- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 451 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (38)
บทที่ 451 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (38)
บทที่ 451 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (38)
คุณชายที่สวีเอ้อร์หยาช่วยชีวิตไว้คนนั้นแซ่ลู่ มีนามว่าลู่เจ๋อ
ตระกูลลู่เป็นตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง เมื่อนับมาถึงรุ่นของลู่เจ๋อ สายโลหิตฝั่งสายตรงก็มีเพียงเขาเป็นบุตรชายคนเดียวเท่านั้น ลู่เจ๋อย่อมเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลที่อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ จนถูกตามใจเสียจนมีนิสัยเอาแต่ใจและเย่อหยิ่งเผด็จการยิ่งนัก
ครานี้คนตระกูลลู่เดินทางกลับมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่บ้านเกิด ลู่เจ๋อในฐานะทายาทชายเพียงคนเดียวจึงต้องติดตามมาด้วย
ต่อมา พ่อปลาไหลน้อยคนนี้อุดอู้อยู่แต่ในคฤหาสน์จนนึกเบื่อหน่าย จึงนัดแนะกับกลุ่มคุณชายเจ้าถิ่นที่เพิ่งรู้จักกันออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ประจวบเหมาะกับที่ม้าเกิดตื่นตกใจ และเป็นโชคดีของเขาที่สวีเอ้อร์หยาเข้ามาช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที
แม้ลู่เจ๋อจะดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทว่าเนื้อแท้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
เขารู้ดีว่าสวีเอ้อร์หยาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตนไว้ ทั้งยังเห็นว่านางช่างน่าสงสารเหลือเกิน จึงพานางกลับมาที่คฤหาสน์ด้วย
เมื่อสวีเอ้อร์หยาตามลู่เจ๋อเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลลู่ ย่อมต้องเข้าพบฮูหยินใหญ่ของตระกูลเป็นธรรมดา
นางถูกสาวใช้พาร่างไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน ผลัดเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว จึงถูกนำตัวเข้ามาพบกับนายหญิงลู่
นายหญิงลู่คือภาพสะท้อนของสตรีผู้สูงศักดิ์ในยุคโบราณอย่างแท้จริง
นางมีดวงหน้ากลมกลิ่มอวบอิ่มตามโหงวเฮ้งของสตรีที่เกื้อหนุนสามี คางมีเนื้อชั้นหนาเล็กน้อย มองดูแล้วช่างเป็นผู้มีบุญวาสนาสูงส่งยิ่งนัก
อาภรณ์ที่สวมใส่หรูหราประณีต ยามนั่งอยู่ตรงนั้นช่างดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมี
“เจ้าชื่อเรียงเสียงใดกัน”
นายหญิงลู่เอ่ยถามสวีเอ้อร์ยา
สวีเอ้อร์หยาย่อมไม่มีทางบอกชื่อที่ฟังดูบ้านนอกคอกนาอย่าง ‘เอ้อร์หยา’ เป็นแน่ เธอจัดแจงตั้งชื่อใหม่ให้ตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว “เรียนนายหญิง ข้าน้อยมีนามว่าสวีฟางเฟยเจ้าค่ะ นามนี้หยิบยกมาจากบทกวีที่ว่า ‘มวลพฤกษาหยั่งรู้ฤดูผลิมินานกลับ ร้อยบุปผาหลากสีสันประชันความงดงามโชว์โฉมฟางเฟย’ เจ้าค่ะ”
นายหญิงลู่ไม่ได้ร่ำเรียนตำรับตำรามามากมายนัก นางเพียงแต่รู้สึกว่าบทกวีที่สวีเอ้อร์หยาท่องออกมานั้นฟังดูไพเราะรื่นหูดี ทว่ากลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามาจากตำราเล่มใด
นางพยักหน้ารับ “ชื่อไพเราะไม่เลว ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตบุตรชายของข้าไว้ เช่นนั้นก็...”
นายหญิงลู่ตั้งใจจะมอบเงินรางวัลตบรางวัลให้สวีเอ้อร์หยาจำนวนหนึ่ง
ทว่าสวีเอ้อร์หยากลับทรุดเข่าลงคุกเข่าทันควัน “นายหญิงเจ้าคะ ยามนี้ข้าน้อยไร้ที่ซุกหัวนอน ได้โปรดเมตตารับข้าน้อยไว้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยมิได้หวังจะอยู่อย่างหรูหราสุขสบาย ขอเพียงมีที่หลบแดดบังฝน มีเศษหลังคาพอมุงหัวให้พ้นค่ำคืนไปได้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
นายหญิงลู่ชะงักไปเล็กน้อย
ทั้งกิริยาท่าทาง นามอันอ่อนหวาน รวมถึงบทกวีที่สวีเอ้อร์หยาท่องออกมา ล้วนบ่งบอกว่านางน่าจะเป็นบุตรสาวจากตระกูลที่มีการศึกษาไม่น้อย ทว่านึกไม่ถึงเลยว่านางจะเป็นเพียงเด็กสาวน่าเวทนาที่ไร้บ้านให้กลับ
“เจ้า...เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่”
นายหญิงลู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
สวีเอ้อร์หยาคุกเข่าอยู่ตรงนั้นพลางบีบน้ำตาไหลดั่งสายเลือด “เดิมทีครอบครัวของข้าน้อยก็เป็นตระกูลผู้ลากมากดีที่ฝักใฝ่การศึกษาเจ้าค่ะ ในบ้านมิใช่เพียงบุตรชาย แม้แต่บุตรสาวก็ต้องเล่าเรียนเขียนอ่าน ท่านพ่อของข้าน้อยเป็นบุตรคนที่สองในบ้าน เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตและเจียมเนื้อเจียมตัวยิ่ง...”
สวีเอ้อร์หยาเริ่มปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
แน่นอนว่าเธอย่อมไม่เปิดเผยภูมิหลังที่แท้จริงของตนเอง
หากเธอบอกนายหญิงลู่ไปตรงๆว่าตนเองเป็นเพียงเด็กบ้านนอกผู้ยากไร้ นายหญิงลู่ย่อมต้องนึกรังเกียจและดูแคลนเธอเป็นแน่
เธอจึงแต่งแต้มฐานะทางบ้านให้ดูดีเกินจริง จากนั้นก็บรรยายสรรพคุณความน่าเวทนาของครอบครัวฝั่งตนเองอย่างเกินตัว แล้วป้ายสีให้ครอบครัวบ้านใหญ่และบ้านสามกลายเป็นคนใจคออำมหิตผิดมนุษย์อ้างว่าบ้านใหญ่และบ้านสามร่วมมือกันกดขี่รังแกบ้านรอง จนคนในบ้านรองแทบไม่มีอากาศหายใจ และเธอเองก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ภายหลังท่านพ่อของเธอถูกบ้านใหญ่ปองร้ายจนถึงแก่ความตาย ท่านแม่ก็ถูกจับไปขาย ส่วนพี่สาวของนางเป็นเพราะมีหน้าตาสะสวยงดงามเป็นพิเศษ จึงถูกบ้านใหญ่รับตัวไปเลี้ยงดูเพื่อหวังจะใช้เรือนร่างหาผลประโยชน์ในวันหน้า ทว่าพี่สาวของนางกลับหูตามืดบอดแยกแยะความชั่วร้ายของบ้านใหญ่ไม่ออก ซ้ำยังรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพวกเขายิ่งนัก ตัวเธอเองมองออกจึงได้พยายามเตือนสติพี่สาวแล้ว แต่พี่สาวไม่รับฟัง มิหนำซ้ำยังหันกลับมาหักหลังขายตัวนางเสียเอง
สวีเอ้อร์หยาร้องไห้สะอึกสะอื้น “ข้าน้อยเองก็คิดไม่ถึงว่าพี่สาวจะโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนั้น เดิมทีข้าน้อยเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ไม่อยากให้นางโดนหลอกจนต้องมานั่งนับเงินให้คนอื่น ทว่านางกลับเอาเรื่องนี้ไปบอกป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่โกรธแค้น จึงปิดบังท่านปู่ท่านย่า สั่งให้บ่าวไพร่ในบ้านลักพาตัวข้าออกมาเพื่อจะนำไปขายในซ่องคณิกา โชคดีที่ข้าน้อยเคยศึกษาตำราแพทย์มาบ้างพอมีความรู้เรื่องสมุนไพร จึงแอบผสมยาใส่ในอาหารให้บ่าวคนนั้นกิน อาศัยจังหวะที่มันหมดสติหลบหนีรอดออกมาได้เจ้าค่ะ”
นายหญิงลู่ฟังเรื่องราวอันรันทดของสวีเอ้อร์หยาแล้ว ก็ยิ่งบังเกิดความรู้สึกสงสารและเอ็นดูนางมากขึ้นไปอีก
ในอดีตตัวนางเองก็เคยถูกบรรดาสะใภ้คนอื่นๆวางแผนกลั่นแกล้งและกดขี่ข่มเหงมาไม่น้อย ช่วงแรกๆนางให้กำเนิดแต่บุตรสาวติดต่อกันหลายคนกว่าจะได้ลู่เจ๋อมาสืบสกุล ก่อนที่ลู่เจ๋อจะลืมตาดูโลก ตัวนางและบุตรสาวต่างก็ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างต้อยต่ำน่าเวทนา ราวกับจมอยู่ในกองทุกข์ระทมขมขื่น นางจึงเข้าใจความรู้สึกของสวีเอ้อร์หยาได้อย่างลึกซึ้ง
“โถ น่าเวทนานัก เจ้าช่างเป็นเด็กสาวที่ชะตากรรมอาภัพเหลือเกิน แล้วหลังจากนี้เจ้าวางแผนชีวิตไว้อย่างไรเล่า”
สวีเอ้อร์หยาทำเป็นนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะปาดน้ำตา “บ้านย่อมไม่อาจกลับไปได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่ท่านย่าล้วนปักใจเชื่อคำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่ คงไม่มีวันรับฟังข้าน้อย อีกทั้งข้าน้อยเป็นเพียงสตรี ย่อมไม่เป็นที่โปรดปราน ต่อให้ดันทุรังกลับไป ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่โดนปองร้ายอีกหน ข้าน้อยจึงคิดว่า...”
นางโขกศีรษะลงกับพื้นคำรบหนึ่ง “ขอเพียงนายหญิงโปรดเมตตารับเลี้ยงข้าน้อยไว้ ให้ข้าน้อยเป็นเพียงสาวใช้ตัวเล็กๆคอยรับใช้อยู่ข้างกายท่านก็ยอมเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะปรนนิบัติดูแลท่านอย่างสุดความสามารถเลยเจ้าค่ะ”
นายหญิงลู่เริ่มมีท่าทีใจอ่อนและตื้นตันใจ
“เจ้าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตบุตรชายของข้าไว้ จะปล่อยให้เจ้าต้องมาตรากตรำเป็นทาสเป็นบ่าวในเรือนได้อย่างไร เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้ามาอยู่ข้างกายข้า คนนอกจะเรียกว่าเป็นสาวใช้ก็ช่าง แต่อย่าได้เซ็นสัญญาขายตัวเลย เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”
สวีเอ้อร์หยาย่อมตกลงอย่างไม่รีรอ
เธอโขกศีรษะให้แก่นายหญิงลู่อีกครั้ง “พระคุณอันล้นพ้นของท่าน ข้ามิรู้จะทดแทนอย่างไรดี ท่านโปรดวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะปรนนิบัติรับใช้ท่านเป็นอย่างดีแน่นอน”
นายหญิงลู่เรียกสาวใช้ให้พาสวีเอ้อร์หยาออกไป พร้อมทั้งจัดเรือนพักให้ห้องหนึ่งเพื่อให้มีที่พำนัก ซ้ำยังตบรางวัลเป็นเสื้อผ้าสำหรับสี่ฤดูและเครื่องประดับอีกจำนวนหนึ่ง
หลังจากต้องรอนแรมซัดเซพเนจรมาเป็นเวลานาน ในที่สุดสวีเอ้อร์หยาก็ได้ปักหลักอย่างมั่นคงเสียที
ตอนที่ได้สวมใส่ชุดผ้าไหมเนื้อละเอียด บนศีรษะประดับประดาด้วยเครื่องประดับ ทั้งยังได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสหลากหลาย เธอก็รู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ช่างแสนวิเศษเหลือเกิน
หากเป็นช่วงก่อนที่จะทะลุมิติมา สวีเอ้อร์หยาอาจไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านี้เท่าใดนัก
ทว่าหลังจากที่เธอต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในตระตูลสวีมาช่วงเวลาหนึ่ง ต้องอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าไม่อบอุ่น ซ้ำยังถูกทุบตีด่าทออยู่เป็นนิจ เมื่อได้มาเสวยสุขในชีวิตเช่นนี้ ความโลภในใจของสวีเอ้อร์หยาย่อมผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เธอปรารถนาจะครอบครองชีวิตอันสุขสบายเช่นนี้ไปตลอดกาล หรือหากเป็นไปได้ก็อยากจะก้าวหน้าให้ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ด้วยซ้ำ
อีกทั้งช่วงเวลาที่ต้องระเห็จรอนแรมไปทั่ว ทำให้เธอได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมความเห็นแก่ได้ของมนุษย์ และเริ่มเข้าใจวิถีโลกในยุคโบราณมากขึ้น
เธอจึงเพิ่งรู้ว่าความคิดเดิมของตนเองนั้นช่างตื้นเขินและไร้เดียงสาเพียงใด
ความคิดที่ว่าหลังจากแยกบ้านแล้วจะพึ่งพาน้ำพุวิญญาณเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย ช่างเป็นเรื่องเพ้อฝันสิ้นดี
ลำพังเด็กสาวตัวเล็กๆเช่นเธอ แม้แต่ความสามารถในการปกป้องตนเองยังไม่มี ทว่ากลับริอ่านจะใช้น้ำพุวิญญาณเพาะปลูกบุปผาเลอค่า คิดจะใช้น้ำพุวิญญาณหมักสุรารสเลิศ มิหนำซ้ำยังฝันเฟื่องไปถึงขั้นจะผลิตกระจกและเพาะเลี้ยงไข่มุกอีก
ในตอนนั้นเธอเอาแต่คิดจะหาเงินให้ได้เร็วที่สุด โดยหารู้ไม่ว่าหากเธอทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับทารกสามขวบที่โอบอุ้มทองคำแท่งเดินเที่ยวกลางตลาดใหญ่ ดีไม่ดีอาจจะต้องสังเวยชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อคิดตกแล้ว ความทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งเหล่านั้นก็มลายหายไปจนสิ้น
ตอนนี้เธอเพียงต้องการเกาะกุมความสุขสบายตรงหน้าไว้ให้มั่น ค่อยๆเก็บหอมรอมริบเงินทองทีละเล็กทีละน้อย จากนั้นก็มองหาบุรุษที่มีอนาคตทางราชการเพื่อแต่งงานออกเรือน หรือไม่ก็ลงหลักปักฐานอยู่ในตระกูลลู่แห่งนี้ไปเสียเลย
นับตั้งแต่นั้นมา สวีเอ้อร์หยาจึงละทิ้งนิสัยอวดดีเย่อหยิ่งของตน คอยปรนนิบัติรับใช้นายหญิงลู่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
เธอผ่านโลกมาสองชาติภพ มุมมองและวิสัยทัศน์ย่อมเหนือกว่าสตรีที่อุดอู้อยู่แต่ในเรือนหลังของยุคโบราณอย่างเทียบไม่ติด
ประกอบกับเป็นคนปากหวาน เจรจาพาทีเก่งกาจ ทั้งยังรู้จักประดิษฐ์ประดอยของเล่นแปลกใหม่ระบายความเบื่อหน่าย เพียงไม่นาน ไม่เพียงแต่นายหญิงลู่เท่านั้น แม้กระทั่งบรรดาฮูหยิน สะใภ้ใหญ่สะใภ้รอง รวมถึงสาวใช้รุ่นใหญ่ในตระกูลลู่ ต่างก็พากันเอ็นดูและโปรดปรานนางเป็นอย่างยิ่ง
ทางด้านอันหนิงย่อมไม่รับรู้เลยว่าสวีเอ้อร์หยาต้องเผชิญวิบากกรรมใดมาบ้าง
หลังจากผ่านพ้นวันตรุษจีนมาได้วันหนึ่ง ท่านผู้เฒ่าสวีก็จัดการเปลี่ยนชื่อจริงให้แก่โกวเซิงทันที โดยตั้งชื่อให้สอดคล้องตามลำดับอักษรของสวีหมิ่นรั่วและพี่น้องคนอื่นๆว่า 'หมินฉาง'
วันแรกปีใหม่จีนวันที่สองตามธรรมเนียมย่อมเป็นวันที่ลูกสะใภ้ต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม อันหนิงตื่นแต่เช้าตรู่มาจัดแจงแต่งตัวให้บุตรทั้งสองด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ เมื่อล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้วก็พาลูกๆตรงไปยังเรือนหลักเพื่อร่วมรับประทานอาหาร
ยามที่นางเดินไปถึง สวีหมิ่นรั่วและโจวอวี้เอ๋อร์ก็มารออยู่ก่อนแล้ว
กระทั่งสวีหมินฉางที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาหมาดๆก็กำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังพูดคุยหยอกล้ออยู่กับท่านผู้เฒ่าสวีเช่นกัน
อันหนิงยกยิ้มบางๆ พลางบอกให้บุตรทั้งสองเข้าไปทำความเคารพและอวยพรปีใหม่แก่ท่านผู้เฒ่าและหญิงชรา
หลิวชุนเหมยกำลังช่วยภรรยาหลิวเป่าจัดตั้งสำรับอาหาร สวีหมิ่นรั่วจึงเดินเข้าไปช่วยหยิบจับอีกแรง ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น สวีหมิ่นรั่วก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า “ท่านย่าเจ้าคะ หลานไม่อยากไปบ้านท่านยายเลยเจ้าค่ะ หลานขออยู่เฝ้าเรือนเป็นเพื่อนพวกท่านได้หรือไม่เจ้าคะ”
หญิงชราชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะอ้าปากเอ่ยถาม สวีหมิ่นรั่วก็รีบชิงกล่าวต่อทันที “เมื่อวานท่านพ่อกับท่านแม่ทะเลาะกันยกใหญ่ หากไปบ้านท่านยายครานี้คงต้องเผชิญกับสีหน้าปั้นปึ้งและสายตาไม่ต้อนรับเป็นแน่ ดีไม่ดีหลานอาจจะต้องกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ อีกอย่างเมื่อวานท่านแม่ยังคงผูกใจเจ็บหลานอยู่ ไม่แน่ว่าพอไปถึงบ้านท่านยายแล้ว นางอาจจะหาเรื่องทุบตีหลานอีกรอบก็เป็นได้เจ้าค่ะ”
หญิงชราคิดตามแล้วก็เห็นพ้องด้วย เมื่อวานยามที่เฟิงซื่อลงมือทุบตีสวีหมิ่นรั่วนางก็เห็นอยู่เต็มตา นั่นหรือคือการสั่งสอนบุตรสาว ดูอย่างไรก็เหมือนกำลังระบายโทสะกับศัตรูคู่แค้น หวังจะทุบตีหมิ่นรั่วให้ตายคามือเสียให้ได้
เมื่อหวนนึกถึงความไร้เหตุผลและความโง่เขลาเบาปัญญาของเฟิงซื่อ หญิงชราจึงตัดบทว่า “ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เจ้าอยู่เฝ้าเรือนคอยต้อนรับท่านอาหญิงของเจ้าที่นี่แหละ”
“เจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ”
สวีหมิ่นรั่วเมื่อได้ยินว่าตนไม่ต้องไปตระกูลเฟิงแล้ว ดวงหน้าก็พลันเบิกบานแย้มยิ้มสดใสราวกับบุปผาแรกแย้ม
หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหาร อันหนิงกำลังเตรียมตัวจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมตระกูลเหวิน ประจวบเหมาะกับที่เฟิงซื่อเดินเข้ามาพอดี นางตั้งใจจะมารับตัวสวีหมิ่นรั่วและสวีหมินฉางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของตน
ทว่าครานี้ ไม่ใช่เพียงสวีหมิ่นรั่วเท่านั้นที่ไม่ยินยอมพร้อมใจจะไป แม้กระทั่งสวีหมินฉางเองก็ส่ายหน้าปฏิเสธที่จะตามนางไปเช่นกัน