- หน้าแรก
- ศิษย์พี่หญิงแกล้งตายจนกลายเป็นเทพ ทั้งสำนักต่างไว้อาลัยและตายตกตามนาง
- บทที่ 4: ม่อหานเหนียนต้องการไปหาเยี่ยหลี
บทที่ 4: ม่อหานเหนียนต้องการไปหาเยี่ยหลี
บทที่ 4: ม่อหานเหนียนต้องการไปหาเยี่ยหลี
บทที่ 4: ม่อหานเหนียนต้องการไปหาเยี่ยหลี
สถานที่แห่งนี้ห่างจากภูเขาด้านหลังอันเป็นสถานที่ซึ่งเยี่ยหลีจบชีวิตลงเพียงแค่ป่ากั้นขวางกั้น ขอเพียงข้ามไป พวกเขาก็จะได้เห็นร่างไร้วิญญาณของนาง!
ทว่าขณะที่พวกเขากำลังจะเข้าไปสำรวจ ซูอิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ "ศิษย์พี่รองทิ้งเบาะแสอื่นไว้ให้พวกเราที่ภูเขาด้านหลังด้วยหรือเจ้าคะ? ดีจังเลย พวกเรารีบตามต้าเฮยไปตามหาศิษย์พี่รองกันเถอะ"
ทุกคนชะงักฝีเท้าลงทันที
คำพูดนี้เป็นการเตือนสติโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่านับตั้งแต่เจอเศษผ้าชิ้นนั้น พวกเขาก็ถูกเยี่ยหลีจูงจมูกมาโดยตลอด
หากพวกเขาดั้นด้นไปตามหานางจริงๆ ตอนนี้ จะไม่เท่ากับหลงกลแผนการของนางหรอกหรือ?
ลู่จื่อถิงเมื่อตระหนักได้เช่นนั้น สีหน้าของเขาก็ปั้นยากขึ้นมาทันที
หยวนเช่อสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด "ข้าไม่ไป ใครอยากไปก็ไปเถอะ!"
แววตาของผู้มีชัยพาดผ่านนัยน์ตาอันไร้เดียงสาของซูอิงเอ๋อร์วูบหนึ่ง นางเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ "ถ้างั้นข้าจะไปคนเดียว ข้าจะไปขอโทษศิษย์พี่รองและเชิญนางกลับมา ชื่อเสียงของข้าน่ะไม่สำคัญหรอก แต่ถ้าคนอื่นรู้ว่าท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ทุกคนถูกศิษย์พี่รองปั่นหัวเล่นเหมือนคนโง่ มันจะแย่เอานะเจ้าคะ"
ศิษย์น้องสี่รีบคว้าแขนนางไว้ "ถ้าศิษย์พี่รองหาเรื่องเจ้าตอนที่เจ้าไปคนเดียวล่ะ? ข้าจะไปกับเจ้าเอง"
"ห้ามใครไปทั้งนั้น!"
เมื่อปรมาจารย์ชิงอวี่นึกถึงการที่ตนถูกศิษย์เอกปั่นหัว ความผูกพันฉันท์ศิษย์อาจารย์ที่มีต่อเยี่ยหลีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น "ผู้ใดลอบไปหานาง ถือเป็นการขัดคำสั่งข้า และจะถูกไล่ออกจากสำนักเทียนเหมินไปพร้อมกับนาง"
เมื่อเห็นต้าเฮยยังคงดิ้นรนจะไปที่ภูเขาด้านหลัง เขาจึงตวาดเสียงเย็น "ไอ้เดรัจฉาน แกไม่รู้จักสำนึก วันนี้คือวันตายของแก"
"ต้าเฮย!"
เยี่ยหลีพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะห้ามเขา แต่เท้าของนางกลับถูกตรึงแน่นราวกับหยั่งรากลึกลงไปในพื้นดิน นางไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย ทำได้เพียงทอดถอนใจมองดูต้าเฮยถูกม้วนเป็นก้อนกลมแล้วถูกจับตัวไป
มีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมวิญญาณของนางถึงขยับไม่ได้?
เยี่ยหลีสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ในเวลาเดียวกัน หมอกในป่าอู๋จางก็หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ
กิ่งไม้แห้งโกร๋นแกว่งไกวอยู่เบื้องหลังม่านหมอก ราวกับมีบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามา
มี... มีบางอย่างอยู่ในป่าแห่งนี้!
"ใครน่ะ!"
ในตอนนั้น หมอกลงจัดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
หมอกนั้นราวกับมีชีวิตจิตใจ มันฉวยโอกาสตอนที่นางอ้าปากแทรกซึมเข้าไปในปากและจมูกของนาง
เยี่ยหลีขนลุกซู่ นางดิ้นรนต่อสู้สุดชีวิต
แต่ทุกหนแห่งที่หมอกขาวสัมผัส แขนขาของนางจะแข็งทื่อราวกับซากศพ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อน
ความรู้สึกอึดอัดทรมานราวกับถูกหักคอตอนที่ตายผุดขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ดวงวิญญาณของเยี่ยหลีจะถูกหมอกขาวกลืนกินจนมิด ภาพตรงหน้าก็พร่ามัว และนางก็ถูกส่งกลับมายังสำนักเทียนเหมิน
แสงแดดสาดส่องกระทบดวงตาอย่างกะทันหัน เยี่ยหลีรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
แม้จะหนีรอดออกมาจากป่าอู๋จางได้แล้ว แต่อันตรายถึงชีวิตนั้นยังคงแฝงตัวอยู่ในจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรงในอก และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
สัญชาตญาณบอกนางว่า นี่เป็นฝีมือของบุรุษหน้ากากผีผู้นั้นอีกแล้ว
หรือว่าเขาจะไม่เพียงแค่สังหารคนเป็นได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดับสูญวิญญาณได้อีกด้วย?
เยี่ยหลีรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง นางตายด้วยน้ำมือของเขา ทว่ากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
ตกลงแล้วเขาคือใครกันแน่? ทำไมเขาถึงต้องการสังหารนาง?
ข่าวการไล่เยี่ยหลีออกจากสำนักเทียนเหมินแพร่สะพัดกลับไปยังทุกสำนักอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าผลงานอันโดดเด่นของหยวนเช่อในการวิ่งพล่านกระจายข่าวนั้นไม่อาจมองข้ามได้เลย
บรรดาศิษย์ต่างพากันตกใจเมื่อได้ยินข่าว แต่หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่ถูกแต่งเติมสีสันของหยวนเช่อ พวกเขาก็แสดงท่าทีดูแคลนออกมา
"เยี่ยหลีช่างชั่วร้ายจริงๆ ถึงกับทำเรื่องต่ำช้าเพียงเพื่อขัดขวางไม่ให้ศิษย์น้องเล็กได้ฝากตัวเป็นศิษย์"
"ข้าเคยชื่นชมศิษย์พี่เยี่ยหลีนะ เพราะนางบรรลุขั้นวิญญาณก่อกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่คิดเลยว่านางจะมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้"
"มีตบะสูงส่งแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? ศิษย์ที่ถูกไล่ออกจากสำนักเทียนเหมินจะต้องถูกทำลายจุดตันเถียนและทำลายฐานการฝึกตน ต่อให้ตบะสูงส่งแค่ไหนก็สูญเปล่าอยู่ดี"
หยวนเช่อกล่าวอย่างสะใจ "นางเอาแต่พูดว่าตบะขั้นรวบรวมลมปราณระดับปลายของข้ามันต่ำต้อย แล้วก็คอยบังคับให้ข้ารีบๆ ทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐาน อีกสามวันพอนางกลายเป็นคนพิการ ข้าอยากจะรู้ว่านางจะเอาอะไรมาหยิ่งยโสอีก!"
สายตาอาฆาตมาดร้ายนั้น ไม่เหมือนกำลังพูดถึงศิษย์พี่เลยแม้แต่น้อย แต่เหมือนกำลังพูดถึงศัตรูคู่อาฆาตเสียมากกว่า
ความจริงแล้ว ตอนที่หยวนเช่อเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ เขาไม่ได้เกลียดเยี่ยหลีเหมือนอย่างตอนนี้ ตรงกันข้าม เขาชอบเยี่ยหลีมากต่างหาก
ปรมาจารย์ชิงอวี่เป็นผู้ละทิ้งทางโลก หลังจากพากลับมา เขาก็ปล่อยปละละเลย ทำให้หยวนเช่อผอมแห้งเป็นลิงจ๋อ
เป็นเยี่ยหลีที่พาเขากลับไปที่ลานเรือนของนาง และขุนจนเขาอ้วนท้วนสมบูรณ์ เขาติดเยี่ยหลีแจ คอยเดินตามนางต้อยๆ เหมือนลูกหมา เรียกนางว่า 'ท่านพี่' คำนั้นคำนี้ไม่ขาดปาก
ดังนั้น หลังจากที่เขาเปลี่ยนไป เยี่ยหลีจึงเสียใจอยู่พักใหญ่
อย่างไรก็ตาม เยี่ยหลีในตอนนี้จะไม่เสียใจอีกต่อไปแล้วที่ศิษย์น้องไม่เข้าใจนาง นางแค่อยากจะรู้ว่าต้าเฮยอยู่ที่ไหน
แต่ในฐานะที่เป็นเพียงดวงวิญญาณ นางไม่อาจเอ่ยปากถามได้ จึงทำได้เพียงกลับไปที่สำนักเหลียนฮวา โดยหวังว่าจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับต้าเฮยบ้าง
ทันทีที่มาถึง นางก็ได้ยินเสียงโต้เถียงดังมาจากข้างใน
ณ ศาลากลางน้ำ
ลู่จื่อถิงรั้งตัวม่อหานเหนียนที่กำลังจะจากไปไว้ "ศิษย์พี่ห้า ท่านอาจารย์สั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดออกไปตามหาศิษย์พี่รอง หากท่านไปตอนนี้ ท่านจะขัดคำสั่งท่านอาจารย์นะ"
ม่อหานเหนียนมีสีหน้าหม่นหมอง "ข้ามันก็แค่คนไร้ค่า จะอยู่หรือไปก็ไม่มีความหมายอะไรต่อสำนักเหลียนฮวาอยู่แล้ว ศิษย์พี่ ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าหรอก"
เมื่อเห็นภาพนี้ ประกายไฟเล็กๆ ก็จุดประกายขึ้นในเถ้าถ่านอันเย็นเยียบในใจของเยี่ยหลี ม่อหานเหนียนกำลังจะออกไปตามหานางอย่างนั้นหรือ?
ม่อหานเหนียนตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว และเขาก็หันหลังเดินจากไปทันทีที่พูดจบ
"ศิษย์พี่ห้า!"
ซูอิงเอ๋อร์รีบขวางม่อหานเหนียนไว้ด้วยสีหน้าเจ็บปวด "ใครบอกว่าท่านจะอยู่หรือไปก็ไม่มีความหมายกันล่ะ! สำนักเหลียนฮวาขาดท่านไม่ได้ และข้าเองก็ยิ่งขาดท่านไม่ได้ หากท่านดึงดันจะไป ข้าก็จะไปกับท่าน และเราจะถูกไล่ออกจากสำนักไปด้วยกัน!"
"อิงเอ๋อร์..."
เมื่อสบตากับดวงตาดื้อรั้นที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของซูอิงเอ๋อร์ ม่อหานเหนียนก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงักลงอย่างไม่รู้ตัว
ซูอิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้า "ศิษย์พี่ห้า ข้ารู้ว่าท่านอยากให้ศิษย์พี่รองกลับมาและยอมรับผิด เพื่อที่ท่านอาจารย์จะได้ยกเลิกคำสั่ง แต่ในเมื่อท่านยังคิดถึงศิษย์พี่รองถึงเพียงนี้ แล้วนางล่ะ เคยคิดถึงท่านบ้างหรือเปล่า?"
"ท่านทนทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว แต่นางก็ยังบังคับให้ท่านกินยาขมๆ ไร้ประโยชน์พวกนั้น นางอยากจะได้ชื่อว่าเป็นคนห่วงใยศิษย์น้อง แต่ยาทุกชามที่นางส่งมา กลับเป็นการย้ำเตือนท่านถึงความเจ็บปวดจากพิษกู่ ด้วยความเห็นแก่ตัวของนาง นางกรีดแผลเก่าของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ท่านต้องทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านไม่สงสารตัวเอง แต่ข้าสงสารท่านนะ!"
หัวใจของม่อหานเหนียนสั่นคลอน
หลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเข้าใจและห่วงใยเขาถึงเพียงนี้
ในขณะที่ซาบซึ้งใจ เขาก็รู้สึกผิดหวังในตัวเยี่ยหลีอย่างมากเช่นกัน
เรื่องที่อิงเอ๋อร์เข้าใจได้แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่เพียงปีเดียว—นางกลับไม่เข้าใจเลยงั้นหรือ?
หลังจากความผิดหวัง ความขุ่นเคืองก็เริ่มก่อตัวขึ้น
เขาขุ่นเคืองที่เยี่ยหลีมอบความหวังให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อจะทำให้เขาต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาทนทุกข์ทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่เคยได้ลิ้มรสความหอมหวานที่ควรจะได้รับเสียที
ยกเว้นเพียงวันนั้น วันที่ศิษย์น้องอิงเอ๋อร์ช่วยเขาเทยาขมชามนั้นทิ้ง ยัดลูกอมใส่ปากเขา และส่งยิ้มหวานให้กับเขา
"ศิษย์พี่ห้า ท่านจะกินของขมๆ ในวันเกิดได้อย่างไรเล่า? ท่านควรกินอะไรหวานๆ สิ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์น้องที่ทุ่มเทใจให้เขาหมดหน้าตัก ม่อหานเหนียนจะทนทำให้นางต้องเสียใจอีกได้อย่างไร? เขายอมอ่อนข้อ "ข้าไม่ไปแล้ว อิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ"
ซูอิงเอ๋อร์เผยรอยยิ้มทั้งน้ำตา และยื่นนิ้วก้อยออกมา "งั้นสัญญาแล้วนะ"
ประกายไฟในใจของเยี่ยหลีดับวูบลงก่อนที่จะทันได้ลุกโชน เหลือเพียงความรู้สึกสมเพชตัวเองอันเงียบเหงา
มาถึงจุดนี้แล้ว นางยังหวังอะไรอยู่อีกนะ?
เมื่อเห็นซูอิงเอ๋อร์เกลี้ยกล่อมม่อหานเหนียนได้สำเร็จ ลู่จื่อถิงก็รู้สึกภาคภูมิใจ
ศิษย์น้องแสนดีเช่นนี้ จะไม่ให้ทุกคนรักและทะนุถนอมได้อย่างไร?
นี่เขาควรจะเมินเฉยต่อศิษย์น้องที่แสนดีเช่นนี้ แล้วไปรักนังผู้หญิงมีพิษสงที่เต็มไปด้วยแผนการอย่างนั้นหรือ?
ลู่จื่อถิงตบไหล่ม่อหานเหนียน "วางใจเถอะศิษย์พี่ห้า หอวินัยได้ส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงทางไกลไปหาศิษย์น้องรองแล้ว ป่านนี้นางคงจะรู้ตัวว่าผิดแล้วล่ะ ถ้านางกลับใจและมาคุกเข่าขอโทษท่านอาจารย์ก่อนจะรับโทษ ท่านอาจารย์จะต้องเมตตาอย่างแน่นอน"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ถาศิษย์พี่รองยังอยากจะอยู่สำนักต่อ นางจะต้องกลับมาแน่ๆ พวกเราแค่ต้องรอเท่านั้น"
ซูอิงเอ๋อร์เท้าคาง ดูไร้เดียงสา ทว่าหากสังเกตในดวงตาคู่นั้นให้ดี จะเห็นถึงความอาฆาตมาดร้ายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ นางเอ่ยเสียงเรียบ "เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าต้าเฮยจะรอได้นานขนาดนั้นหรือเปล่าน่ะสิ"