เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 450 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (37)

บทที่ 450 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (37)

บทที่ 450 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (37)


“ข้าไม่ขออยู่แล้ว! มีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีประโยชน์อันใดอีก!”

เฟิงซื่อถูกหญิงชรากระหน่ำตีจนระบมไปทั้งร่าง นึกเคียดแค้นชิงชังขึ้นมา จึงทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นแล้วร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพายเสียงดังลั่น

“วันปีใหม่แท้ๆ แต่แม่สามีกลับทุบตีข้าปางตาย จะมีสะใภ้คนไหนน่าเวทนาเท่าข้าอีก ข้าอุตส่าห์แต่งเข้าตระกูลสวี สืบทอดทายาทให้ ถึงไม่มีความดีความชอบแต่ก็ตรากตรำลำบากมาไม่น้อย... พวกท่านมีลูกสะใภ้ตั้งสามคน แต่กลับรุมรังแกข้าคนเดียว แล้วข้าจะอยู่ไปเพื่ออะไร!”

นางหลี่ยืนอยู่ข้างกายหญิงชรา พลางกอดอกมองเฟิงซื่อแผลงฤทธิ์ด้วยสายตาเย็นชา

อันหนิงประคองสวีหมิ่นรั่วให้ลุกขึ้น เมื่อเห็นรอยฝ่ามือเด่นหราบนใบหน้าของเด็กสาว แววตาของนางก็ฉายรังสีอำมหิตขึ้นมาหลายส่วน

เธอพาสวีหมิ่นรั่วเดินออกมา แล้วกวักมือเรียกโจวอวี้เอ๋อร์ ให้ช่วยพาสวีหมิ่นรั่วกลับห้องไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมทั้งทายาบรรเทาอาการบวมช้ำ

หลังจากโจวอวี้เอ๋อร์พาสวีหมิ่นรั่วออกไปแล้ว อันหนิงก็สาวเท้าเข้าไปหาเฟิงซื่อทันที เธอชักสีหน้าเรียบตึง ก่อนจะเงื้อมือตบใบหน้าของเฟิงซื่อฉาดใหญ่ซ้ายขวาติดต่อกันหลายครั้ง

นางหลี่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างแอบกระตุกยิ้มที่มุมปาก สะใจอยู่ลึกๆอย่างปิดไม่มิด

เฟิงซื่อยกมือขึ้นกุมแก้ม ตะลึงลานมองอันหนิงสลับกับหญิงชรา

“ท่านแม่ ท่านก็ปล่อยให้นางทุบตีข้าเช่นนี้รึ นางมีสิทธิ์อะไรมาตีข้า!”

หญิงชราถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจ “นางมีสิทธิ์อะไรอย่างนั้นรึ ก็มีสิทธิ์ในฐานะที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไงล่ะ ที่นางตีเจ้าน่ะมันสมควรแล้ว!”

อันหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หมิ่นรั่วเป็นเด็กที่ข้าอบรมสั่งสอนมา ยามนี้เจ้ายืนอยู่บนพื้นที่ของข้า แต่กลับรังแกคนที่ข้าคอยปกป้อง คล้ายกับไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ข้าลงโทษสั่งสอนเจ้าแล้วมันไม่สมควรตรงไหน? นางเป็นลูกสาวของเจ้าก็จริง แต่นางก็เติบโตเป็นสาวแล้ว เจ้ากลับด่าคำก็อีเด็กแพศยา สองคำก็อีเด็กสารเลว หมายความว่าอย่างไร? บุตรสาวบ้านอื่นต่างเกรงว่าชื่อเสียงจะด่างพร้อย แต่เจ้ากลับสาดโคลนใส่ลูกตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เฟิงซื่อ... หากเจ้ารังเกียจนักจนไม่อยากได้ลูกสาวคนนี้ ข้านี่แหละจะรับเลี้ยงนางเอง”

หญิงชราชี้หน้าด่าเฟิงซื่อซ้ำสอง “ไม่มีคนเป็นแม่ที่ไหนทำตัวเช่นเจ้า! แต่ก่อนตอนที่น้องสามีของเจ้ายังไม่แต่งงานออกไป ต่อให้นางทำความผิด ข้ายังต้องสะกดกลั้นอารมณ์ค่อยๆพร่ำสอน แม้จะลงมือตีจริง ก็แอบตีลับหลังคนเพียงสองสามที ไม่เคยลงมือตบหน้านาง และไม่เคยทุบตีประจานต่อหน้าผู้ใด แต่เจ้ากลับเอาความไม่พอใจมาลงกับลูก เจ้านี่มันใช้ได้เลยนะ! ในเมื่อข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าลงมือตีเจ้าแล้ว เจ้าจะทำไม หากเจ้ารู้สึกคับแค้นใจนักก็จงไสหัวออกไปจากบ้านข้าเสียเดี๋ยวนี้ กลับไปอยู่ตระกูลเฟิงของเจ้าเลยไป!”

เฟิงซื่อไหนเลยจะกล้าซมซานกลับบ้านเดิม นางได้แต่นั่งกุมหน้าสะอื้นไห้

อันหนิงเห็นท่าทางโวยวายสลับเรียกร้องความสนใจของเฟิงซื่อแล้วก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายระอาใจเป็นล้นพ้น

นางจึงเดินกลับไปยังเรือนโถงแล้วเรียกสวีจื้อหย่งออกมา

“น้องรอง วันนี้ข้าผู้เป็นพี่สะใภ้ได้ลงมือตบตีภรรยาของเจ้า หากเจ้าไม่พอใจ หรือเห็นว่าข้าไม่ควรทำ เจ้าก็ตบคืนมาได้เลย ข้ารับรองว่าจะไม่ปริปากบ่นสักคำ และวันข้างหน้า เรื่องราวใดๆในบ้านของเจ้า ข้าก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปสอดอีก”

สวีจื้อหย่งไหนเลยจะกล้าลงมือกับอันหนิง

หากเขาเบาปัญญาถึงขั้นลงมือจริงๆ มีหวังบิดามารดาคงรุมทุบตีเขาจนตายคามือเป็นแน่

ตอนที่สวีจื้อหย่งขาหักคราวนั้น แม้กระทั่งบุตรสาวแท้ๆยังไม่ยอมเจียดเงินมารักษาเขา ทว่าเป็นอันหนิงที่ยอมควักเงินก้อนโตไปซื้อยามาช่วยรักษาจนขาของเขาหายดีเป็นปกติ เพียงแค่บุญคุณใหญ่หลวงนี้ เขาก็ไม่อาจมีใจคิดพยาบาทหรือขุ่นเคืองอันหนิงได้แม้แต่น้อย

“พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบเสมือนมารดา ท่านสั่งสอนน้องสะใภ้ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วรับ”

สวีจื้อหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

เขาตวัดสายตามองเฟิงซื่อที่ยังคงร่ำไห้ไม่เลิก พลางรู้สึกอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก “พอได้แล้ว! จะร้องไห้หาอะไรกัน พี่สะใภ้ตบเจ้าเพียงสองฉาด ทำเป็นรับไม่ได้ขึ้นมาเชียวรึ ทีเจ้าทุบตีหมิ่นรั่วเจียนตาย นางจะรับไหวได้อย่างไร”

“ข้าเป็นมารดาของนางนะ!” เฟิงซื่อยังคงเถียงข้างๆคูๆ

สวีจื้อหย่งสวนกลับทันควัน “พี่สะใภ้ตีเจ้า ก็ไม่ต่างจากท่านแม่ลงมือตีเองนั่นแหละ!”

เฟิงซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งปล่อยโฮเสียงดังกว่าเดิม

หญิงชรารู้สึกปวดขมับจนแทบทนไม่ไหว “เอาละ! หากอยากจะร้องไห้นักก็กลับไปร้องที่บ้านตัวเองนู่น วัดเล็กๆของข้าแห่งนี้ มิอาจรองรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่เช่นเจ้าได้หรอก!”

เฟิงซื่อไม่อาจทนอยู่ต่อหน้าผู้คนได้อีก นางยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งร้องไห้เตลิดกลับบ้านไป

สวีจื้อหย่งไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อย เขาเดินตามหญิงชราและคนอื่นๆกลับเข้าเรือนโถงไปพร้อมกัน

ท่านผู้เฒ่าสวีเองก็ทราบเรื่องที่สวีหมิ่นรั่วถูกทุบตีแล้ว ตอนนี้นั่งหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโหอยู่เช่นกัน

หลังจากหญิงชรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงหันไปสั่งความกับสวีจื้อหย่งทันที “แต่ก่อนภรรยาของเจ้าคอยกีดกันไม่ให้พวกเราเข้าใกล้โกวเซิง แม้กระทั่งตอนที่ข้ากับพ่อของเจ้าจะตั้งชื่อจริงให้ นางยังไม่ยินยอม มาครานี้จะปล่อยให้นางทำตามใจชอบไม่ได้อีกแล้ว ชื่อของโกวเซิงต้องเปลี่ยนเสียใหม่ และวันหน้าเจ้าก็อย่าให้นางเลี้ยงดูโกวเซิงบ่อยนักล่ะ ประเดี๋ยวจะพาลพาหลานชายตระกูลสวีของข้าเสียคนไปด้วย”

สวีจื้อหย่งพยักหน้ารับคำ “ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ”

อันหนิงเอ่ยปลอบอีกสองสามประโยค ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังเรือนพักของสวีหมิ่นรั่ว

ตอนนี้สวีหมิ่นรั่วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังล้างหน้าล้างตาและทายาบรรเทาอาการบวมช้ำแล้วเช่นกัน ทว่าบัดนี้นางเพิ่งถูกทุบตีมาจึงรู้สึกอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้ใดในเรือนโถง ทำได้เพียงนั่งปรับทุกข์อยู่กับโจวอวี้เอ๋อร์ภายในห้อง

เมื่อเห็นอันหนิงก้าวเข้ามา สวีหมิ่นรั่วก็โผเข้ากอดอันหนิงแล้วปล่อยโฮออกมาทันที “ท่านป้า เหตุใดท่านแม่ถึงทำเช่นนี้กับหลานได้เจ้าคะ? นาง...”

อันหนิงลูบหลังปลอบโยนสวีหมิ่นรั่วอยู่นาน รอจนเด็กสาวหยุดร้องไห้จึงเอ่ยถาม “เจ้าลองเล่าให้ป้าฟังอย่างละเอียดซิ ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

สวีหมิ่นรั่วกระซิบตอบเสียงแผ่ว “เมื่อวันก่อนนางมาหาหลาน บอกจะให้ส่งเงินเก็บทั้งหมดให้นาง บอกว่าลูกผู้พี่ลูกผู้น้องฝั่งท่านน้าไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ในวันตรุษจีน นางจึงจะเอาเงินของหลานไปซื้อชุดให้เขา แต่หลานไม่ยินยอม เลยเผลอเถียงนางไปสองสามคำ นางจึงผูกใจเจ็บเจ้าค่ะ”

อันหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “แล้วเรื่องเสื้อผ้าของโกวเซิงเล่า เป็นมาอย่างไร”

สวีหมิ่นรั่วเอ่ย “นางขอเงินจากท่านพ่อ โดยอ้างว่าจะเอามาตัดชุดใหม่ให้คนในบ้านทุกคน แต่ความจริงกลับไม่มีเลยสักชุด เสื้อผ้าใหม่ที่นางสั่งตัดล้วนส่งไปให้บ้านท่านตาจนหมดเจ้าค่ะ”

เวลาที่เอ่ยถึงตระกูลเฟิง สวีหมิ่นรั่วถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น

“ตอนนี้ท่านน้าไม่ยอมทำมาหากินเลยสักอย่าง วันๆเอาแต่แบมือรอเงินจากท่านแม่ ส่วนท่านยายก็มักจะมาขอของที่บ้านเราอยู่บ่อยๆ มาทีไรท่านแม่ก็ประเคนให้ทั้งเงินทั้งของ ตอนนี้ท่านพ่อเข้ามาควบคุมเรื่องเงินทองในบ้านเอง ท่านแม่มือสั้นเอื้อมไปไม่ถึงเงิน จึงแอบจิ๊กพวกของกินในบ้านไปประเคนให้ท่านยายแทน อย่างไรเสียหากของกินในบ้านหมด ท่านพ่อก็ต้องซื้อมาเติมใหม่อยู่ดี ท่านแม่ถึงไม่เคยสนว่าพวกเราจะอดอยากเจ้าค่ะ”

“เอาเถอะ ป้าเข้าใจแล้ว”

อันหนิงเอื้อมมือไปซับน้ำตาให้หลานสาว “หากเจ้าไม่อยากไปที่เรือนโถงก็พักผ่อนอยู่ในห้องนี้เถิด ประเดี๋ยวป้าจะสั่งให้ชุนเหมยยกสำรับกับข้าวมาให้”

โจวอวี้เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนหมิ่นรั่วเองเจ้าค่ะ”

อันหนิงยิ้มรับ “เช่นนั้นก็ดี ลำบากเจ้าแล้ว”

โจวอวี้เอ๋อร์ยิ้มบางๆ “ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ”

อันหนิงย่อมเข้าใจดีว่า โจวอวี้เอ๋อร์เองก็ไม่อยากไปที่เรือนโถงเช่นกัน

อย่างไรนางก็ไม่ใช่คนตระกูลสวี ในวันรวมญาติที่พร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ การที่คนนอกแซ่อย่างนางต้องไปร่วมอยู่ด้วยย่อมชวนให้วางตัวลำบากและกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย

ถึงแม้คนตระกูลสวีจะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี แต่นางก็ยังคงเกรงใจอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เห็นตระกูลสวีครึกครื้นรื่นเริงเช่นนี้ นางคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงโจวสวิน จนทำให้สะท้อนใจและโศกเศร้าเงียบๆ

ดังนั้น แทนที่จะฝืนให้นางไปร่วมโต๊ะที่เรือนโถง สู้ปล่อยให้นางอยู่เป็นเพื่อนสวีหมิ่นรั่วที่นี่เสียยังจะดีกว่า

เมื่ออันหนิงปลอบประโลมสวีหมิ่นรั่วเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปตรวจตราความเรียบร้อยในห้องครัว พร้อมทั้งกำชับหลิวชุนเหมยให้จัดสำรับอาหารคาวหวานยกมาส่งที่ห้องของสวีหมิ่นรั่ว

เทศกาลปีใหม่แท้ๆ แต่ตระกูลสวีกลับต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ มื้ออาหารค่ำวันตรุษจีนที่ควรจะชื่นมื่นจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด ต่างคนต่างกลืนข้าวไม่ลงและแยกย้ายกันกลับเรือนของตนไปอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน สวีเอ้อร์หยาที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลสวีกลับใช้ชีวิตในช่วงปีใหม่นี้ได้อย่างสุขสบายไม่เลว

ตอนที่เธอถูกขับออกจากตระกูลสวี เดิมทีเธอยังกระหยิ่มยิ้มย่องว่า ขอเพียงมีน้ำพุวิญญาณอยู่ในมือ ต่อให้ต้องระเห็จไปอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้เธอก็ไม่มีวันอดตาย

ทว่าเมื่อก้าวพ้นเขตหมู่บ้านเสี่ยวกวน และได้มาเผชิญโลกภายนอกด้วยตาตนเอง สวีเอ้อร์หยาถึงได้ตระหนักว่าโลกความจริงมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เธอจินตนาการไว้เลยสักนิด

ยุคโบราณเช่นนี้หาได้เหมือนยุคปัจจุบันไม่ ที่ต่อให้ย้ายไปไหน ขอแค่มีความสามารถก็ไม่มีวันอดอยาก

สวีเอ้อร์หยายังเด็กนัก ซ้ำยังเป็นเพียงเด็กผู้หญิง การเดินทางรอนแรมภายนอกเพียงลำพังจึงเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน มิหนำซ้ำเธอยังไม่มีหนังสือเบิกทาง และไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนใดๆ การจะขยับตัวทำสิ่งใดในยุคนี้จึงยากเย็นแสนเข็ญราวกับก้าวเดินบนขวากหนาม

เธอต้องฟันฝ่าความยากลำบากมาสารพัด จนกระทั่งซัดเซพเนจรไปพบครอบครัวหนึ่งที่ใจคอค่อนข้างโอบอ้อมอารี เธอจึงยอมเจียดเงินก้อนเล็กๆให้พวกเขากระทั่งได้กินอิ่มนอนอุ่นอยู่สองสามวัน

หลังจากนั้น สวีเอ้อร์หยาก็ประจวบเหมาะไปพบเข้ากับคุณชายจากตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งที่กำลังออกล่าสัตว์กับกลุ่มมิตรสหาย ทว่าม้าของเขาเกิดตื่นตกใจจนเสียหลัก ส่งผลให้คุณชายผู้นั้นร่วงตกจากหลังม้ากระแทกพื้นจนสลบไสลไม่ได้สติในทันที

สวีเอ้อร์หยาจึงอาศัยจังหวะนั้นนำน้ำพุวิญญาณออกมา โดยอ้างว่าเป็นยาอายุวัฒนะศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ แล้วกรอกใส่ปากของคุณชายผู้นั้นไปเล็กน้อย

ครั้นคุณชายผู้นั้นฟื้นคืนสติขึ้นมา และเห็นว่าสวีเอ้อร์หยามีหน้าตาสะสวยหมดจด ทั้งยังพูดจาฉะฉานเจรจาพาทีเก่งกาจ ประกอบกับซาบซึ้งในบุญคุณที่นางช่วยชีวิตตนไว้ เขาจึงตกลงพาสวีเอ้อร์หยากลับไปชุบเลี้ยงที่คฤหาสน์ของตนด้วย

จบบทที่ บทที่ 450 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (37)

คัดลอกลิงก์แล้ว