- หน้าแรก
- ศิษย์พี่หญิงแกล้งตายจนกลายเป็นเทพ ทั้งสำนักต่างไว้อาลัยและตายตกตามนาง
- บทที่ 17: พวกเขาพบถ้ำที่ซ่อนกายเนื้อของนางแล้ว
บทที่ 17: พวกเขาพบถ้ำที่ซ่อนกายเนื้อของนางแล้ว
บทที่ 17: พวกเขาพบถ้ำที่ซ่อนกายเนื้อของนางแล้ว
บทที่ 17: พวกเขาพบถ้ำที่ซ่อนกายเนื้อของนางแล้ว!
ไป๋เสี่ยวเซิงฟังไม่ถนัดนักจึงหันกลับมา "เจ้าว่าอะไรนะ? ใครเป็นคนไถ่กระบี่ของข้านะ?"
เยี่ยหลีจ้องมองซุนอวิ๋น ขอเพียงเขาพูดออกมา ความจริงก็จะปรากฏ!
"เยี่ย..."
"ศิษย์พี่สี่!"
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังมาจากไม่ไกลนัก "ศิษย์พี่สี่ ท่านอยู่ไหน..."
ความสนใจของไป๋เสี่ยวเซิงถูกเบี่ยงเบนไปทันที "เสียงนี้มัน... ศิษย์น้องนี่!"
อีกแค่ก้าวเดียวแท้ๆ เยี่ยหลีแทบอยากจะดึงหูไป๋เสี่ยวเซิงแล้วตะโกนใส่หน้าว่านางต่างหากที่เป็นคนไถ่กระบี่!
น่าเจ็บใจนักที่ไป๋เสี่ยวเซิงรีบวิ่งไปหาซูอิงเอ๋อร์ โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองพลาดอะไรไป
"ศิษย์น้อง! ป่าอู๋จางตอนนี้อันตรายมากนะ เจ้าเข้ามาทำไม!"
ซูอิงเอ๋อร์ทำหูทวนลมกับคำดุของไป๋เสี่ยวเซิง นางดึงตัวเขามาสำรวจดูอย่างร้อนรน เมื่อแน่ใจว่าเขาปลอดภัยดีแล้ว น้ำตาก็ไหลรินออกมา
"ศิษย์พี่หงเยี่ยบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเหนือป่าอู๋จาง และสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามาอีก แต่ข้าเป็นห่วงท่าน ก็เลยแอบเข้ามาหา ดีเหลือเกินที่ท่านปลอดภัย!"
หัวใจของไป๋เสี่ยวเซิงอ่อนยวบ รอยยิ้มของเขาจริงใจขึ้น "เด็กโง่ ถึงข้าจะเป็นอะไรไป เจ้าเข้ามาแล้วจะทำอะไรได้เล่า?"
ซูอิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา "อิงเอ๋อร์ทำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แต่อิงเอ๋อร์ยอมใช้ชีวิตเพื่อปกป้องศิษย์พี่สี่ และพร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายไปกับท่าน"
หากบอกว่าไม่ซาบซึ้งใจที่เด็กสาวบอบบางยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเขา ก็คงเป็นการโกหก
เมื่อต้องเผชิญกับศิษย์น้องที่แสนดีเช่นนี้ ไป๋เสี่ยวเซิงก็รู้สึกผิดที่เคยสงสัยนางมาก่อน
เยี่ยหลีเทียบศิษย์น้องไม่ได้เลยจริงๆ
ไป๋เสี่ยวเซิงกุมมือนางไว้ "อิงเอ๋อร์ ข้าขอโทษ ข้าไม่ควรพาเจ้ามาเสี่ยงอันตรายเพื่อคนเย็นชาไร้หัวใจอย่างเยี่ยหลีเลย เราจะไม่ตามหาเยี่ยหลีแล้ว พวกเราจะกลับกันเดี๋ยวนี้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ของเยี่ยหลีก็มลายหายไปจนสิ้น
เหอะ ต่อให้ไป๋เสี่ยวเซิงรู้ว่านางเป็นคนไถ่กระบี่ แล้วยังไงล่ะ? เขาก็คงจะเข้าข้างศิษย์น้องของเขาเหมือนเดิมนั่นแหละ
ช่างเถอะ ผ่านมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว นางยังมองคนพวกนี้ไม่ออกอีกหรือ?
ด้วยความสิ้นหวัง เยี่ยหลีหันหลังกลับเตรียมจะไปตามหาเนี่ยหงเยี่ย ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงอุทานด้วยความตกใจ
ซุนอวิ๋นชี้ไปใกล้ๆ "ทำไมถึงมีถ้ำอยู่ที่นี่ล่ะ!"
ถ้ำงั้นหรือ...
รูม่านตาของเยี่ยหลีเบิกกว้าง นั่นคือสถานที่ที่ซ่อนกายเนื้อของนางไว้นี่!
คนหลายคนยืนอยู่หน้าปากถ้ำ แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่แสงแดดก็ไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงด้านในได้
เบื้องล่างบันไดหิน ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านชวนให้หนาวสั่น
ซูอิงเอ๋อร์ดึงแขนเสื้อไป๋เสี่ยวเซิง "ศิษย์พี่สี่ ที่นี่ดูน่ากลัวจังเลยเจ้าค่ะ ข้าว่าศิษย์พี่รองคงไม่อยู่ในสถานที่แบบนี้หรอก พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ"
ซุนอวิ๋นรีบสนับสนุน "ใช่ๆ พวกเรารอให้ศิษย์พี่หงเยี่ยกับคนอื่นๆ เข้ามาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า"
ไป๋เสี่ยวเซิงขมวดคิ้ว ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าเข็มทิศในมือขยับ
ทิศทางที่ชี้ไปคือถ้ำแห่งนั้นพอดี!
"ไม่นะ! ศิษย์พี่รองอยู่ข้างใน!"
เยี่ยหลีที่เดินไปไกลแล้ว ชะงักเมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลัง
เมื่อหันกลับมา นางก็เห็นไป๋เสี่ยวเซิงเดินเข้าไปในถ้ำเพียงลำพัง
เยี่ยหลีรีบวิ่งกลับมาขวางเขาไว้ "อย่านะ! บุรุษหน้ากากผีผู้นั้นอาจจะอยู่ข้างใน ท่านเข้าไปคนเดียวไม่ได้นะ!"
ไป๋เสี่ยวเซิงไม่ได้ยินคำเตือนของนาง เขาชักกระบี่ออกมาแล้วเดินลงไป
เขาหันไปมองซูอิงเอ๋อร์ "ข้ากับซุนอวิ๋นจะลงไปดู เจ้าก็รอพวกเราอยู่ข้างบนนี้แหละ"
"เดี๋ยวก่อน—"
ซูอิงเอ๋อร์มองแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป สีหน้าของนางดูเคร่งเครียด
เยี่ยหลีมองเห็นได้อย่างชัดเจน สีหน้าของนางไม่ใช่ความกังวล แต่เป็นความระแวดระวังต่างหาก
ที่แท้ซูอิงเอ๋อร์ก็รู้สินะว่าศพของนางอยู่ข้างล่าง?
แย่แล้ว ไป๋เสี่ยวเซิงกำลังตกอยู่ในอันตราย!
ใต้ดิน
ทั้งสองคนเดินลงมาไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมรอบตัวยิ่งเงียบสงัดลงเรื่อยๆ ความเงียบงันราวกับป่าช้าทำให้หัวใจเต้นระรัว
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าถ้ำนี้มีความพิเศษอย่างไร พวกเขามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของบันไดหิน เห็นเพียงสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเท่านั้น แม้แต่เส้นทางที่เดินผ่านมาก็มืดสนิท
ซุนอวิ๋นกลืนน้ำลายดังเอื้อก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ศิษย์พี่ไป๋ พวกเรากลับขึ้นไปก่อนดีไหมขอรับ ข้ารู้สึกว่าที่นี่มันดูทะแม่งๆ"
ไป๋เสี่ยวเซิงเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งอยากตามหาเยี่ยหลีให้พบโดยเร็ว
เขามีลางสังหรณ์ว่า สาเหตุที่เยี่ยหลีมาอยู่ที่นี่ จะต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่
"ศิษย์น้องซุน ถ้าเจ้ากลัวก็กลับขึ้นไปก่อนเถอะ ข้าจะลงไปคนเดียวเอง"
ซุนอวิ๋นหันกลับไปมอง เส้นทางที่พวกเขาเดินผ่านมาถูกความมืดมิดกลืนกินไปหมดแล้ว
พวกเขาเดินมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ถ้าให้เขากลับไปคนเดียว เขาคงกลัวจนฉี่ราดแน่
เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันพูดว่า "ท่านไปคนเดียวมันอันตรายเกินไป ข้าจะลงไปเป็นเพื่อนท่านเอง"
ทั้งสองคนเดินลงไปเรื่อยๆ
พวกเขาเดินมาเกือบชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่ทางเข้า
เยี่ยหลีเดินตามหลังพวกเขาไป คิ้วขมวดมุ่นเมื่อเห็นพวกเขาเดินวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางตระหนักได้ว่าพวกเขาติดอยู่ในค่ายกลลวงตาและมองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง
นางพยายามเตือนพวกเขาหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยินเสียงของนาง และเอาแต่เดินวนไปวนมา
เมื่อเวลาผ่านไป ไป๋เสี่ยวเซิงก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน
เขาหยุดเดิน "ดูเหมือนพวกเราจะเจอผีบังตาเข้าให้แล้ว"
ซุนอวิ๋นสะดุ้งโหยงแล้วกระโดดกอดไป๋เสี่ยวเซิงแน่น "ผี? มีผีด้วยเหรอ?!"
อันที่จริง ก็มีผีอยู่ที่นี่จริงๆ นั่นแหละ
ไป๋เสี่ยวเซิงผลักเขาออก "ข้าหมายถึง พวกเราติดอยู่ในค่ายกลลวงตาและมองไม่เห็นทางออกที่ถูกต้องต่างหาก"
"ค่ายกลลวงตาหรือ? ศิษย์พี่ไป๋ ท่านอยู่ระดับสร้างรากฐานแล้วนะ ค่ายกลปาหี่แบบไหนกันที่จะขวางท่านได้?"
ซุนอวิ๋นนึกอะไรขึ้นมาได้ "ข้ารู้แล้ว! ต้องเป็นฝีมือเยี่ยหลีแน่! นางไม่อยากให้พวกเราหาเจอ ก็เลยจงใจทำแบบนี้!"
เยี่ยหลีแทบจะหัวเราะออกมากับความโง่เขลาของเขา ถ้านางไม่อยากให้พวกเขาหาเจอ นางก็แค่เตะพวกเขากระเด็นไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? จะมาเสียเวลาวางค่ายกลทำไม? อีกอย่าง ค่ายกลลวงตาไม่ใช่วิชาของฝ่ายธรรมะ สำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะไม่มีทางฝึกวิชาแบบนี้หรอก
ไป๋เสี่ยวเซิงย่อมรู้เรื่องนี้ดีเช่นกัน เขาหยักหน้า "ในสำนักเหลียนฮวาของเรา พวกเราฝึกฝนเพียงเคล็ดวิชาหมื่นบัวกราบสัคเคของท่านอาจารย์เท่านั้น การแอบฝึกวิชาอื่นถือเป็นการลบหลู่ท่านอาจารย์ เยี่ยหลีไม่มีทางทำแบบนั้นแน่"
มาถึงจุดนี้ สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
หรือว่าเยี่ยหลีก็ถูกขังอยู่ในค่ายกลลวงตาแห่งนี้เหมือนกัน นางถึงได้ส่งยันต์ขอความช่วยเหลือไปที่สำนัก?
เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
การที่ไป๋เสี่ยวเซิงเงียบไป ทำให้ซุนอวิ๋นยิ่งหวาดกลัวหนักขึ้นไปอีก "ศิษย์พี่ไป๋ ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่? ท่านคงไม่ได้กลายเป็นผีไปแล้วใช่ไหม?"
เขามองซ้ายมองขวาแล้วเริ่มถอยหลัง "เอ่อ พวกเราขึ้นไปก่อนดีกว่าไหม รอให้ศิษย์พี่หงเยี่ยกับคนอื่นๆ มาสมทบ คนเยอะๆ แล้วเราค่อยลงมาใหม่"
ไป๋เสี่ยวเซิงยังคงเงียบ แต่เขาก็กำลังชั่งใจอยู่เหมือนกัน
ขนาดเยี่ยหลีที่อยู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดระดับปลายยังรับมือกับสถานการณ์นี้ไม่ได้ แล้วเขาประสาอะไรกับซุนอวิ๋นจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร?
ถ้าไม่มีเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น เขาอาจจะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อเยี่ยหลี แต่ในเมื่อนางเย็นชาและใจดำกับเขาถึงเพียงนี้ แล้วเขาจะหาเหตุผลอะไรไปเสียสละตัวเองเพื่อช่วยนางล่ะ?
อีกด้านหนึ่ง เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับ ซุนอวิ๋นก็เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อ "พวกเราควรรักษาชีวิตไว้สู้วันหน้าดีกว่า เยี่ยหลีเย่อหยิ่งและทำตัวแปลกแยก ถึงแม้นางจะเคยช่วยไถ่กระบี่คืนมาให้ท่านครั้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตไปทิ้งหรอกนะ..."
ไป๋เสี่ยวเซิงตัวแข็งทื่อ เขามองซุนอวิ๋นด้วยความตกตะลึง "เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
ซุนอวิ๋นกลัวจนคิดอะไรไม่ออก จึงตอบสนองไม่ทัน "หา? ข้าพูดอะไรหรือ?"
เมื่อเห็นท่าทางมึนงงของเขา ไป๋เสี่ยวเซิงก็คิดว่าเขาคงสับสนจนพูดผิดไปเอง เขาได้ยินคำพูดเย็นชาของเยี่ยหลีเต็มสองหู และเห็นอิงเอ๋อร์ถือกระบี่ของเขาเต็มสองตา มันจะผิดพลาดไปได้อย่างไร?