตะขาบสีแดงเข้มตัวยักษ์เกาะอยู่บนหลัง
ผมคิดถึงหน้าที่การงานของเขา ถ้าเขาเป็นทหารแนวหน้า รอยแผลที่หลังอาจจะทำให้คนคิดไปไกล ว่าวิ่งหนีศัตรู แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่สายเทคนิค เป็นหมอทหาร... นั่นหมายความว่า รอยแผลพวกนี้เกิดจากการที่เขาเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องคนไข้หรือเปล่า?
ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด ฮั่วอี้ก็เปลี่ยนเสื้อเชิ้ตเสร็จและเดินออกมาจากห้องหนังสือ เขาขยับมานั่งที่โซฟาเดี่ยวข้างๆ ผม ท่าทางมุ่งมั่น ผึ่งผาย สมเป็นชายชาติทหาร "เธออยากจะพูดเรื่องอะไรล่ะ เรื่องความเปลี่ยนแปลงของตัวเองงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่แน่นอน" ผมดึงสติกลับมา พลางชี้ไปที่ไหล่ตัวเอง "แผ่นหลังของคุณ... ไปโดนอะไรมาเหรอ แผลเต็มไปหมดเลย" อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ครับ
ฮั่วอี้ยกใบหน้าเรียบเฉยตามเดิม "นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ"
โอเค ไม่อยากบอกก็ไม่ถาม ผมไม่ได้อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านขนาดนั้นหรอก! ผมก้มหน้าลงรวบรวมสมาธิ รู้สึกได้ว่าสายตาของฮั่วอี้ยังคงวนเวียนจ้องจับผิดอยู่บนใบหน้าผมอย่างไม่ลดละ ราวกับว่าเรากำลังเจรจาธุรกิจพันล้านกันอยู่ หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง ผมก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างผ่าเผย "ฮั่วอี้ ฉันต้องการหย่ากับคุณ"
พูดจบผมก็จงใจเน้นย้ำคำสุดท้ายอีกครั้ง "หย่า"
ใบหน้าของฮั่วอี้ดูไม่ออกว่ากำลังโกรธหรือดีใจ มีเพียงแววตาที่คมกริบขึ้นมาทันที "เหตุผล?"
นึกแล้วเชียว! โดนเขาจ้องแบบนี้ผมก็เริ่มอึดอัด เลยตอบไปแบบส่งๆ "ฉันไม่มีการศึกษา คู่ควรกับคุณหรอก"
"ถ้าเป็น 'จินตัวอวี๋' ก่อนแต่งงาน เหตุผลนี้ฟังขึ้น แต่ถ้าเป็นหลังแต่งงาน... ฟังไม่ขึ้น" น้ำเสียงของฮั่วอี้ราบเรียบไม่มีความรู้สึกใดๆ เจือปน "หัวหน้าหลินชมเธอต่อหน้าฉันไม่ขาดปาก
ส่วนตัวฉันเอง ฉันมั่นใจว่าฉันไม่มีนิสัยชอบยกคำสอนของมาร์กซ์มาพูดบ่อยๆ ดังนั้น 'อุดมการณ์' ของเธอที่ก้าวไกลขนาดนี้ ฉันคงไม่ได้เป็นคนสอนให้แน่ๆ"
ผมกระแอมไอแก้เก้อ "ฉันมันขี้ขลาดตาขาว หัวอ่อน ไม่สู้คน ไม่เหมาะกับ..."
"ฉันได้ยินมาว่าเธอปั่นจักรยานไปสั่งสอนผู้หญิงสามคนที่นินทาเธอในเขตทหาร แถมยังเล่นกายกรรมโชว์คนทั้งค่ายจนชื่อเสียงดังกระฉ่อน" ฮั่วอี้ขัดคอผมด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ "ตัวฉันยังไม่ทันกลับมา ก็มีคนโทรไปรายงานฉันแล้ว ว่าภรรยาหมาดๆ ของฉันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแค่ไหน ทั้งฉลาดเฉลียวและฝีปากกล้า"
ผมก้มหน้าเงียบ... นี่ผมมาถึงจุดที่ 'ตัวไม่อยู่แต่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วปฐพี' แล้วเหรอเนี่ย?
"ว่าต่อสิ หาเหตุผลที่ฟังขึ้นมาสักข้อ"
ผมกัดฟันแน่น ยืดหลังตรงจ้องตาเขา "เอ็นเกลส์ (Engels) เคยกล่าวไว้ว่า... การแต่งงานที่ปราศจากความรัก คือการแต่งงานที่ผิดศีลธรรม และฉันคิดว่านี่แหละคือเหตุผลที่ดีที่สุด"
พอสิ้นคำพูดผม แววตาที่เหมือนเหยี่ยวของฮั่วอี้กลับประกายความขบขันออกมาจางๆ "อะไรกัน เอ็นเกลส์ก็ย้ายไปอยู่ 'หลังบ้าน' ของเธอด้วยเหรอ? ไปอยู่เป็นเพื่อนมาร์กซ์งั้นสิ?"
ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง ตามไม่ทัน "หลังบ้านอะไร?" พอเห็นใบหน้าเขาที่กึ่งยิ้มกึ่งบึ้งตอนนี้ ผมก็นึกขึ้นได้ทันควัน "เมื่อคืน... คุณ... คุณได้ยินหมดเลยเหรอ!"
"แน่นอน" เขาวางท่าสบายตัวขึ้น เอนหลังพิงโซฟาเล็กน้อยพลางพูดจาเยาะหยัน "ฉันบอกแล้วไงว่าเธอมักจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ฉันเสมอ... ไม่สิ ต้องบอกว่า 'เธอหลังแต่งงาน' ต่างหาก"
"คุณฟังไปเท่าไหร่! เข้ามาตอนไหนกันแน่?!"
"มันสำคัญด้วยเหรอ?" ฮั่วอี้ตอบตรงๆ "ฉันส่งเสียงเตือนเธอแล้วนะ แต่ดูเหมือนฤทธิ์แอลกอฮอล์จะมีอำนาจมากกว่าเสียงของฉัน"
ผมทำเป็นไม่สนใจคำกระแนะกระแหน พลางเอามือนวดขมับ ชัวร์เลย เขาต้องกลับมาตอนที่ผมกับพี่หลานเซียงกำลังกึ่มๆ ได้ที่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นคนตัวโตขนาดนี้เดินเข้ามามีหรือจะไม่รู้... เดี๋ยวนะ!
จำได้ลางๆ ว่ามีเสียงไอของฮั่วอี้จริงๆ ด้วย แถมยังถามพี่หลานเซียงด้วย!
"นึกออกแล้ว?" ฮั่วอี้เหมือนจะมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง "จินตัวอวี๋ บอกฉันหน่อยสิว่าคนเราจะกลายเป็นคนละคนในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้ได้ยังไง?"
"ฉัน..." ผมอ้าปากจะเถียง แต่พอมองโครงหน้าคมกริบของฮั่วอี้ท่ามกลางแสงอรุณที่เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ผมก็เกิดอาการเบลอไปชั่วขณะ
"มันสำคัญเหรอฮั่วอี้ คุณเองก็อยากหย่าไม่ใช่เหรอ? หย่าแล้วคุณจะได้เป็นอิสระ ได้ไปอยู่กับผู้หญิงที่คุณรัก คุณไม่ได้รักฉัน... รักฉันนี่นา"
ความทรงจำของ 'จินตัวอวี๋' คนเดิมบอกว่า ฝ่ายหญิงเป็นคนขอหย่า เพราะรู้สึกผิดต่อเขา และฮั่วอี้ก็ไม่ได้พูดมาก แค่พยักหน้าตกลง
แถมยังให้เงินตั้งสามพันหยวนให้เธอกลับบ้านเกิด ซึ่งเป็นเงินก้อนโตมากในยุคนั้น ผมไม่เอาค่าเลิกราก็ได้ แต่ทำไมรอบนี้มันดูยุ่งยากจังวะ?!
"เธอพูดผิดไปอย่างหนึ่งนะ" ผมงงว่าพูดผิดตรงไหน ฮั่วอี้ที่เคยมีรอยยิ้มจางๆ เมื่อครู่กลับกลายเป็นเคร่งขรึมตามแบบฉบับทหารทันที "ผู้ชายไม่ได้เป็น 'สัตว์ที่ใช้แค่สายตา ' ไปเสียหมดหรอก ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็นไปแล้ว"
ผมไม่เข้าใจ ผมไปพูดคำนั้นตอนไหน? "หมาย... หมายความว่ายังไง" รังสีความกดดันนี่มันทำให้ผมหายใจลำบากจริงๆ!
แววตาของฮั่วอี้เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง "ง่ายๆ ก็คือ จนถึงวันแต่งงาน ฉันไม่ได้มีความสนใจในตัวเธอเลยแม้แต่นิดเดียว... แต่ตอนนี้ เธอเริ่มทำให้ฉัน 'สนใจ' ขึ้นมาแล้ว"
พี่ครับ! พูดตรงไปไหม! แล้วสายตาพี่น่ะมันสวนทางกับคำพูดมากเลยนะ! จ้องเหมือนจะงับหัวผมแบบนี้เนี่ยนะคือสนใจ?!
พอเห็นเขาท่าทางแบบนั้น ไหล่ผมก็พาลจะเจ็บขึ้นมาอีกรอบ ผมแอบขยับก้นถอยห่างออกมาอยู่ในระยะปลอดภัย ในใจแทบจะตะโกนออกไปว่า 'นี่มันความผิดของฉันงั้นเหรอ?!'
กรูไม่น่าไปโชว์พ่นไฟใส่ผู้กองเฉินเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ!
(จบบท)