- หน้าแรก
- ชีวิตเกิดใหม่ของมหาปราชญ์โอสถหมื่นปี ขอใช้สกิลปรุงยาสุดโกงตบเกรียนคนทั้งใต้หล้า
- บทที่ 30 - ถูกเมินเฉย
บทที่ 30 - ถูกเมินเฉย
บทที่ 30 - ถูกเมินเฉย
บทที่ 30 - ถูกเมินเฉย
"ดูท่าตระกูลหลี่คงไม่มีใครสามารถรับมือม่ออวิ๋นได้แล้วล่ะ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เซียวลี่เฉิงกลับหายหัวไปเสียนี่..."
"สงสัยพอได้ยินว่าม่ออวิ๋นมา ก็เลยปอดแหกหนีหางจุกตูดไปแล้วมั้ง ไม่กี่วันก่อนตอนรับมือกับพวกรุ่นเยาว์จากตระกูลเล็กๆ เขายังทำตัวโดดเด่นซะขนาดนั้น นึกไม่ถึงเลยว่าพอถึงเวลาจริงจะมุดหัวอยู่ในกระดองแบบนี้"
"ก็นะ แม้ว่าม่ออวิ๋นจะฝีมือสูสีกับเขามาตลอด แต่ได้ยินมาว่าช่วงนี้ม่ออวิ๋นมีพัฒนาการก้าวหน้าไปอีกขั้น สามารถสกัดน้ำยาระดับสี่ได้สบายๆ โดยไร้ความกดดัน เซียวลี่เฉิงก็คงจะกลัวนั่นแหละ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายรูปแบบดังแว่วมาจากฝูงชนภายในร้านค้าตระกูลหลี่
ทว่าหลายคนกลับรู้อยู่แก่ใจดีว่า การหลบเลี่ยงไม่ยอมออกรบของเซียวลี่เฉิงในครั้งนี้ คงไม่ได้มีเหตุผลง่ายดายเพียงแค่นั้นแน่
ด้วยเหตุนี้สีหน้าของหลี่หลิงเยี่ยนจึงดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก
เพราะเมื่อคืนนี้เอง เซียวลี่เฉิงถึงกับกล้ามาสู่ขอนาง แต่นางปฏิเสธเขาไป และหลังจากนั้นเจ้านั่นก็หายหัวไปเลย
นี่มันเป็นการบีบบังคับให้นางต้องเลือกอย่างชัดเจน!
ในที่สุดตอนนี้หลี่หลิงเยี่ยนก็มองเห็นธาตุแท้บางส่วนของเซียวลี่เฉิงแล้ว
ตอนนี้นางทำได้เพียงฝากความหวังเอาไว้กับฉินอี้เฉินที่เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนพักของตนเองมาตลอดทั้งวัน
"กรับ กรับ..."
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าม้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมกับพุ่งตรงมายังร้านค้าตระกูลหลี่
ผู้คนที่สัญจรไปมาหลายคนรู้สึกไม่พอใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ แต่เมื่อพวกเขามองเห็นตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลี่บนรถม้า พวกเขาก็ต้องจำใจหุบปากลง
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ตระกูลหลี่เปรียบเสมือนถังดินปืนที่พร้อมจะระเบิด ชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะกล้าเข้าไปหาเรื่องใส่ตัวเล่า
"หรือว่าเซียวลี่เฉิงจะมาแล้ว?"
เมื่อเห็นรถม้าของตระกูลหลี่แล่นเข้ามา ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็แหวกทางให้โดยอัตโนมัติ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่รถม้าคันนั้น เพื่ออยากจะรู้ว่าผู้ที่มาเยือนคือใครกันแน่
"พรึ่บ"
ม่านหน้ารถม้าถูกเลิกขึ้น ศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถของตระกูลหลี่หลายคนก้าวลงมาก่อน เมื่อเห็นพวกเขาเดินลงมา ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอันใดนัก เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ศิษย์ฝึกหัดเหล่านี้ไม่มีค่าพอที่จะขึ้นเวทีประลองด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดฉินอี้เฉินก็ก้าวลงมาจากรถม้าเช่นกัน
ม่านรถม้าถูกทิ้งตัวลงปิดสนิท เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอยู่ข้างในอีกแล้ว
"เอ๊ะ เซียวลี่เฉิงไม่ได้มาหรอกรึ?"
"ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้มาทำไมกัน? มีแต่ศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถทั้งนั้น แต่ละคนยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณเลยด้วยซ้ำ"
"หรือว่าพวกมันกะจะใช้จำนวนคนเข้าว่าเพื่อตัดกำลังของท่านม่ออวิ๋นงั้นรึ?"
เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่มาถึงไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถควบแน่นไข่มุกวิญญาณได้ เสียงโห่ร้องเยาะเย้ยก็ดังระงมขึ้นจากฝูงชนในทันที
ทว่าคนช่างสังเกตบางคนกลับตระหนักได้ว่า ดูเหมือนบรรดาศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถเหล่านี้จะให้ความเคารพยำเกรงเด็กหนุ่มที่ลงมาจากรถม้าเป็นคนสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่พบเห็นความพิเศษใดๆ ในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้เลย ยิ่งไปกว่านั้นฉินอี้เฉินยังดูแปลกหน้าสำหรับพวกเขามาก ดังนั้นต่อให้สังเกตเห็นเขา พวกเขาก็มองว่าฉินอี้เฉินคงเป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดที่เก่งกาจกว่าคนอื่นนิดหน่อยก็เท่านั้น
ส่วนหลี่หลิงเยี่ยนที่อยู่ด้านใน เมื่อเห็นฉินอี้เฉินปรากฏตัว ใบหน้างดงามของนางก็เผยรอยยิ้มแห่งความปีติออกมาในทันที พร้อมกันนั้นนางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางได้รับรู้ข่าวคราวบางอย่างมาจากสหายสนิทของนางแล้ว
"ท่านปรมาจารย์ฉินมาแล้ว!"
เมื่อเห็นฉินอี้เฉิน ศิษย์ฝึกหัดของตระกูลหลี่หลายคนก็ส่งเสียงร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อต้องเผชิญกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติและสายตาที่มองมาประดุจพระผู้ช่วยให้รอด ฉินอี้เฉินก็รู้สึกจนใจไม่น้อย เขายกมือขึ้นลูบสันจมูกของตนเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านค้าท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและเคลือบแคลงสงสัยของผู้คนรอบข้าง
"ปรมาจารย์งั้นรึ?"
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดศิษย์ตระกูลหลี่พวกนี้ถึงได้เรียกขานเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความเคารพเช่นนั้น
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่าในเมืองเซวียนอวิ๋น ผู้ที่คู่ควรกับคำนำหน้าว่าปรมาจารย์นั้น มีเพียงบุคคลระดับหลิวเหวินหรือหรั่นรุ่ยเท่านั้น
"เป็นเขางั้นรึ?"
เยี่ยเหลียงเฉินที่เอาแต่นั่งหรี่ตาทำหน้าตากรุ้มกริ่มมาโดยตลอด เมื่อเห็นฉินอี้เฉินปรากฏตัว รูม่านตาของเขาก็หดแคบลงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าการพบกันในครั้งก่อน ฉินอี้เฉินได้ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งเอาไว้ให้เขาไม่น้อย
ในขณะเดียวกัน หลินสืออวิ่นก็มองเห็นเขาเช่นกัน สีหน้าของเขามืดครึ้มลงในทันที
"ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที"
หลี่หลิงเยี่ยนเดินเข้าไปต้อนรับ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางทำเอาคนรอบข้างถึงกับงุนงงไปตามๆ กัน
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคนของตระกูลหลี่ถึงได้ปฏิบัติกับศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถผู้นี้ราวกับเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์เช่นนี้
"คนนั้นคือม่ออวิ๋น แม้เขาจะอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว ทว่าเขาก็มีสถานะเป็นถึงแขกรับเชิญของตระกูลหลิน ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะทะลวงระดับได้ และดูเหมือนว่าจะก้าวเท้าแตะถึงขีดจำกัดของระดับแรกเริ่มแล้วด้วย..."
หลี่หลิงเยี่ยนกระซิบเตือนที่ข้างหูของฉินอี้เฉินเสียงเบา
"อ้อ"
ฉินอี้เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางหันไปมอง
ม่ออวิ๋นผู้นั้นดูอายุราวๆ ยี่สิบสี่ถึงยี่สิบห้าปี ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกทระนงตัวและทะเยอทะยานไม่เบา บนหน้าอกเสื้อของเขามีตราสัญลักษณ์รูปเตาหลอมโอสถที่มีเส้นลวดลายสีเงินประดับอยู่หนึ่งเส้น ซึ่งนี่ก็คือคุณสมบัติที่ทำให้เขาสามารถหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้... นักปรุงโอสถระดับหนึ่ง!
การที่สามารถเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่งได้ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาของม่ออวิ๋น และการที่เขาแตะถึงขีดจำกัดของระดับแรกเริ่มได้แล้ว นั่นก็หมายความว่าในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นปรมาจารย์นักปรุงโอสถที่สามารถเทียบเคียงกับหรั่นรุ่ยและคนอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน
"แปลกจัง ทำไมคุณหนูใหญ่ตระกูลหลี่ถึงได้ให้ความสำคัญกับเขาขนาดนั้นนะ"
"คนผู้นั้นเป็นใครกัน?"
"ไม่รู้สิ คาดว่าคงจะเป็นศิษย์ที่คอยติดตามรับใช้ท่านปรมาจารย์หรั่นรุ่ยล่ะมั้ง..."
เมื่อฝูงชนเห็นหลี่หลิงเยี่ยนเดินเข้าไปใกล้ชิดกับเขาถึงเพียงนั้น พวกเขาก็เริ่มพากันคาดเดาฐานะของเขา
"ไอ้คนขี้โกง ถึงกับกล้าโผล่หน้ามาให้คนอื่นเห็นอีกรึ"
หลินสืออวิ่นเดินเข้ามาหาพลางจ้องมองฉินอี้เฉินด้วยสายตาเยาะเย้ย
"ขี้โกงงั้นรึ?"
ทุกคนต่างรู้สึกงุนงง
"ไอ้หมอนี่มันยังไม่ได้แม้แต่จะควบแน่นไข่มุกวิญญาณเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนที่ไปทดสอบเป็นนักปรุงโอสถที่สมาคม มันกลับหลอมโอสถระดับสามออกมาได้ พวกเจ้าว่ามันน่าขำไหมล่ะ?"
การที่หลินสืออวิ่นเอาเรื่องนี้มาป่าวประกาศต่อหน้าธารกำนัล เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการฉวยโอกาสนี้ทำให้ฉินอี้เฉินต้องอับอายขายหน้า
คำพูดของเขาทำให้สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ฉินอี้เฉินเป็นตาเดียว
แม้แต่ม่ออวิ๋นเองก็ยังเหลือบมองฉินอี้เฉินอยู่สองสามครั้ง ทว่าเพียงชั่วครู่เขาก็เผยสีหน้ารังเกียจและไม่แยแสออกมา
โอสถระดับสาม ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยังหลอมออกมาไม่ได้เลย แล้วไอ้สวะที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณนี่จะไปเก่งกาจกว่าเขาได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าการทดสอบครั้งนั้นต้องมีเรื่องตุกติกแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงบรรดาผู้คนที่มุงดูอยู่หรอก แม้แต่ศิษย์ฝึกหัดของตระกูลหลี่เองก็ยังทำหน้าเหวอไปตามๆ กัน
"โอสถระดับสามรึ..."
มีเพียงดวงตาตี่เล็กของเยี่ยเหลียงเฉินเท่านั้นที่สาดประกายความนัยลึกล้ำออกมา
เขารู้สึกสนใจในตัวฉินอี้เฉินมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ
"หลี่หลิงเยี่ยน ข้ายืนรออยู่ที่นี่ตั้งนานนม แต่พวกเจ้ากลับส่งศิษย์ฝึกหัดสวะมาแค่ไม่กี่คน หรือว่าตระกูลหลี่ของพวกเจ้าจะไม่มีคนแล้วจริงๆ?"
ดูเหมือนม่ออวิ๋นจะเริ่มหมดความอดทน เขาเอ่ยปากด่ากราดอย่างไม่เกรงใจใคร
"หากตระกูลหลี่ของพวกเจ้าเหลือแต่พวกปลาซิวปลาสร้อยพรรค์นี้ล่ะก็ รีบๆ ยอมแพ้ไปซะเถอะ แค่พวกเจ้าปลดป้ายร้านค้านี้ลงมาให้ข้าเอาไปทำฟืน ข้าก็จะไม่เอาเรื่องพวกเจ้าแล้ว"
การมีตระกูลหลินคอยหนุนหลัง บวกกับพรสวรรค์ที่เขามี ทำให้เขาไม่เกรงกลัวตระกูลหลี่เลยแม้แต่น้อย
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะถูกเขาเมินซะแล้วนะ"
หลี่หลิงเยี่ยนแกล้งพูดยุแยงอยู่ข้างกายฉินอี้เฉิน
ฉินอี้เฉินปรายตามองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เขาไม่คิดเลยว่ายัยหนูที่เขาเคยมองว่าเป็นพวกมีหน้าอกแต่ไร้สมอง จะรู้จักใช้วิธียุแยงตะแคงรั่วกับเขาด้วย
"มองอะไรของเจ้า?"
เมื่อเห็นสายตาของเขาจับจ้องมาที่หน้าอกอันอวบอิ่มของตน หลี่หลิงเยี่ยนก็ถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโหพลางตวาด
"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!"
"เฮ้อ..."
ฉินอี้เฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะเดินตรงไปหาม่ออวิ๋น
[จบแล้ว]