- หน้าแรก
- ชีวิตเกิดใหม่ของมหาปราชญ์โอสถหมื่นปี ขอใช้สกิลปรุงยาสุดโกงตบเกรียนคนทั้งใต้หล้า
- บทที่ 27 - ยอดอัจฉริยะ
บทที่ 27 - ยอดอัจฉริยะ
บทที่ 27 - ยอดอัจฉริยะ
บทที่ 27 - ยอดอัจฉริยะ
เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปี แถมยังอยู่ในสถานะที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณ แต่กลับสามารถหลอมโอสถระดับสามออกมาได้!
เรื่องพรรค์นี้ต่อให้เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีวันมีคนเชื่อเด็ดขาด
และแทบทุกคนในโถงทดสอบแห่งนี้ก็ต่างมีความคิดเช่นเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาเคลือบแคลงใจก็คือ ในเมื่อมีหลิวฉยงเอ๋อร์คอยจับตาดูอยู่ข้างๆ แถมยังมีผู้คุมสอบอยู่ด้วย หรือว่าตระกูลหลี่จะติดสินบนพวกเขาทั้งสองคนไปแล้ว?
เรื่องนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
แม้ว่าคนอย่างหลินสืออวิ่นจะรู้ดีว่าหลิวเหวินมีความเป็นเพื่อนกับหรั่นรุ่ย ปรมาจารย์ผู้พิทักษ์ของตระกูลหลี่ ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลหลี่เลย ปกติแล้วหลิวเหวินก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลหลี่อยู่แล้ว
เป็นเพียงเพราะหรั่นรุ่ยชอบพาหลี่หลิงเยี่ยนมาด้วยเวลาที่เขามาปรึกษาหารือปัญหาเรื่องการหลอมโอสถกับหลิวเหวิน ด้วยเหตุนี้หลี่หลิงเยี่ยนกับหลิวฉยงเอ๋อร์จึงได้กลายเป็นสหายสนิทกัน
เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เป็นไปได้ว่าหลิวเหวินอาจจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เป็นตัวหลิวฉยงเอ๋อร์เองที่แอบทำข้อตกลงลับๆ เพื่อเห็นแก่หน้าหลี่หลิงเยี่ยนแห่งตระกูลหลี่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่หลินสืออวิ่นมองไปยังฉินอี้เฉินก็ยิ่งทวีความอิจฉาริษยาและเกลียดชังมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็แอบยุยงส่งเสริมให้คนรอบข้างร่วมกันส่งเสียงโห่ร้อง
"ท่านประธานหลิวเหวิน เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ๆ"
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณด้วยซ้ำ กลับสามารถหลอมโอสถระดับสามออกมาได้ นี่มันเรื่องตลกชัดๆ!"
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงประณามและคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ฉินอี้เฉินไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด เขายังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ได้ ทว่าผู้คุมสอบกลับรู้สึกอึดอัดจนใบหน้าแดงก่ำ
หากพวกเขาตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ นั่นก็เท่ากับว่ากำลังกล่าวหาว่าเขาทุจริตเล่นพรรคเล่นพวกไม่ใช่หรือ?
"เงียบ!"
ในที่สุดหลิวเหวินก็เปิดปากพูด หลังจากปิดฝากล่องโอสถลง เขาก็หันกลับมาปรายตามองพวกคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา เมื่อบรรยากาศในห้องโถงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เขาจึงกล่าวขึ้น
"ถอยออกไปให้หมด!"
"หากผู้ใดรู้สึกว่าทนอยู่ในสมาคมของข้าต่อไปไม่ได้ ก็เชิญไสหัวออกไปได้ตลอดเวลา!"
ประโยคเดียวของเขาทำเอาทุกคนต่างพากันหวาดหวั่น แม้บางคนจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำตัวเด่นเป็นเป้าสายตา
หลิวเหวินเป็นใครกันเล่า?
ต่อให้เป็นถึงผู้นำของสามตระกูลมหาอำนาจ ก็ยังต้องให้ความเคารพยำเกรงเขา แล้วพวกเขาล่ะเป็นใครมาจากไหน? หากล่วงเกินหลิวเหวินขึ้นมา เกรงว่ายังไม่ทันที่หลิวเหวินจะต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ บรรดาผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลก็คงจะไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แน่
"ท่าน..."
หลินสืออวิ่นยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกสหายลากแขนพาเดินออกจากโถงทดสอบไปเสียก่อน
"ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าได้กลายเป็นนักปรุงโอสถที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือหนึ่งในสมาชิกของเหล่านักปรุงโอสถ!"
หลังจากที่พวกคนเหล่านั้นจากไป หลิวเหวินก็หันมากล่าวกับฉินอี้เฉินพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
"ขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตามอบโอกาสในการทดสอบครั้งนี้ให้แก่ผู้น้อยขอรับ"
ฉินอี้เฉินประสานมือคารวะเขาด้วยความนอบน้อม
"อืม"
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้รู้จักสัมมาคารวะ ทั้งยังไม่หลงระเริงไปกับผลงานอันยอดเยี่ยมของตนเอง หลิวเหวินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาจึงหันไปสั่งการกับชายชราที่ทำหน้าที่ลงทะเบียน
"เจ้าจงพาเขาไปเลือกเตาหลอมโอสถสักใบ ส่วนข้าจะไปทำเรื่องขอตราสัญลักษณ์จากสมาคมใหญ่มาให้เขาเอง"
ตราสัญลักษณ์ของนักปรุงโอสถเปรียบเสมือนเครื่องหมายรับรองตัวตน มีเพียงสมาคมใหญ่แห่งเมืองหลวงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการออกตรานี้
"ขอรับ!"
ชายชราพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันมาบอกกับฉินอี้เฉิน
"ตามข้ามา"
"ข้าขอตัวสักประเดี๋ยวนะ"
หลังจากบอกกล่าวกับหลี่หยวนป้าแล้ว ฉินอี้เฉินก็เดินตามชายชราผู้นั้นออกไป
"ฉยงเอ๋อร์ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"
เมื่อคล้อยหลังเขา หลิวเหวินจึงหันไปถามหลิวฉยงเอ๋อร์ที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความตกตะลึงและยังไม่ได้สติกลับมา
"ท่านปู่ เขา..."
หลิวฉยงเอ๋อร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปตามตรง
"ฉยงเอ๋อร์รู้สึกว่า หากวัดกันในเรื่องของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหลอมโอสถและการควบคุมพลังจิตวิญญาณแล้วล่ะก็ เขาอยู่เหนือกว่าท่านปู่เสียอีกเจ้าค่ะ"
"เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ดูเหมือนว่าเฒ่าหรั่นจะไม่ได้พูดจาเหลวไหลสินะ"
หลิวเหวินแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่หรั่นรุ่ยเคยเล่าให้เขาฟังนั้นจะเป็นความจริงทั้งหมด
มิน่าล่ะ ตอนที่หรั่นรุ่ยพูดถึงเด็กหนุ่มผู้นี้ เขาถึงกับเรียกขานอีกฝ่ายว่าปรมาจารย์!
"ยอดอัจฉริยะ ยอดอัจฉริยะของแท้เลย!"
หลังจากเอ่ยปากชื่นชมอยู่สองสามประโยค หลิวเหวินก็ก้าวเท้าเดินจากไป
คนที่สามารถรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่งในที่แห่งนี้ เห็นทีคงจะมีเพียงไอ้คนเถื่อนอย่างหลี่หยวนป้าเท่านั้น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่จะปลุกความกระตือรือร้นของเขาได้ เกรงว่าคงจะมีเพียง 'เคล็ดวิชาค้อนราชันย์' ในมือของฉินอี้เฉินเท่านั้นแหละ
...
หลังจากที่กลุ่มของหลินสืออวิ่นถูกหลิวเหวินไล่ออกมา หลินสืออวิ่นก็ยิ่งรู้สึกหัวเสียหนักกว่าเดิม
"ล้อเล่นกันหรือไง ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นจะไปหลอมโอสถระดับสามได้ยังไงกัน?"
"ไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย มันคิดว่ามันเป็นใครกัน ถึงคิดว่าตัวเองเก่งกาจเหนือกว่าปรมาจารย์กู่เหยี่ยงั้นรึ?"
"พวกผู้คุมสอบกับท่านประธานกำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่เนี่ย หรือว่าตระกูลหลี่จะเอาเงินยัดไส้พวกมันจริงๆ?"
กลุ่มคนที่มักจะคลุกคลีอยู่กับหลินสืออวิ่นต่างก็พากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
แม้พวกเขายังคงมีความเคลือบแคลงใจอยู่ ทว่าคำพูดเหล่านี้ฟังดูแล้วเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขากำลังพยายามประจบสอพลอเอาใจหลินสืออวิ่น
"หึ!"
หลินสืออวิ่นมีสีหน้าบูดบึ้ง เขาส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาของเขาทอประกายมาดร้ายอย่างเห็นได้ชัด
ในเมื่อหลิวเหวินซึ่งเป็นถึงประธานสมาคมยังไม่ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ต่อให้พวกเขาจะโวยวายให้ตายก็คงสูญเปล่า
"ต่อให้ไอ้เด็กนั่นจะติดสินบนผู้คุมสอบได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันลืมคิดไป... มันไม่มีทางซื้อสมาคมใหญ่แห่งเมืองหลวงได้หรอก!"
ดูเหมือนหลินสืออวิ่นจะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ เขาหันไปถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อู่เหวิน ข้าได้ยินมาว่าท่านอาของเจ้าทำงานอยู่ที่สมาคมนักปรุงโอสถศูนย์กลางในเมืองหลวงใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว"
ชายหนุ่มที่ชื่ออู่เหวินพยักหน้ารับ
"แบบนี้ก็จัดการง่ายเลย"
หลินสืออวิ่นเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าว
"ข้าเดาว่าประธานหลิวเหวินคงจะไม่รายงานรายละเอียดการทดสอบในครั้งนี้ขึ้นไปยังสมาคมใหญ่หรอก ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่สามารถเป็นนักปรุงโอสถได้จะเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่ยศถาบรรดาศักดิ์ของคำว่าอัจฉริยะเท่านั้น..."
"แต่ถ้าสมาคมใหญ่ได้รู้ความจริงล่ะก็ อัจฉริยะผู้นี้ไม่เพียงแต่จะมีอายุแค่สิบหกปีเท่านั้น แต่เขายังไม่ได้แม้แต่จะควบแน่นไข่มุกวิญญาณด้วยซ้ำ แถมยังสามารถหลอมโอสถระดับสามออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ อยากรู้จริงๆ ว่าท่านประธานใหญ่แห่งสมาคมศูนย์กลางจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างนะ?"
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงปักใจเชื่อว่าหลิวเหวินต้องรับสินบนมาอย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อได้ฟังแผนการของเขา ทุกคนกลับรู้สึกเห็นพ้องต้องกัน อู่เหวินเองก็รู้หน้าที่รีบขอตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะส่งคนไปแจ้งข่าวให้กับท่านอาของตน
"หึ!"
แววตาของหลินสืออวิ่นฉายประกายอำมหิต เขาพึมพำกับตัวเอง
"ข้าอยากจะรู้นักว่าถ้าสมาคมใหญ่ส่งคนลงมาตรวจสอบแล้ว ตระกูลหลี่กับหลิวเหวินจะหาทางลงยังไง!"
หากหลิวเหวินจงใจปกปิดความผิดเอาไว้จริงๆ ล่ะก็ ถึงตอนนั้นตำแหน่งประธานของเขาก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป
...
ฉินอี้เฉินเดินตามชายชราผู้นั้นมาจนถึงหอเตาหลอมโอสถที่ตั้งอยู่ภายในสมาคมนักปรุงโอสถ
เตาหลอมในที่แห่งนี้มีให้เลือกสรรมากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งระดับชั้นของมันก็แตกต่างกันออกไปด้วย
มีทั้งเตาหลอมที่สมาคมสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ มีเตาหลอมมากมายที่เหล่านักปรุงโอสถนำมาบริจาคหลังจากที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และแน่นอนว่าย่อมมีเตาหลอมของบรรดาผู้อาวุโสในสมาคมที่ล่วงลับไปแล้วหลงเหลือทิ้งเอาไว้ด้วย
ทว่าเมื่อมองในภาพรวมแล้ว เตาหลอมที่นี่ล้วนไม่ได้มีระดับชั้นที่สูงส่งอะไรนัก หากใครโชคดีได้เตาหลอมระดับมนุษย์ไปสักใบ เกรงว่าคงจะนอนหลับฝันดีจนเผลอหัวเราะออกมาเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นหากใครได้ก้าวขึ้นเป็นนักปรุงโอสถอย่างเต็มตัวแล้วล่ะก็ ต่อให้จะมีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น พวกเขาก็ย่อมถูกตระกูลใหญ่ในเมืองเชิญไปเป็นแขกคนสำคัญอยู่ดี เรื่องเตาหลอมชั้นดีจึงไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลเลย
ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครเข้ามาตั้งใจเลือกหาเตาหลอมที่นี่อย่างจริงจังเลยสักคนเดียว
หลังจากที่ฉินอี้เฉินเดินเข้ามา เขาไม่ได้พุ่งตรงไปยังเตาหลอมที่เขาหมายตาเอาไว้ในทันที แต่เขากลับค่อยๆ เดินดูไปเรื่อยๆ บางครั้งก็เคาะดูบ้าง ลูบคลำดูบ้าง ทำทีประหนึ่งว่ากำลังตั้งใจเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน
ในที่สุดเตาหลอมใบเล็กๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏสู่สายตา ประกายแห่งความตื่นเต้นพาดผ่านดวงตาของเขาทันที
นั่นคือเตาหลอมใบที่เขากำลังตามหาอยู่นั่นเอง!
[จบแล้ว]