- หน้าแรก
- ชีวิตเกิดใหม่ของมหาปราชญ์โอสถหมื่นปี ขอใช้สกิลปรุงยาสุดโกงตบเกรียนคนทั้งใต้หล้า
- บทที่ 4 - ลาภลอยหล่นทับ
บทที่ 4 - ลาภลอยหล่นทับ
บทที่ 4 - ลาภลอยหล่นทับ
บทที่ 4 - ลาภลอยหล่นทับ
"เดี๋ยวก่อน"
ในขณะที่ฉินอี้เฉินและหลินเมี่ยวหานกำลังจะเดินจากไป ชายชราก็ร้องเรียกพวกเขาเอาไว้อีกครั้งพร้อมกับกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ตาเฒ่าอย่างข้ามีนามว่าหลี่ฮู่ เป็นผู้จัดการของหอเจินเป่าแห่งนี้ หากวันหน้าคุณชายทั้งสองยังมีน้ำยาเช่นนี้อีก หอเจินเป่ายินดีรับซื้อในราคาขวดละสามสิบเหรียญเงิน พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร"
"ขวดละสามสิบเหรียญเงินหรือ"
เดิมทีหลินเมี่ยวหานคิดว่าเขาจะเปลี่ยนใจเรื่องราคา ทว่าใครจะคิดว่ากลับมีลาภลอยก้อนใหญ่หล่นทับนางเข้าอย่างจัง
ครั้งนี้ฉินอี้เฉินสกัดน้ำยาออกมาได้ทั้งหมดสิบห้าขวด นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังสามารถนำน้ำยาที่เหลือมาขายเพื่อแลกเงินได้อีกสามร้อยกว่าเหรียญเงินงั้นหรือ
สมุนไพรที่มีต้นทุนไม่ถึงแปดเหรียญเงิน กลับขายได้ราคาสูงลิ่วถึงเพียงนี้!
นางถึงกับวิงเวียนศีรษะไปหมดแล้ว
"หากต่ำกว่าห้าสิบเหรียญเงิน ข้าไม่ขาย!"
ฉินอี้เฉินยิ้มบางๆ ในจังหวะที่หลี่ฮู่กำลังจะมีสีหน้าเปลี่ยนไป เขาก็ทิ้งท้ายเอาไว้ประโยคหนึ่ง
"นี่ไม่ใช่น้ำยาฟื้นปราณธรรมดา หากต้องการจะซื้อ ก็ให้ไปหาข้าที่ร้านขายยาตระกูลหลินในตรอกฝั่งตะวันตก!"
เมื่อกล่าวจบเขาก็จูงมือหลินเมี่ยวหานเดินออกไปทันที
เขาเชื่อว่าอีกไม่นาน คนของหอเจินเป่าจะต้องรีบรุดไปหาเขาอย่างแน่นอน
จวงมู่อวิ๋นยืนแข็งทื่อเป็นหินไปแล้ว!
น้ำยาสามขวดนั้นกลับขายได้ถึงสามร้อยเหรียญเงิน!
อีกทั้งยังมีข้อเสนอรับซื้อระยะยาวในราคาขวดละสามสิบเหรียญเงินอีก!
ทว่าฉินอี้เฉินเจ้านั่นกลับปฏิเสธข้อเสนอนั้นหน้าตาเฉย!
เขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกของตนเองในยามนี้ได้อีกแล้ว
"ก็แค่โชคดีเดินเตะตาแมวเท่านั้นแหละวะ!"
จวงมู่อวิ๋นแค่นเสียงอย่างดุดันแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าน้ำยาระดับหกนั้นจะเป็นฝีมือของคนในตระกูลหลิน หากตระกูลหลินมีความสามารถถึงเพียงนั้น พวกเขาคงก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอวี้ซีไปตั้งนานแล้ว
"เจ้าจงตั้งใจทำงานให้ดีก็แล้วกัน!"
หลี่ฮู่ถลึงตาใส่ชายวัยกลางคนแวบหนึ่ง ก่อนจะถือขวดน้ำยาทั้งสามขวดเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังห้องหลอมโอสถอย่างรวดเร็ว
แม้เขาจะสัมผัสได้ว่าน้ำยาฟื้นปราณนี้มีความแตกต่างไปจากน้ำยาฟื้นปราณทั่วไป ทว่าจุดที่แตกต่างนั้นคือสิ่งใด เขาจำต้องไปสอบถามท่านปรมาจารย์ผู้พิทักษ์เสียก่อน
"ปัง!"
ประตูห้องหลอมโอสถถูกถีบเปิดออกอย่างแรง การกระทำอันอุกอาจนี้ทำให้ไช่ซินหวน ปรมาจารย์ผู้พิทักษ์อันดับหนึ่งของหอเจินเป่าที่กำลังง่วนอยู่กับการหลอมโอสถถึงกับเดือดดาลจนแทบจะก่นด่าออกมา
"เฒ่าไช่ เจ้าลองดูสิว่านี่คือสิ่งใด"
หลี่ฮู่ดึงจุกก๊อกเปิดขวดน้ำยาฟื้นปราณแล้วยื่นส่งไปตรงหน้าเขา
"น้ำยาฟื้นปราณระดับหกหรือ"
ไช่ซินหวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น เขาสูดดมกลิ่นหอมของมันเข้าปอดลึกๆ อยู่หลายครั้ง แล้วพึมพำออกมา
"ดูเหมือนจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง..."
ว่าแล้วเขาก็ยกขวดขึ้นจิบน้ำยาเข้าไปอึกเล็กๆ
ผ่านไปครึ่งนาที ปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถผู้ยิ่งใหญ่แห่งหอเจินเป่าก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง เขาพุ่งพรวดเข้าไปคว้าคอเสื้อของหลี่ฮู่เอาไว้ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ก่อนจะตะคอกถามเสียงดังลั่น
"น้ำยาฟื้นปราณขวดนี้เจ้าไปเอามาจากที่ใด"
"เอ่อ..."
หลี่ฮู่ที่กำลังรอคอยคำตอบอยู่ถึงกับมองหน้าปรมาจารย์ผู้พิทักษ์ที่มักจะสุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิจด้วยความงุนงง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ อีกฝ่ายถึงได้มีท่าทีคลุ้มคลั่งเช่นนี้
"รีบบอกมาสิว่าไปเอามาจากที่ใด"
เพียงแค่เขาลังเลไปชั่ววินาที ไช่ซินหวนก็ตะคอกใส่หน้าจนน้ำลายกระเด็นรดใบหน้าเขาเต็มไปหมด
"ข้าเพิ่งจะรับซื้อมาเมื่อครู่นี้เอง ข้ารู้สึกว่ามันดูแปลกประหลาดพิกล จึงลองเอามาให้ท่านตรวจดู"
หลี่ฮู่เริ่มรู้สึกได้แล้วว่าน้ำยาขวดนี้จะต้องมีความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
"นี่มันไม่ใช่แค่แปลกประหลาดแล้ว!"
ไช่ซินหวนตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เขาแทบจะตะโกนออกมา
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าน้ำยาฟื้นปราณขวดนี้ใช้เวลาเพียงเท่าใดจึงจะเริ่มออกฤทธิ์ ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าใช้เวลาเพียงครึ่งนาที ไม่สิ แค่ยี่สิบกว่าวินาทีเท่านั้น มันก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว!"
"อะไรนะ!"
เมื่อหลี่ฮู่ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับแสดงสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดออกมา
น้ำยาฟื้นปราณคือน้ำยาระดับต่ำสุดและเป็นพื้นฐานที่สุดของดินแดนแห่งนี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสรรพคุณของมันช่างไร้ค่ายิ่งนัก
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณของน้ำยาฟื้นปราณจะไม่ดี
ทว่าข้อเสียเปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของน้ำยาตัวนี้ก็คือ มันต้องใช้เวลาถึงห้านาทีกว่าที่จะเริ่มออกฤทธิ์
ลองคิดดูสิว่า หากถึงคราวที่พลังปราณในร่างเหือดแห้งจริงๆ จะมีศัตรูหน้าไหนยอมเปิดโอกาสให้เจ้ามีเวลามานั่งฟื้นฟูพลังอย่างช้าๆ เล่า
เพราะข้อเสียเปรียบอันใหญ่หลวงนี้เอง ราคาของมันจึงตกต่ำที่สุดในบรรดาน้ำยาทั้งหมด
แต่หากมันสามารถออกฤทธิ์ได้ภายในเวลาเพียงยี่สิบกว่าวินาทีเล่า
ในวินาทีนี้หลี่ฮู่เข้าใจแล้วว่า เหตุใดฉินอี้เฉินจึงปฏิเสธข้อเสนอราคาที่เขามั่นใจนักหนาว่าสูงลิ่วจนไม่อาจปฏิเสธได้
สรรพคุณของน้ำยาขวดนี้ แม้แต่เม็ดยาบางชนิดยังมิอาจนำมาเปรียบเทียบได้เลยด้วยซ้ำ!
หากเขาซื้อมาได้ในราคาห้าสิบเหรียญเงินย่อมถือว่าคุ้มค่าเกินคุ้ม หรือต่อให้ต้องจ่ายถึงหนึ่งร้อยเหรียญเงิน เขาก็ยังได้กำไรมหาศาลอยู่ดี!
แล้วหากนำสูตรยานี้ไปใช้หลอมเป็นเม็ดยาเล่า...
"ซี๊ด..."
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฮู่ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก
"เร็วเข้า รีบไปที่ตรอกฝั่งตะวันตกเดี๋ยวนี้เลย..."
"รอข้าด้วย..."
จากนั้นเหล่าพนักงานของหอเจินเป่าก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ผู้จัดการผู้แสนจะสุขุมหนักแน่นของพวกเขา กับท่านปรมาจารย์ผู้พิทักษ์อันสูงส่ง กำลังวิ่งหน้าตั้งผลัดกันแซงผลัดกันตามออกไปด้านนอก โดยไม่สนใจรักษาภาพพจน์ของตนเองเลยแม้แต่น้อย ท่าทางของพวกเขาดูราวกับโจรที่กำลังจะไปปล้นชิงทรัพย์สินก็ไม่ปาน
...
ฉินอี้เฉินย่อมรู้ดีว่าน้ำยาฟื้นปราณสูตรปรับปรุงใหม่ของเขาจะสร้างความสั่นสะเทือนได้มากเพียงใด
เหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก หากเขาไม่มีผู้คุ้มครองคอยหนุนหลัง แล้วขืนนำน้ำยาฟื้นปราณขวดนี้ไปวางขายที่ร้านของตระกูลหลิน มันไม่เพียงแต่จะไม่สามารถสร้างผลกำไรมหาศาลให้กับตระกูลหลินได้เท่านั้น ทว่ามันยังจะนำพาหายนะอันใหญ่หลวงมาสู่ตระกูลหลินอีกด้วย
ทว่าหากเป็นหอเจินเป่านั้นย่อมแตกต่างออกไป
หอเจินเป่าคือหนึ่งในสมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสิบสองเมืองใหญ่แห่งมณฑลตงหัว
หากมีหอเจินเป่าคอยคุ้มครอง เขาก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลังอีก
เมื่อเทียบกับความเยือกเย็นของฉินอี้เฉิน หลินเมี่ยวหานกลับยังคงตกอยู่ในภวังค์ความตื่นตะลึง
สามร้อยเหรียญเงินเชียวนะ! สามร้อยเหรียญเงินเลยนะ!
แถมยังเป็นข้อเสนอรับซื้อระยะยาวอีกด้วย...
นางหันไปมองฉินอี้เฉินที่กำลังเดินอมยิ้มอยู่ข้างกายด้วยสายตาเหม่อลอย
เขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
"พี่หญิงเมี่ยวหาน พวกเราไปเดินเล่นทางฝั่งโน้นกันเถอะ"
เมื่อได้พบกับหญิงสาวที่เป็นรักแรกของตนเองอีกครั้ง ฉินอี้เฉินก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก เขาจูงมือหลินเมี่ยวหานเดินตรงไปยังร้านขายเครื่องประดับโดยไม่รอให้นางอนุญาต
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทางฝั่งของร้านขายยาตระกูลหลินในตรอกฝั่งตะวันตกกลับกำลังเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น
เมื่อหลี่ฮู่และไช่ซินหวนเดินทางมาถึงตรอกฝั่งตะวันตก เพียงไม่นานพวกเขาก็สืบหาที่ตั้งของร้านขายยาตระกูลหลินจนพบ
ในเวลานั้น หลินเอ้าเทียนผู้นำตระกูลหลินกำลังนั่งเฝ้าร้านอยู่พอดี โดยมีฉินเฮ่าหรานซึ่งเป็นผู้คุ้มกันประจำตัวยืนอยู่เคียงข้าง
"เฮ้อ..."
เมื่อมองดูบรรยากาศร้านค้าของตระกูลจวงฝั่งตรงข้ามที่ขายดิบขายดี หลินเอ้าเทียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาติดๆ กัน
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลหลินคงไม่อาจหยัดยืนในเมืองแห่งนี้ได้อีก
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หลี่ฮู่และไช่ซินหวนก็เดินมาหยุดอยู่หน้าร้าน
"ขออภัยขอรับ ไม่ทราบว่าที่นี่คือร้านขายยาตระกูลหลินแห่งตรอกฝั่งตะวันตกใช่หรือไม่"
หลี่ฮู่ข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้แล้วเอ่ยถามหลินเอ้าเทียนด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อม
"ใช่แล้วล่ะ"
เมื่อเห็นการแต่งกายของชายทั้งสอง หลินเอ้าเทียนก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงพยักหน้ารับ
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเศรษฐีผู้มั่งคั่งเช่นนี้ จึงมาหาซื้อของในตรอกเล็กๆ แห่งนี้ได้
"ผู้น้อยคือผู้จัดการแห่งหอเจินเป่า นามว่าหลี่ฮู่"
เพราะน้ำยาระดับหกขวดนั้น หลี่ฮู่จึงแนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อมเป็นพิเศษ พร้อมกับผายมือไปยังชายอีกคน
"ส่วนท่านนี้คือปรมาจารย์ไช่ เป็นผู้พิทักษ์ของหอเจินเป่าเรา"
"อะ... อะไรนะ ผู้จัดการหอเจินเป่างั้นหรือ"
หลินเอ้าเทียนและฉินเฮ่าหรานสะดุ้งสุดตัว พวกเขาลุกพรวดขึ้นมาจ้องมองบุคคลสำคัญทั้งสองด้วยความตื่นตะลึง
ผู้จัดการหอเจินเป่านั้น แม้แต่ผู้นำตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองอวี้ซีเมื่อพบหน้าก็ยังต้องให้ความเกรงอกเกรงใจ นับว่าเป็นตัวตนที่พวกเขาได้แต่แหงนหน้ามองเท่านั้น
ส่วนปรมาจารย์ผู้พิทักษ์แห่งหอเจินเป่า นั่นก็คือปรมาจารย์โอสถที่นับคนได้ในเมืองอวี้ซีมิใช่หรือ
พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเลยว่า บุคคลสำคัญที่สูงส่งถึงเพียงนี้ จะมายืนอยู่เบื้องหน้าและทักทายพวกเขาด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อมเช่นนี้
"ไม่ทราบว่าน้ำยาของร้านนี้ เป็นฝีมือการหลอมของผู้ใดหรือ"
ไช่ซินหวนทนรอไม่ไหว จึงชิงเอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความร้อนรน
"เอ่อ... ข้าเป็นคนหลอมเอง"
หลินเอ้าเทียนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไป
"รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ!"
หลังจากพินิจพิเคราะห์เขาอย่างละเอียดแล้ว หลี่ฮู่และไช่ซินหวนก็อุทานออกมาพร้อมกัน
"ผู้น้อยไช่ซินหวน ขอคารวะท่านปรมาจารย์หลิน!"
คำกล่าวต่อมาของไช่ซินหวน ทำให้หลินเอ้าเทียนถึงกับมึนงงไปในทันที
[จบแล้ว]