- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 449 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (36)
บทที่ 449 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (36)
บทที่ 449 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (36)
อันหนิงเห็นว่าท่านผู้เฒ่าโมโหจนหน้าดำคร่ำเครียด จึงรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยพยุงสถานการณ์
"เมื่อคืนอาจจะอยู่เฝ้าสิ้นปีกันดึกไปหน่อย วันนี้เลยตื่นสาย ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งปี กว่าจะได้หยุดพักผ่อนในวันตรุษจีนทั้งที การได้นอนหลับเต็มอิ่มอย่างสงบเงียบก็นับว่าสมควรแล้ว"
ท่านผู้เฒ่าระบายโทสะลงไปได้ไม่กี่ส่วน แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ว่า "มีแต่เขาหรือไงที่อยากนอนตื่นสาย? ข้าก็อยากนอนตื่นสายเหมือนกัน! เจ้าสามไม่ได้เหนื่อยกว่าเขาหรือ? ทำไมเจ้าสามถึงมาแต่เช้าได้ล่ะ"
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น คนจากครอบครัวรองก็เดินเข้ามาพอดี
สวีหมิ่นรั่วเห็นสวีจื้อหย่งเดินเข้ามา ก็รีบย่องเข้าไปดึงชายเสื้อเขาเบาๆทันที "ท่านพ่อ ทำไมมาสายนักล่ะเจ้าคะ? ท่านปู่กำลังโกรธใหญ่แล้ว"
สวีจื้อหย่งเองก็รู้ตัวว่ามาสาย จึงรีบเดินเข้าไปกล่าวคำอวยพรและพูดจาเอาใจท่านผู้เฒ่าอยู่สองสามประโยค
แต่ทว่าสายตาของหญิงชรานั้นเฉียบคมนัก นางเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าที่โกวเซิงสวมใส่มาอวยพรปีใหม่ ซึ่งเดินตามหลังสวีจื้อหย่งมาติดๆว่าเป็นเพียงเสื้อผ้าตัวเก่า
โทสะของนางก็ปะทุขึ้นมาทันที
เมื่อถึงเวลาที่พวกลูกๆหลานๆเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะอวยพรปีใหม่ หญิงชราแย้มยิ้มพลางแจกซองอั่งเปาใบใหญ่ให้แก่สวีหมิ่นรั่ว หลานเจี่ยเอ๋อร์ อิงเกอเอ๋อร์ รวมถึงโจวอวี้เอ๋อร์ ส่วนสวีหมิ่นฟางและหมิ่นอู่จากบ้านสามก็ได้รับอั่งเปาเช่นกัน จะเหลือก็เพียงโกวเซิงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้
โกวเซิงรู้สึกน้อยใจมาก "ท่านย่า แล้วของข้าเล่าขอรับ? ข้าก็โขกศีรษะแล้วเหมือนกันนะ"
หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "จะเอาไปทำไม เงินของเจ้าข้าจะเก็บไว้ให้ วันหลังจะไปซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ให้ สู้เก็บไว้ดีกว่าปล่อยให้เจ้าเอาไปให้แม่เจ้า แล้วนางก็หอบกลับไปให้บ้านเดิมอีก"
พอนางโพล่งออกมาเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าโกวเซิงไม่ได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่
เขาตวัดสายตาคมกริบมองไปยังสวีจื้อหย่ง "มันเกิดอะไรขึ้น? วันปีใหม่แท้ๆกลับไม่รู้จักซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ลูก? พวกเจ้าขัดสนเงินทองหรืออย่างไร ลูกคนโตของบ้านเจ้า พี่สะใภ้ก็เป็นคนช่วยเลี้ยงดูให้ ตัวพวกเจ้าสองคนผัวเมียก็มีมือมีเท้าครบถ้วน เลี้ยงลูกแค่คนเดียวแค่นี้เลี้ยงไม่ได้หรือ?"
เฟิงซื่อก้มหน้าเงียบไม่ยอมปริปาก ส่วนสวีจื้อหย่งอับอายจนหน้าแดงก่ำ ได้แต่ละล่ำละลักพูดไม่ออกเป็นคำ
สวีหมิ่นรั่วเห็นท่าไม่ดี
นางจึงจูงมือโกวเซิงหลบเข้าไปซักไซ้ไล่เลียงในห้องอีกห้องหนึ่งอย่างละเอียด เมื่อเดินกลับออกมาก็ส่งสัญญาณมือให้หญิงชราทันที
หญิงชราเห็นปุ๊บก็เข้าใจได้ปั๊บ
นางชี้นิ้วไปที่เฟิงซื่อพลางด่าทอ "ต่อให้ในบ้านมีภูเขาทองภูเขาเงินก็คงถูกนางล้างผลาญจนหมดสิ้น!"
เฟิงซื่อยิ่งก้มศีรษะต่ำลงไปอีก
หญิงชราตวาดด้วยความโมโห "ยังจะบื้อทื่ออยู่ตรงนั้นทำไมอีก? ยืนเป็นซากศพหรืออย่างไร ยังไม่รีบไปช่วยงานในครัวอีก!"
ขอบตาของเฟิงซื่อแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากหยดลงมาทีละหยด
หญิงชราโมโหจนแทบกระอักเลือด "วันปีใหม่มงคลแท้ๆ เจ้าจะมาร้องไห้ให้ใครดู หากอยากจะหาเรื่องอัปมงคลนักก็ไสหัวกลับไปร้องที่บ้านตัวเองนู่น อย่ามาทำพื้นที่ของข้าแปดเปื้อน!"
เฟิงซื่อยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีเข้าไปในครัวทันที
นางหลี่แค่นเสียงหหัวเราะหยัน สะใจอยู่ลึกๆ พลางดึงลูกชายทั้งสองคนของตนให้นั่งลง
ท่านผู้เฒ่าจึงหันไปกำชับสวีจื้อหย่งว่า "เมียตัวเองก็ต้องควบคุมดูแลให้ดี จะได้ไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราทั้งตระกูล วันหน้าห้ามให้นางไปที่บ้านเฟิงอีก หากคนบ้านนั้นมาหา เจ้าก็ต้องจับตาดูไว้ให้ดีๆ เงินทองในบ้านก็เก็บไว้ที่ตัวเองนั่นแหละ หรือถ้าไม่ได้ความจริงๆก็เอามาให้แม่เจ้าช่วยดูแล พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเป็นคนใจกว้างและโปร่งใส ไม่มีทางฮุบเงินทองอันน้อยนิดของบ้านเจ้าไปหรอก"
คำพูดนี้ทำเอาสวีจื้อหย่งอับอายขายหน้าจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
"ความสามารถในการหาเงินหาทองของพวกเราล้วนแต่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่สั่งสอนมา หากข้ายังกล้ามีความคิดอกตัญญูเช่นนั้นอีก ข้าก็คงไม่ใช่คนแล้ว"
คำพูดนี้ของสวีจื้อหย่งล้วนมาจากใจจริง
สวีจื้อฉินเองก็คิดเช่นเดียวกัน
หากอันหนิงมีความคิดชั่วร้ายคดโกง นางจะลำบากสอนพวกเขาทำสบู่ไปเพื่ออะไรกัน?
จะว่าไปแล้ว ตอนนี้คนบ้านสามต่างก็รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของอันหนิงเป็นอย่างมาก นางหลี่เองก็มักจะแวะเวียนมาหาฝั่งบ้านใหญ่บ่อยๆ ความสัมพันธ์กับอันหนิงก็นับว่าเข้ากันได้ดีทีเดียว
จะมีก็แต่เฟิงซื่อคนเดียวที่วันๆเอาแต่ทำหน้าบูดบึ้งราวกับทุกคนติดหนี้สินนางอยู่เป็นร้อยเป็นพันตำลึง ทั้งยังไม่เคยเหยียบย่างมาทางบ้านใหญ่เลยสักครั้ง ได้แต่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านตัวเอง ไม่รู้ว่าวันๆทำสิ่งใดอยู่
เมื่อเฟิงซื่อเดินมาถึงในครัว
ภรรยาของหลิวเป่าและหลิวชุนเหมยกำลังทอดลูกชิ้นอยู่ เมื่อเห็นเฟิงซื่อเดินหน้าบูดหน้าเบี้ยวเข้ามา ภรรยาของหลิวเป่าก็ไม่ได้เอ่ยปากทักทาย ส่วนหลิวชุนเหมยยิ้มพรายพลางกล่าวว่า "ท่านป้าสะใภ้มาแล้วหรือเจ้าคะ รีบนั่งลงผิงไฟให้ร่างกายอบอุ่นก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะรินช้าร้อนๆมาให้ดื่มนะเจ้าคะ"
เฟิงซื่อทรุดตัวลงนั่งดังปึ้ก "ไหนล่ะชา? รีบยกมาให้ข้าเร็วเข้า"
หลิวชุนเหมยส่งถ้วยชาให้ถึงมือเฟิงซื่อ นางจิบไปอึกหนึ่ง พอเหลือบไปเห็นลูกชิ้นเนื้อที่กำลังทอดอยู่ในกระทะก็เอ่ยขึ้นว่า "มีอันที่ทอดเสร็จแล้วหรือไม่ ตักมาให้ข้าชิมสักสองสามลูกซิ"
หลิวชุนเหมยกำลังจะขยับตัวไปตัก ขยับไปได้ไม่ทันไรก็ถูกภรรยาหลิวเป่าดึงตัวไปด้านข้างเสียก่อน “ใช่ว่าพวกเราจะตระหนี่ไม่ยอมให้ท่านทานหรอกเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้คนอื่นๆยังไม่มีใครได้ทานเลย จะให้ท่านทานก่อนมันคงดูไม่ค่อยดีนัก อย่างไรเสียก็เป็นวันตรุษจีนปีใหม่ ถือว่าทำเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเถอะเจ้าค่ะ”
เฟิงซื่อได้ยินดังนั้นก็ชักสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันควัน “อะไรกัน แม้แต่พวกเจ้าก็ยังดูถูกข้าอย่างนั้นรึ”
ภรรยาหลิวเป่ายิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเรามิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ อย่างไรท่านก็เป็นแขก พวกเราย่อมต้องให้ความเคารพยำเกรง แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเคารพหรือไม่ กฎระเบียบของบ้านเรือนหลักเป็นเช่นนี้ พวกเราเองก็ไม่อาจทำลายกฎได้ ท่านโปรดเห็นใจพวกเราหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เฟิงซื่อแค่นเสียงหึ แล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
นางผิงไฟอยู่ในครัว ทว่าหูยังคงแว่วเสียงหัวเราะพูดคุยอย่างครื้นเครงดังมาจากเรือนโถงใหญ่
เมื่อคิดว่าวันนี้เป็นถึงวันขึ้นปีใหม่แท้ๆ นางตั้งใจมาอวยพรปีใหม่ แต่กลับถูกไล่ตะเพิดมาอยู่ในห้องครัวเช่นนี้
สะใภ้บ้านใหญ่กับสะใภ้บ้านสามต่างก็นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้องอย่างสบายอารมณ์ ได้จิบชาร้อนๆ ได้ทานผลไม้แห้งและขนมขบเคี้ยว มีเพียงนางคนเดียวที่ต้องมาอุดอู้อยู่ตรงนี้ แถมยังต้องมาทนฟังบ่าวไพร่สองคนสั่งสอนอบรมอีก
เฟิงซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ จนอารมณ์พาลพาไปสู่ความมืดบอดและคิดฟุ้งซ่าน
ประจวบเหมาะกับที่สวีหมิ่นรั่วเดินเข้ามาเอ่ยถามภรรยาหลิวเป่าพอดีว่ากับข้าวทำไปถึงไหนแล้ว
เด็กสาวเอ่ยปากถามเพียงประโยคเดียวก็ทำท่าจะรีบร้อนเดินจากไป เพลิงโทสะของเฟิงซื่อพุ่งพล่านจนตัวสั่น นางถลันลุกพรวดขึ้นมาทันที
นางเอื้อมมือไปจิกกระชากเส้นผมของสวีหมิ่นรั่วอย่างแรงแล้วระดมทุบตีไม่ยั้งมือ “ข้าจะตีอีเด็กสารเลวอย่างเจ้าให้ตาย! อีตัวกาลกิณี! ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าแม่เจ้านั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ไม่คิดจะเอ่ยปากทักทายสักคำเลยรึไง เป็นใบ้ไปแล้ว หรือว่าสมองพิการไปแล้ว!”
ฝ่ามือที่ฟาดลงมาทำเอาสวีหมิ่นรั่วร้องไห้โฮออกมาในทันใด
นับวันนางก็ยิ่งเติบโตเป็นสาว ย่อมเริ่มรู้จักรักศักดิ์ศรีและรักนวลสงวนตัว ทว่ากลับต้องมาถูกทุบตีต่อหน้าบ่าวไพร่เช่นนี้ ซ้ำร้ายยังเป็นฝ่ามือจากมารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง ความรู้สึกยามนี้จึงทั้งอับอายขายหน้าและเจ็บปวดใจจนเกินรับไหว
“ลูกเปล่านะเจ้าคะ... ลูกไม่ทันมอง ท่านย่ากำลังรอฟังความคืบหน้าอยู่ในห้อง ลูกจึงต้องรีบกลับไปรายงานเจ้าค่ะ”
สวีหมิ่นรั่วเอ่ยปากแก้ตัวได้เพียงไม่กี่คำ ก็ต้องเผชิญกับการทุบตีที่ทารุณคูณทวียิ่งกว่าเดิม
“เดี๋ยวนี้ประจบเอาใจยายแก่นั่นจนสนิทสนมกันดีแล้วล่ะสิ?! ถึงได้เห็นหัวพ่อแม่เป็นหัวหลักหัวตอไปหมด! หน้าเนื้อใจเสือ! เห็นบ้านใหญ่ร่ำรวยเข้าหน่อยก็แล่นโร่ไปเกาะเขาแจ ตกลงว่าเจ้าดูถูกที่พ่อแม่มันจนใช่ไหม?!”
สวีหมิ่นรั่วถูกทุบตีจนน้ำตานองหน้า “ท่านแม่ ลูกไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ ลูก...”
หลิวชุนเหมยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือนโถงใหญ่ “คุณนายใหญ่เจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณนายรองกำลังกดตัวคุณหนูใหญ่ลงกับพื้นแล้วระดมตีใหญ่เลยเจ้าค่ะ ท่านรีบไปดูเร็วเข้าเถอะเจ้าค่ะ”
อันหนิงได้ยินดังนั้นก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เธอผุดลุกขึ้นแล้วสาวเท้าตรงไปยังห้องครัวทันที
หญิงชราและนางหลี่ก็รีบก้าวตามไปติดๆ
เพียงแค่ก้าวพ้นประตูเรือนออกมา ก็ได้ยินเสียงด่าทออย่างบ้าคลั่งของเฟิงซื่อดังแว่วมาแล้ว
หญิงชราโกรธจนตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
อันหนิงรีบเข้าไปช่วยพยุงนางไว้ “ท่านแม่ ข้าจะล่วงหน้าไปดูประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
หญิงชราโบกมือตัดบท “ไป! รีบไปจัดการเลย วันปีใหม่แท้ๆ แต่นางกลับมาทำร้ายหมิ่นรั่วถึงเพียงนี้ ข้าว่านางคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
อันหนิงรีบก้าวเดินอย่างเร่งร้อน เพียงอึดใจเดียวก็มาถึงห้องครัว
ทันทีที่ย่างก้าวเข้าประตูครัวมา เธอก็เห็นภาพเฟิงซื่อกำลังกดร่างสวีหมิ่นรั่วไว้พลางทุบตีอย่างเมามัน ปากก็ยังคงพ่นคำหยาบคายด่าทอไม่หยุด “ข้าจะตีอีเด็กแพศยาอย่างเจ้าให้ตาย อีตัวไร้ยางอาย เจ้ามัน...”
ภรรยาหลิวเป่าพยายามช่วยฉุดรั้งอยู่ด้านข้าง แต่เฟิงซื่อกลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ นางสะบัดผลักจนภรรยาหลิวเป่ากระเด็นไปอีกทาง
อันหนิงเห็นภาพตรงหน้าก็ถลันเข้าไปคว้าข้อมือของเฟิงซื่อไว้แน่นทันที “ทำอะไรของเจ้า! นี่คิดจะตีให้ตายคามือเลยหรืออย่างไรกัน”
เฟิงซื่อสูดหายใจเข้าลึก “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้ากำลังสั่งสอนลูกสาวของข้าเอง ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมาสอด!”
อันหนิงแค่นยิ้มเย็นชา “นางเป็นเด็กที่ข้าอบรมสั่งสอนมากับมือ เจ้าด่าคำก็อีเด็กสารเลว สองคำก็อีเด็กแพศยา นี่มิเท่ากับชี้หน้าด่าข้าอยู่หรอกรึ? ข้าไปทำอะไรให้เจ้ากันแน่ เจ้าถึงได้จงใจมาสร้างความอัปยศอดสูรังแกข้าถึงเพียงนี้!”
“เฟิงซื่อ! สารเลวจริงๆ วันปีใหม่มงคลแท้ๆ แต่มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน!”
หญิงชราตามมาถึงในเวลานั้นพอดี เมื่อเห็นสภาพอันสะบักสะบอมของสวีหมิ่นรั่วก็นึกอยากจะกระอักเลือดด้วยความโมโห นางกวาดสายตามองหาท่อนฟืนสำหรับติดไฟได้ด้ามหนึ่ง ก็เงื้อขึ้นฟาดลงบนตัวเฟิงซื่ออย่างไม่ยั้งแรง
“ข้าจะตีคนเลี้ยงไม่เชื่องอย่างเจ้าให้ตาย! หมิ่นรั่วเป็นหลานสาวของข้า เป็นสายเลือดตระกูลสวีของข้า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ต้องให้คนแซ่เฟิงอย่างเจ้ามาลงมือสั่งสอน?! หากนางทำตัวไม่ดี คนเป็นย่าอย่างข้าจะเป็นคนว่ากล่าวเอง หรือไม่ก็ให้พ่อบังเกิดเกล้าของนางเป็นคนสั่งสอน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาเสนอหน้าทำวางโตเป็นใหญ่ด่าทอคนอื่นอยู่ที่นี่!”