- หน้าแรก
- ลาภยศล้วนไม่เที่ยงครั้งนี้ข้าจึงขอไปเป็นเซียนผู้มีชีวิตยืนยาว
- บทที่ 9 - ไม่ถือว่าผิดคำพูด
บทที่ 9 - ไม่ถือว่าผิดคำพูด
บทที่ 9 - ไม่ถือว่าผิดคำพูด
การถามตอบทั้งสองครั้ง
คำตอบยิ่งมายิ่งสั้นกระชับ
ฉีอู๋ฮั่วจึงลุกขึ้นยืน ยกมือประสานกัน โค้งตัวทำความเคารพแล้วกล่าว
"ขอท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะข้าด้วยขอรับ"
ชายชรารับการคารวะจากเขา จากนั้นจึงยกมือขึ้นประคองเขาให้ลุกขึ้นแล้วหัวเราะกล่าว
"ดูเหมือนว่าความฝันตื่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงรับการคารวะจากเจ้าไว้"
"แต่สิ่งที่เจ้าร้องขอ ข้าไม่อาจสอนเจ้าได้"
"วิถีแห่งการมีอายุยืนยาวเป็นสิ่งที่ต้องเสาะแสวงหา ไม่เหมือนกับอาจารย์ในโลกมนุษย์ที่สั่งสอนศิษย์ พอเจ้าอยากได้ก็สามารถมอบให้เจ้าได้ทันที และมันก็ไม่ใช่หนังสือเล่มหนึ่ง ที่พอเจ้าได้มันมาเปิดอ่านแล้วก็จะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง"
"วาสนาของเจ้ากับข้าไม่ได้อยู่ที่นี่"
หลังจากนั้นไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องพวกนี้อีก นิสัยของฉีอู๋ฮั่วไม่ใช่คนได้คืบจะเอาศอกหรือชอบบังคับเค้นถามผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อเช่นกัน
หลังจากชายชราทานอาหารเสร็จ ท่านก็ออกไปชงชาดื่มในลานบ้านอีกครั้ง
ฉีอู๋ฮั่วหลับตาลงเพื่อหวนรำลึกถึงเรื่องราวที่ประสบพบเจอในความฝัน
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีใดเดือนใดอย่างแน่ชัดได้เลือนหายไปจากความทรงจำแล้ว เหลือเพียงความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สำคัญไม่กี่เรื่องเท่านั้น ในความฝันมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างแคว้นต่างๆ และมีความแข็งแกร่งของเผ่าปีศาจ ทว่าเมื่อลองนึกดูให้ดีโลกมนุษย์ในความฝันดูเหมือนจะไม่มีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอยู่เลย ช่างดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย มนุษย์ธรรมดาจะไปต่อกรกับปีศาจได้อย่างไรกัน
ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงความฝัน โลกในความฝันอาจจะมีความเชื่อมโยงกับโลกในความคิดของเขา ฉีอู๋ฮั่วเคยเห็นสัตว์ป่าที่มีสติปัญญาจำแลงกายเป็นปีศาจ ดังนั้นแดนปีศาจจึงยังคงอยู่ ฉีอู๋ฮั่วรู้ว่ามีการสอบขุนนางและมีตำราเรียน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงมีอยู่ ทว่าในตอนนั้นเขาไม่คิดว่าเทพเซียนและวิชาเวทมนตร์มีอยู่จริง ดังนั้นเรื่องราวส่วนนี้ในความฝันจึงเลือนรางเป็นพิเศษ
แต่เจ้าเขาฉยงอวี้ผู้นั้นเล่าเป็นมาอย่างไรกัน
ฉีอู๋ฮั่วไม่อาจล่วงรู้ เรื่องราวในความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ฉีอู๋ฮั่วก็ไม่อาจล่วงรู้เช่นกัน
เขาเพียงแค่นั่งหลับตาอย่างสงบ จิตใจสงบนิ่ง ลมหายใจทอดยาวสม่ำเสมอ
เขารู้สึกราวกับสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ ราวกับสามารถสัมผัสได้ถึงเสียงเกล็ดหิมะด้านนอกที่กำลังละลายลงอย่างช้าๆ สามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านเส้นทางขุนเขาและลำน้ำนอกเมืองไปไกลถึงแปดร้อยลี้ ราวกับมองเห็นแดนปีศาจและโศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์ที่เคยพบเห็นในวัยเด็ก มองเห็นชีวิตที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าตลอดเจ็ดสิบปีของตนเอง สุดท้ายก็เป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่งไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรได้เลย
ทว่าเมื่อหนทางหนึ่งตีบตัน ย่อมมีหนทางอื่นให้ก้าวเดิน
หว่างคิ้วของฉีอู๋ฮั่วค่อยๆ คลายออก สีหน้ากลับมาสงบนิ่งดังเดิม
บริเวณหว่างคิ้วของเขากำเนิดประกายแสงแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
ชายชรากำลังชงชา ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
"บำรุงจิตจนเกิดความรู้แจ้ง เทียบได้กับตบะการบำรุงจิตประมาณห้าสิบปี ตอนนี้มันยังสามารถโคจรได้เองตามธรรมชาติ ดูท่าแล้วต่อให้เขาไม่ได้พบกับตาเฒ่าอย่างข้า ด้วยสติปัญญาของเขาเขาก็คงจะได้สัมผัสกับเรื่องการบำเพ็ญเพียรเข้าสักวันอยู่ดี"
"แต่ทว่าในบรรดาแก่นแท้พลังปราณและจิตวิญญาณทั้งสามประการ กลับมีหนึ่งที่แข็งแกร่งและสองที่อ่อนแอ แม้จะมีใจใฝ่หาวิถีแห่งเต๋าแต่ก็มีภัยแอบแฝงอยู่ ไม่ใช่เรื่องดีเลย หากไม่ระวังอาจถูกยมทูตดึงตัวไปเป็นเทพวิญญาณได้ เช่นนี้แล้วก่อนจากไปคงต้องมอบวาสนาให้เขาอีกสักครา ... "
ชายชราจาริกไปทั่วหล้าเพื่อชี้แนะมวลมนุษย์ การที่ฉีอู๋ฮั่วสามารถทำลายกิเลสปุถุชนของตนเองลงได้ในความฝันตื่นหนึ่ง ท่านก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว ท่านจะไม่ทำเรื่องประเภทเร่งรัดตัดตอนอีก วาสนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เดิมทีท่านตั้งใจจะจากไปแล้ว ทว่าไม่นึกเลยว่าผลลัพธ์ของฉีอู๋ฮั่วจะดีกว่าที่ท่านคาดการณ์ไว้เสียอีก
การกระทำในความฝันล้วนเป็นไปตามธาตุแท้ในใจ คนดีย่อมเป็นคนดี คนเลวย่อมไม่มีวันเปลี่ยน นั่นคือเคล็ดวิชาที่ช่วยให้มองเห็นจิตใจและธาตุแท้ของตนเองเพื่อให้มองเห็นชีวิตในชาตินี้ หลังจากได้รับเคล็ดวิชาจากเทพธิดา การฝึกฝนบำรุงจิตนานห้าสิบปีของฉีอู๋ฮั่วก็แทบไม่ต่างอะไรกับการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงมาห้าสิบปีจริงๆ เลย
ทว่าการบำรุงจิตห้าสิบปีของคนธรรมดากลับสำเร็จได้ด้วยความฝันเพียงตื่นเดียว มิน่าเล่าหมอนใบนี้ถึงได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ในทันที
ชายชราพยักหน้า
...
ฉีอู๋ฮั่วนั่งตัวตรงอย่างสงบ เขาเข้าสู่สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางความเลือนรางสติสัมปชัญญะราวกับลอยสูงขึ้น เขาได้มองเห็นบริเวณรอบบ้าน มองเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมา ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นว่าด้านนอกมีรถม้าคันหนึ่งมาจอดอยู่ที่หน้าปากซอย
จากนั้นก็มีคนผู้หนึ่งลงมาจากรถม้าและกำลังมุ่งหน้ามาทางบ้านของเขา ทั้งที่อยู่ห่างออกไปอย่างน้อยห้าร้อยก้าว ทว่าฉีอู๋ฮั่วกลับมองเห็นหน้าตาของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจนในพริบตาเดียว
"นั่นมันลี่ผู่อวี้นี่นา"
ลี่ผู่อวี้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ซู
ส่วนตระกูลลี่ก็เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งในเมือง พวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน ทางบ้านมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล เพียงไม่นานก็กว้านซื้อกิจการขนาดใหญ่ไปมากมาย ซ้ำยังส่งบุตรหลานของตนไปเรียนหนังสือกับปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง เวลาไปไหนมาไหนก็มีจอมยุทธ์ฝีมือดีคอยคุ้มกัน ดูราวกับเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเลยทีเดียว
แม้ฉีอู๋ฮั่วจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเขาก็ตาม แต่อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ซู อีกทั้งดูเหมือนจะตั้งใจมาหาเขาโดยตรง เขาจึงไม่อาจเสียมารยาทได้ จึงตั้งใจจะออกไปเปิดประตู เมื่อจิตใจสั่งการ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงมาราวกับอยู่ในความฝัน จากนั้นก็ทำท่าจะลุกขึ้น ร่างกายตอบสนองไปเองตามธรรมชาติ
...
ลี่ผู่อวี้เหยียบย่ำลงบนหิมะที่สกปรกโสมม เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
"บ้าเอ๊ย ... "
"เดินยากชะมัด"
ที่นี่คือบริเวณชายขอบของเมือง มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ประกอบกับฝุ่นดินบนถนนดินลูกรังที่ไม่มีวันกวาดได้สะอาด เมื่อหิมะละลายผสมเข้ากับดินโคลนก็จะกลายเป็นสีดำ เมื่อกลายเป็นสีดำแล้วไปผสมเข้ากับหิมะและน้ำแข็งอีก ความสกปรกนั้นไม่ต้องพูดถึงซ้ำยังเดินลำบากยากเข็ญอีกด้วย
ลี่ผู่อวี้มองดูรองเท้าของตนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหิมะสีดำสกปรก หางตาของเขากระตุกไม่หยุด
นี่คือรองเท้าที่สั่งตัดพิเศษจากร้านเทียนจือฟางในตัวเมืองเชียวนะ
ข้าวของเครื่องใช้ในปัจจุบันแป้งสาลีสิบชั่งราคาเพียงสิบอีแปะ ถ่านหินเจ็ดรถลากในฤดูหนาวก็ราคาเพียงสองเฉียนหนึ่งเฟินเท่านั้น แต่รองเท้าคู่นี้เพียงคู่เดียวกลับมีราคาสูงถึงสามตำลึงเงิน เทียบเท่ากับค่าจ้างหนึ่งปีของคนเฝ้าฉางข้าวเลยทีเดียว
ในเวลานี้เขารู้สึกอิจฉาจอมยุทธ์ฝีมือดีที่ทางบ้านจ้างมาซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งนัก แม้เท้าจะเหยียบลงบนหิมะที่สกปรกแต่ก็ไม่จมลงไป รองเท้าและชายเสื้อยังคงสะอาดสะอ้าน
"เฮ้อ ... "
ลี่ผู่อวี้ละสายตากลับมา เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เพื่อระงับความหงุดหงิดในใจ
เขาเงยหน้าขึ้นมองบ้านผุพังที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยก้าว
วันนี้ท่านอาของเขากลับมาจากการทำธุรกิจที่เมืองหลวง อีกไม่กี่วันทางบ้านจะจัดงานเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ ทว่าท่านพ่อกลับต้องการจะเชิญคนยากจนข้นแค้นที่แม้แต่ประตูสถานศึกษาก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปผู้นี้มาร่วมงานด้วย ซ้ำยังไม่ใช่แค่เชิญธรรมดาแต่ยังสั่งให้เขามาเชิญด้วยตัวเองอีกต่างหาก
เขาเป็นใคร แล้วเจ้าเด็กยากจนตรงหน้านี่เป็นใครกัน
แค่ส่งบ่าวรับใช้มาสักคน เจ้าเด็กยากจนนี่ก็คงต้องทำตัวนอบน้อมเคารพเชื่อฟังแล้ว
นี่ถึงกับต้องให้เขามาด้วยตัวเองเลยหรือ
ทว่าท่านพ่อมีอำนาจบารมีในบ้านสูงส่งนัก ลี่ผู่อวี้จึงไม่กล้าขัดคำสั่ง แม้ในใจจะไม่สบอารมณ์แต่เขาก็ยังคงยอมเดินมาแต่โดยดี ระยะทางเพียงห้าร้อยก้าวนี้กลับเดินลำบากยิ่งกว่าถนนใหญ่ห้าลี้เสียอีก ในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านได้สำเร็จ เขาถอนหายใจออกมา บนหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมออกมาเล็กน้อย
เขาตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อปั้นรอยยิ้มที่เป็นมิตรและน่าคบหา
มือข้างหนึ่งยกขึ้นเตรียมจะเคาะประตู ส่วนมืออีกข้างก็จับชายเสื้อที่ห้อยตกลงมาของมือข้างนั้นไว้
นิ้วมือยังไม่ทันจะได้เคาะลงไป
ท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าด ประตูไม้ก็ถูกเปิดเข้าไปด้านใน ราวกับว่าคนข้างในล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนมา นิ้วมือของลี่ผู่อวี้จึงลื่นไถลไปตามบานประตูพอดี ต้นไม้ใบหญ้าในลานบ้านสั่นไหวไปตามสายลม กลีบดอกไม้ปะปนกับเกล็ดหิมะร่วงหล่นลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มผู้เปิดประตู เขาสวมเสื้อผ้าป่านธรรมดา ผมสีดำจัดทรงเรียบร้อย ดวงตาสีดำสนิทดุจดวงดาราจ้องมองมาที่ลี่ผู่อวี้อย่างสงบ
คอยแขกอยู่นานแล้ว
ลี่ผู่อวี้ชะงักไป
ผ่านไปครู่ใหญ่เขากว่าเขาจะได้สติกลับคืนมา
นี่ นี่คือฉีอู๋ฮั่วงั้นหรือ
ในชั่วพริบตานั้นเขารู้สึกราวกับได้เห็นอาจารย์ซู ราวกับได้เห็นความสงบนิ่งและสุขุมเยือกเย็นประดุจกำแพงเมืองอันสูงตระหง่านเมื่อครั้งที่เขาเดินทางเข้าเมืองหลวงในวัยเด็ก ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับรู้สึกหวาดหวั่น แม้แต่ร่างกายก็ดูเหมือนจะแข็งทื่อไป
"พี่ลี่ ท่านมีธุระอันใดหรือ" ฉีอู๋ฮั่วเอ่ยถาม
ลี่ผู่อวี้เพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองต้องทำอะไร ตอนแรกเขายกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ชะงักไปก่อนจะประสานมือคารวะอย่างลืมตัว เขาเอ่ยตะกุกตะกัก "ศิษย์พี่ฉี คือ คือท่านพ่อให้ข้ามาเชิญท่าน ไปร่วมทานอาหารมื้อธรรมดาๆ ที่บ้านข้าน่ะ"
"ก็แค่ ก็แค่นี้แหละ"
"ท่านอาของข้าเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง จะได้พูดคุยเรื่องราวต่างๆ ในเมืองหลวงกันด้วย"
เดิมทีฉีอู๋ฮั่วตั้งใจจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ทว่าเมื่อได้ยินประโยคนี้เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย เขานึกถึงเมืองหลวงที่เขาเห็นในความฝัน ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จพอดีจะได้สอบถามดูสักหน่อย คำปฏิเสธจึงถูกกลืนลงคอไป เขาประสานมือคารวะตอบ
" ... เช่นนั้น ข้าคงต้องรบกวนแล้ว"
ลี่ผู่อวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"อ้อ ไม่รบกวนหรอก ไม่รบกวนเลยสักนิด"
"ข้าต่างหากที่มาหาท่าน ช่างรบกวนศิษย์พี่ฉีเสียจริง"
ฉีอู๋ฮั่วเบี่ยงตัวหลบให้พลางเอ่ยถาม "จะเข้ามานั่งพักสักหน่อยหรือไม่"
"ไม่ล่ะ ไม่ล่ะ ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำอีก"
"วันนี้ไม่รบกวนศิษย์พี่แล้ว"
"ศิษย์พี่ไม่ต้องไปส่งหรอก"
"ศิษย์พี่ ขอลาล่ะ"
ลี่ผู่อวี้แทบจะทนรับแรงกดดันที่อธิบายไม่ถูกนั้นไม่ไหว เขารีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฉีอู๋ฮั่วยังคงรู้สึกงุนงงอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เซถลา รู้สึกหน้ามืดตาลายจนเกือบจะล้มหน้าคะมำ
ทว่ากลับมีสายลมหมุนเกลียวเข้ามาพยุงตัวเขาเอาไว้ รับตัวเขาไว้ได้ทันท่วงที จากนั้นก็หมุนวนกลับมา วางฉีอู๋ฮั่วลงที่หน้าโต๊ะหิน ชายชราที่กำลังชงชาส่ายหน้าแล้วกล่าว "พรสวรรค์ไม่เลว สติปัญญายิ่งยอดเยี่ยม แต่การที่เจ้าปลดปล่อย 'จิตวิญญาณ' ออกไปภายนอกนั้น ช่างบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว"
ฉีอู๋ฮั่วปวดหัวอย่างรุนแรง เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย "จิตวิญญาณหรือขอรับ"
ชายชราชี้ไปที่หว่างคิ้วของเขา ท่านอธิบายอย่างตรงไปตรงมา "เมื่อครู่นี้เจ้าปลดปล่อยจิตวิญญาณออกไปครอบคลุมพื้นที่โดยรอบหลายลี้ นี่คือสิ่งที่สะสมมาจากในความฝัน แต่ร่างกายของเจ้ายังคงอ่อนแอ ไม่อาจทนต่อการสูญเสียพลังงานเช่นนี้ได้"
"สรรพสิ่งล้วนถือกำเนิดจากประกายแห่งจิตวิญญาณ"
"หนึ่งก่อกำเนิดสอง นั่นคือหยินและหยาง คือสติปัญญาและร่างกาย"
"สติปัญญาคือจิตใจ คือจิตวิญญาณ ร่างกายคือพลังปราณ คือเลือดเนื้อ"
"หลักแห่งมรรคา ล้วนเป็นการบำเพ็ญทั้งสติปัญญาและร่างกาย"
"ตอนนี้จิตวิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งแต่ร่างกายอ่อนแอ แม้จะมีวิชาเหนือมนุษย์อยู่บ้าง แต่ข้าก็ต้องขอเตือนเจ้าสักประโยค"
"หากร่างกายไม่หลงเหลืออยู่ แล้วจิตวิญญาณจะดำรงอยู่ได้อย่างไร"
"ร่างกายของเจ้าต้องแข็งแกร่งมากพอ จึงจะสามารถรองรับจิตวิญญาณของเจ้าได้ มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะถูกจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเกินไปบ่อนทำลายร่างกายจนตายลงด้วยน้ำมือของตัวเจ้าเอง"
"นี่แหละคือสาเหตุที่ผู้คนในโลกมนุษย์เรียกกันว่า 'สวรรค์ริษยาคนเก่ง' คำกล่าวที่ว่ารักลึกซึ้งมักอายุสั้น ฉลาดหลักแหลมมักเป็นภัยแก่ตัว ล้วนมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ เจ้าต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นคงหลีกหนีความตายก่อนวัยอันควรไม่พ้น"
ชายชราขมวดคิ้วมองฉีอู๋ฮั่ว ท่านส่ายหน้าแล้วหัวเราะกับตนเอง
"ช่างเถอะ เมื่อครู่นี้ข้าบอกไปแล้วว่าไม่สามารถสอนเจ้าได้"
"แต่ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าเพียงหนึ่งกระบวนท่า ย่อมไม่ถือว่าข้าผิดคำพูด"
"ไม่ถือว่าผิดคำพูดหรอก"
"เข้ามานี่สิ"