เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 453 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (40)

บทที่ 453 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (40)

บทที่ 453 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (40)


ยามที่เฟิงซื่อกลับมาถึงเรือน สวีจื้อหย่งนั่งอยู่บ้านเพียงลำพัง

สวีหมินฉางหวาดกลัวว่าหากเฟิงซื่อกลับมาแล้วจะทุบตีตน จึงไม่กล้ากลับบ้าน ดันทุรังจะขออยู่เล่นกับสวีหมิ่นรั่วที่เรือนบ้านใหญ่ให้ได้

อันหนิงเองก็คาดการณ์ได้ว่าฝั่งเรือนบ้านรองคงต้องเกิดเรื่องระเบิดตึงตังขึ้นเป็นแน่ จึงยอมให้สวีหมินฉางพักอยู่ที่นี่

ฝ่ายสวีจื้อฉินจากบ้านสาม เมื่อเดินทางกลับมาจากบ้านตระกูลหลี่แล้ว ก็แวะมาพูดคุยกับท่านผู้เฒ่าสวีที่เรือนบ้านใหญ่

ความจริงแล้ว ทางตระกูลหลี่เองก็ล่วงรู้มาว่าฤดูหนาวนี้สวีจื้อฉินทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ยามที่สวีจื้อฉินพานางหลี่กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ท่านผู้เฒ่าหลี่จึงเอ่ยปากหารือกับสวีจื้อฉิน เพราะอยากส่งพวกพี่ชายน้องชายของนางหลี่มาช่วยงานที่บ้านสวีเพื่อหารายได้บ้าง

สวีจื้อฉินจึงมาบอกกล่าวให้ท่านผู้เฒ่าสวีรับรู้ และถือโอกาสถามไถ่ความคิดเห็นของบิดาไปด้วย

ท่านผู้เฒ่าสวีนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ “เรื่องจ้างคนน่ะทำได้ แต่หากคนตระกูลหลี่มาทำงาน ก็ต้องได้รับค่าตอบแทนและปฏิบัติเหมือนกับคนอื่นๆ ห้ามให้สิทธิพิเศษเด็ดขาด”

สวีจื้อฉินเอ่ยรับคำ “เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้วขอรับ”

ท่านผู้เฒ่าสวีกำชับอีกว่า “เรื่องสูตรลับพวกเจ้าสองพี่น้องต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ห้ามให้รั่วไหลออกไปเด็ดขาด”

สวีจื้อฉินพยักหน้ารับ “สูตรลับย่อมต้องกำไว้ในมือของข้ากับพี่รองขอรับ คนอื่นๆเพียงทำหน้าที่แบกหามใช้แรงงาน ส่วนขั้นตอนการผสมอัตราส่วนสุดท้าย ข้ากับพี่รองจะเป็นคนลงมือเองขอรับ”

ท่านผู้เฒ่าสวีได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาใจลง

ทว่าท่านผู้เฒ่าสวีกลับวางใจเร็วเกินไปนิด

สวีจื้อฉินยังไม่ทันได้ก้าวขาเดินจากไป เฟิงซื่อก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงเรือน

นางร่ำไห้ตีโพยตีพายก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่ขออยู่แล้ว ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว...”

หญิงชราเดินออกมาจากห้องด้านใน ชักสีหน้าเรียบตึงด่าทอทันควัน “จะเอะอะโวยวายหาอะไรกัน เป็นลูกสะใภ้ประสาอะไร ถึงได้จงใจวิ่งมาตะโกนโหวกเหวกโวยวาย หมายจะให้ข้ากับพ่อของเจ้าตกใจตายเลยรึอย่างไร”

เฟิงซื่อทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้น ทุบหน้าขาตนเองพลางร่ำไห้ตะโกนลั่น “ข้าแต่งเข้าตระกูลสวีมานานปี ถึงไม่มีความดีความชอบแต่ก็ตรากตรำลำบากมาไม่น้อย ยามนี้กลับจะลบสลัดความดีข้าทิ้งไปจนสิ้น สวีจื้อหย่งเพิ่งจะหาเงินได้ไม่กี่อีแปะก็คิดจะหย่าขาดจากข้า ข้าไม่ไป! มีสิทธิ์อันใดมาหย่าขาดจากข้ากัน”

สวีจื้อฉินที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างถึงกับลอบส่ายหน้าด้วยความระอา

เขากระเถิบไปดึงตัวท่านผู้เฒ่าสวีแยกออกมา แล้วกระซิบถามเสียงแผ่ว “ท่านพ่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดพี่รองถึงคิดจะหย่าภรรยาเล่า”

ท่านผู้เฒ่าสวีเอ่ยตอบเสียงต่ำ “เฟิงซื่อหน้ามืดตามัว แอบไปสุมหัววางแผนกับแม่ของนาง คิดจะขายหมิ่นรั่วไปเป็นอนุภรรยาให้ผู้อื่น นี่มันหมายจะทำลายตระกูลของเราชัดๆ สะใภ้พรรค์นี้ ตระกูลสวีของเรามิอาจเลี้ยงไว้ให้รกบ้านได้อีก”

สวีจื้อฉินได้ฟังก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันที

“หย่าเลยขอรับ ต้องหย่าขาดจากนางให้ได้!”

สวีจื้อฉินมีบุตรชายถึงสองคน บุตรชายคนโตนั้นแววตาธรรมดาทั่วไป ทว่าบุตรชายคนเล็กกลับเฉลียวฉลาดปราดเปรียวยิ่งนัก ช่วงก่อนหน้านี้สวีจื้อฉินและนางหลี่วุ่นวายจนหัวหมุน จึงส่งเด็กทั้งสองมาให้หญิงชราช่วยดูแลอยู่สองวัน ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นอันหนิงพอมีเวลาว่างจึงช่วยสอนเด็กๆเล่าเรียนเขียนอ่าน ซึ่งสวีจื้อฉินก็มาล่วงรู้ในภายหลังว่า สวีหมิ่นฟางเรียนรู้ได้ช้ามาก ทว่าสวีหมิ่นอู่กลับเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งนัก กระทั่งอันหนิงยังเอ่ยปากชมว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์

ยามนี้สวีจื้อฉินเองก็เริ่มมีเงินเก็บออมในมือ จึงตั้งใจจะส่งบุตรทั้งสองเข้าเรียนในสถานศึกษา สำหรับสวีหมิ่นฟางขอแค่รู้หนังสือพอขีดเขียนคิดคำนวณเงินทองได้ก็พอแล้ว ทว่ากับสวีหมิ่นอู่นั้นเขาฝากความหวังไว้สูงยิ่งนัก หวังจะให้สวีหมิ่นอู่เข้าสอบเคอจวี่เพื่อสร้างชื่อเสียงเกียรติยศและพลิกชะตาตระกูลในวันหน้า มีหรือที่เขาจะยอมให้คนตระกูลเฟิงไร้หัวนอนปลายเท้ากลุ่มนั้นมาทำลายอนาคตของบุตรชายตนเอง

เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของลูกหลานและแผนการรุ่งเรืองร้อยปีของตระกูลสวี ความคิดของสวีจื้อฉินจึงสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับท่านผู้เฒ่าสวี ย่อมไม่มีวันปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆเด็ดขาด

“พวกท่านรวมหัวกันบีบข้าให้ตายแท้ๆ!”

เฟิงซื่อเมื่อได้ยินว่ากระทั่งสวีจื้อฉินยังสนับสนุนให้หย่าขาดจากนาง ก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้โฮดังลั่นกว่าเก่า

นางไม่เพียงแต่ส่งเสียงร้องระงม ทว่ายังถลันลุกขึ้นแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปด้านนอก “ทุกคนมาช่วยตัดสินความทีเถิด! ตระกูลสวีพอร่ำรวยเข้าหน่อยก็คิดจะสั่งให้ลูกชายทอดทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก รังแกคนไม่มีทางสู้เกินไปแล้ว ข้าไม่ขออยู่แล้ว...”

“เจ้ากำลังทำบ้าอะไรของเจ้า!”

สวีจื้อหย่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมาถึงพอดี ทันทีที่มาถึงก็เห็นภาพเฟิงซื่อนั่งร้องห่มร้องไห้ป่าวประกาศอยู่กลางถนน เพลิงโทสะในใจก็พุ่งพล่านจนแทบระเบิด

“รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

สวีจื้อหย่งขยับเข้าไปหมายจะฉุดลากเฟิงซื่อ ทว่าเฟิงซื่อกลับแผดเสียงกรีดร้องขึ้นมาอีกหน “ตระกูลสวีทุบตีคนแล้ว! จะเกิดเรื่องฆ่าแกงกันตายแล้ว!”

อันหนิงแค่นยิ้มเย็นชา “น้องรอง ถอยห่างจากนางเสียหน่อยเถิด ประเดี๋ยวหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา นางจะพาลมาปรักปรำเอาผิดเจ้าได้”

สวีจื้อหย่งรีบถอยฉากออกห่างจากเฟิงซื่อในทันที

หญิงชราถือท่อนไม้เดินดุ่มออกมา แต่อันหนิงยื่นมือเข้าขวางไว้ “ปล่อยให้นางร้องไห้ไปเจ้าค่ะ ข้าอยากจะรู้นักว่านางจะคร่ำครวญไปได้ถึงเมื่อใด วันข้างหน้า ต่อให้นางนึกอยากจะร้อง ก็ใช่ว่าจะร้องออกมาได้อีก”

สวีหมิ่นรั่วและสวีหมินฉางรีบวิ่งตามออกมาเช่นกัน

อันหนิงโอบปกป้องเด็กทั้งสองไว้ด้านหลัง พลางกระซิบเสียงแผ่ว “พวกเจ้าฟังให้ดี ครานี้ท่านพ่อของพวกเจ้าตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยาแน่นอน ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีความคิดเห็นเช่นไร เฟิงซื่อก็ไม่อาจพำนักอยู่ในตระกูลสวีได้อีกต่อไป หากยังขืนโอนอ่อนผ่อนปรนให้นาง มีหวังคงได้ทำลายคนทั้งตระกูลของเราเป็นแน่”

หัวใจของสวีหมิ่นรั่วเยือกเย็นชืดชาไปนานแล้ว

ยามที่ล่วงรู้ว่าเฟิงซื่อสุมหัววางแผนกับตระกูลเฟิงคิดจะขายตนเอง สวีหมิ่นรั่วก็ตัดขาดความเป็นมารดากับเฟิงซื่อจากส่วนลึกของหัวใจไปแล้วเช่นกัน

ส่วนสวีหมินฉางนั้น ยิ่งไม่เคยเห็นเฟิงซื่ออยู่ในสายตาเลยสักนิด

เขามักจะมองว่าเฟิงซื่อเป็นเพียงสตรีโง่เขลาเบาปัญญาคนหนึ่ง อีกทั้งในใจของสวีหมินฉาง เรื่องตระกูลและวงศ์ตระกูลย่อมสำคัญที่สุด

นับตั้งแต่เริ่มจำความได้ สวีจื้อหย่งก็คอยพร่ำสอนเรื่องรากเหง้าและเกียรติยศของวงศ์ตระกูลอยู่เป็นนิจ ในใจของเขา ตระกูลสวีเจริญรุ่งเรืองตัวเขาถึงจะอยู่รอดปลอดภัย แล้วเฟิงซื่อเล่าคือสิ่งใด? สตรีที่ในหัวคิดถึงแต่ตระกูลฝั่งมารดาของตนเอง จะเก็บรักษาไว้ทำประโยชน์อันใด

ถึงแม้สวีหมินฉางจะเป็นบุตรชาย ทว่าเฟิงซื่อก็หาได้เคยเหลียวแลใส่ใจเขาเท่าใดนัก อาหารเลิศรสไม่เคยตกถึงท้อง เสื้อผ้าดีๆไม่เคยได้สวมใส่ วันๆดีแต่เป่าหูสั่งให้เขารู้จักสำนึกคุณตระกูลเฟิง พร่ำบอกว่ามีเพียงท่านน้าเท่านั้นที่ดีต่อเขาที่สุด ห้ามหลงลืมญาติฝั่งมารดาเด็ดขาด

ถ้อยคำพวกนี้ทำเอาสวีหมินฉางนึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน และสิ้นหวังในตัวเฟิงซื่อไปนานแล้ว

“หย่าเลยขอรับ”

สวีหมินฉางขบกรามแน่น “หลานไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลเฟิงอีก คนบ้านนั้นน่ารังเกียจเกินทน”

นัยน์ตาของสวีหมิ่นรั่วรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา “หลาน... หลานจะเชื่อฟังท่านป้าและท่านย่าเจ้าค่ะ”

ในเวลานั้น บรรดาสะใภ้ในหมู่บ้านที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเยี่ยมบ้านเดิมต่างทยอยเดินกลับมา เมื่อเห็นละครฉากใหญ่หน้าประตูเรือนตระกูลสวี ก็พากันรุมล้อมเข้ามามุงดูความครึกครื้น

หญิงชราโกรธจัดจนสีหน้าเปลี่ยน ยามนี้สภาพอากาศหนาวเหน็บ การมายืนตากลมด้านนอกควรจะทำให้ผิวหน้าขาวซีด ทว่าด้วยเพลิงโทสะที่สุมทรวง กลับส่งผลให้ใบหน้าของนางแดงก่ำจนน่ากลัว

อันหนิงเกรงว่าหญิงชราจะโมโหจนล้มพับไป จึงบอกให้สวีหมิ่นรั่วและสวีหมินฉางช่วยกันประคองหญิงชราและท่านผู้เฒ่าสวีกลับเข้าเรือนไปก่อน

อันหนิงยืนปักหลักอยู่ตรงนั้น ตวัดสายตาเย็นเยียบมองตรงไปยังเฟิงซื่อ

“ต่อให้ต้องหย่าขาดจากเจ้าแล้วจะอย่างไร? ต่อให้เจ้าจะตะโกนป่าวประกาศจนฟ้าถล่มดินทลาย คิดว่าจะมีผู้ใดหน้าไหนออกหน้ามารับประกันทวงความยุติธรรมให้เจ้าได้รึ”

อันหนิงกวักมือเรียกสวีจื้อหย่งเข้ามา พลางเอ่ยถาม “น้องรอง เจ้าช่วยบอกกล่าวต่อหน้าผู้คนทีซิ ว่าเฟิงซื่อทำความระยำอันใดไว้บ้าง”

สวีจื้อหย่งเผยสีหน้าเศร้าสลดและเจ็บปวดล้ำลึก “เฟิงซื่อนับตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลสวีมา ในใจก็ฝักใฝ่แต่ตระกูลเดิมของตนเอง ทุกปีมักจะลักลอบนำเงินทองไปประเคนให้ตระกูลเฟิง เงินทองที่ข้าตรากตรำหามาได้ตลอดหลายปีมานี้ ล้วนถูกนางขโมยไปให้บ้านเดิมจนสิ้น พฤติกรรมนี้ถือเป็นการลักขโมยทรัพย์สินของทางฝั่งสามี อีกทั้งเสื้อผ้าใหม่ที่ท่านแม่ตั้งใจตัดเย็บให้ลูกๆ นางก็กีดกันไม่ให้ลูกสวมใส่ แอบหอบไปให้ตระกูลเฟิงจนหมด ซ้ำร้ายยังไร้ความกตัญญู ไม่เพียงแต่ไม่เคารพยำเกรงบิดามารดาของข้า แม้กระทั่งพี่สะใภ้ใหญ่และน้องสะใภ้สาม นางก็ไม่เคยทำตัวเป็นมิตรด้วย...”

เฟิงซื่อได้ยินสวีจื้อหย่งยืนสาธยายความผิดของตนด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นนั้น นางก็ถึงกับอึ้งไปในทันควัน กระทั่งเสียงร้องไห้ก็ลืมเลือนไปสิ้น

“หากเป็นเพียงเรื่องเท่านี้ ข้าก็ยังพอจะฝืนสะกดกลั้นทนเลี้ยงนางไว้ได้ ทว่านางกลับสุมหัววางแผนกับตระกูลเฟิง คิดจะขายหมิ่นรั่วบุตรสาวคนโตของข้าไปเป็นอนุภรรยาให้ผู้อื่น ลูกทุกคนเปรียบเสมือนดวงใจและชีวิตของข้า ข้าไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายทำลายลูกๆเด็ดขาด เฟิงซื่อ... ข้ามิอาจทนอยู่ร่วมโลกกับเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว”

อันหนิงหยิบหนังสือหย่าที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าส่งให้แก่สวีจื้อหย่ง “ขอให้พ่อแม่พี่น้องชาวบ้านทุกคนที่อยู่ตรงนี้ช่วยเป็นพยาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลสวีของพวกเรามิอาจรองรับคนเช่นเฟิงซื่อได้อีก นางมาจากที่ใดก็จงไสหัวกลับไปที่นั่น ยามที่นางตบแต่งเข้ามาหาได้มีสินเดิมติดตัวมาแม้แต่แปะเดียว ยามจากไปครานี้ ตระกูลสวีของพวกเรายังยินยอมให้นางหอบเอาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่หาซื้อมาตลอดหลายปีนี้ติดตัวไปด้วย ถือว่าพวกเราเมตตาปรานีต่อนางจนถึงที่สุดแล้ว”

สวีจื้อหย่งประทับลายนิ้วมือลงบนหนังสือหย่า ก่อนจะโยนเศษกระดาษแผ่นนั้นลงตรงหน้าเฟิงซื่อ “นับจากนี้ขาดกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตเถิด”

จบบทที่ บทที่ 453 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (40)

คัดลอกลิงก์แล้ว