- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 446 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (33)
บทที่ 446 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (33)
บทที่ 446 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (33)
โจวสวินรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้ตระกูลสวีมากเกินไปแล้ว ในเมื่อชาตินี้ทั้งชาติก็คงชดใช้ให้ไม่หมด เขาก็ไม่คิดมากเรื่องที่จะต้องเป็นหนี้น้ำใจเพิ่มขึ้นอีก
เขาเดินทางกลับไปปรึกษากับโจวอวี้เอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง ผ่านไปไม่ถึงสองวันก็พาน้องสาวมาฝากฝังไว้ที่บ้านตระกูลสวี
ด้วยโจวสวินยังต้องรีบออกเดินทางเข้าเมืองหลวงก่อนที่สภาพอากาศจะหนาวเหน็บไปมากกว่านี้
เขาตั้งใจจะไปถึงให้เร็วหน่อย เพื่อจะได้มีเวลาหาเช่าบ้านพักอาศัยในเมืองหลวง
ตัวเขาและสหายสนิทได้นัดแนะตระเตรียมการกันไว้ดิบดีแล้ว จึงไม่อาจปล่อยให้เนิ่นช้าจนเสียฤกษ์ยามได้
หลังจากส่งโจวอวี้เอ๋อร์ถึงเรือนตระกูลสวีเรียบร้อย โจวสวินก็รีบไปสมทบกับสหายเพื่อออกเดินทางทันที
โจวอวี้เอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเล็กที่มารดาของโจวสวินให้กำเนิดยามอายุล่วงเข้าวัยสามสิบกว่าปีแล้ว นางจึงมีอายุน้อยกว่าสวีหมิ่นรั่วอยู่เล็กน้อย รูปร่างหน้าตาดูบอบบางกะทัดรัดน่าทะนุถนอมยิ่งนัก
เด็กคนนี้เป็นคนรู้ความและว่าง่ายอย่างยิ่ง สั่งให้ทำสิ่งใดก็น้อมรับทำตามแต่โดยดี
คงเป็นเพราะตระหนักดีว่าตนเองต้องมาอาศัยใบบุญผู้อื่นอยู่ จึงไม่เคยทำตัวงอแงหรือก่อเรื่องวุ่นวายเลยแม้แต่น้อย
อันหนิงมองเด็กสาวคนนี้ทีไรก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูจนใจอ่อนยวบ และตั้งใจว่าจะต้องดีกับนางให้มากยิ่งขึ้น
สวีหมิ่นรั่วเองก็ถูกชะตาโจวอวี้เอ๋อร์มากเช่นกัน มักจะจูงมือนางพากันออกไปวิ่งเล่นอยู่บ่อยครั้ง
แม้แต่หลานเจี่ยเอ๋อร์ก็ยังหอบหิ้วบทเรียนมานั่งคัดอักษรและชวนโจวอวี้เอ๋อร์พูดคุยเป็นเพื่อน
เพียงไม่กี่วันผ่านไป โจวอวี้เอ๋อร์ก็เริ่มคุ้นเคยกับทุกคนและทุกสิ่งในบ้านตระกูลสวีเป็นอย่างดี
นิสัยใจคอของนางจึงเริ่มร่าเริงแจ่มใสขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่ออันหนิงจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของโจวอวี้เอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว เธอก็เรียกทุกคนในบ้านมาประชุมร่วมกัน ตั้งแต่ท่านปู่ท่านย่าไปจนถึงหลานเจี่ยเอ๋อร์และอิงเกอเอ๋อร์ ว่านับจากนี้เป็นต้นไปห้ามผู้ใดเอ่ยถึงสวีเอ้อร์หยาอีกเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะมาถามสิ่งใด ก็ให้ยืนยันคำเดิมว่าครอบครัวสายรองของตระกูลสวีมีบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น
เธอไม่เพียงแต่กำชับคนในบ้านของตนเองเท่านั้น ทว่าฝั่งของสวีจื้อหย่งกับเฟิงซื่อ รวมถึงบ้านของสวีจื้อฉิน อันหนิงก็พูดคุยตกลงเรียบร้อยแล้ว อย่างไรเสียทั้งสามเรือนจะต้องใช้คำพูดเดียวกัน และห้ามหลุดปากถึงสวีเอ้อร์หยาแม้แต่ครึ่งคำ
ส่วนชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น คนในตระกูลสวีสายเดียวกันล้วนถูกผู้อาวุโสในตระกูลตักเตือนสั่งห้ามไว้แล้ว ส่วนชาวบ้านต่างตระกูลเมื่อนึกถึงเรื่องราวชั่วช้าสารเลวที่สวีเอ้อร์หยาก่อไว้ ต่างก็พากันส่ายหน้าและไม่อยากจะเอ่ยถึงให้เสนียดปากอีก
พวกเขายังนึกหวาดหวั่นใจว่าในภายภาคหน้าหากสวีเอ้อร์หยาไปก่อเรื่องราวร้ายแรงจนเกินจะเยียวยา จะพลอยทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องรับเคราะห์ไปด้วย
ด้วยตระหนักดีว่าในยุคโบราณเช่นนี้ มีโทษทัณฑ์ร้ายแรงอย่างการลงทัณฑ์ร่วมรับผิดลามไปถึงผู้ใกล้ชิดอยู่ด้วย
หลังจากอันหนิงจัดการปัญหาของสวีเอ้อร์หยาเสร็จสิ้น ทางฝั่งท่านปู่ก็จับมือกับสวีจื้อหย่งและสวีจื้อฉินช่วยกันก่อสร้างกำแพงทำความร้อนในบ้านจนสำเร็จเรียบร้อย
อันหนิงสั่งให้หลิวเป่าพาลูกชายทั้งสองคนคอยจุดเตาไฟทิ้งไว้สองสามวัน เพื่ออุ่นกำแพงทำความร้อนให้แห้งสนิท
ในช่วงไม่กี่วันที่จุดไฟนั้น ภายในห้องกลับอบอ้าวเสียจนท่านปู่และท่านย่าต้องไปรื้อค้นเสื้อผ้าตัวบางของฤดูร้อนออกมาสวมใส่
อิงเกอเอ๋อร์ร้อนจนแทบอยากจะเปลื้องผ้าล่อนจ้อน ส่วนหมิ่นรั่วและโจวอวี้เอ๋อร์ก็ร้อนจนต้องกระดกน้ำชาดับกระหายไม่หยุด
จวบจนกระทั่งดับไฟไปแล้ว ทว่าไอความร้อนที่หลงเหลืออยู่ภายในกำแพงก็ยังคงแผ่ซ่านออกมา ทำให้ภายในห้องอบอุ่นราวกับอยู่ในฤดูใบไม้ผลิไม่มีผิด
สวีหมิ่นรั่วแสดงอาการดีอกดีใจเป็นพิเศษ
เนื่องจากนางเป็นคนธาตุเย็นทนหนาวไม่ไหว ในช่วงฤดูหนาวของปีก่อนๆ นางต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่งนัก ยามค่ำคืนนอนหลับสวมกอดความหนาวเหน็บจนมือเท้าเย็นเฉียบ กลางวันยังต้องซักผ้าหุงหาอาหาร จนนิ้วมือแดงเป่งอักเสบราวกับหัวไชเท้า
ทว่าตอนนี้ในห้องของนางมีกำแพงทำความร้อนตั้งอยู่ ขอเพียงแค่คอยเติมฟืนเข้าไป ห้องก็อบอุ่นขึ้นมาทันตา ซ้ำยังไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำอาหารอีก ฤดูหนาวปีนี้เพียงแค่คิดก็รู้แล้วว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุด
ร่างกายของโจวอวี้เอ๋อร์ไม่ค่อยแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังเป็นคนกลัวความหนาวเย็น ในปีก่อนๆโจวสวินไม่อาจเจียดเวลามาดูแลนางได้มากเท่าไรนัก ในทางกลับกันนางยังต้องคอยหาทางปรนนิบัติดูแลพี่ชายอีกด้วย ฤดูหนาวในอดีตจึงผ่านไปอย่างยากลำบาก ตอนนี้เมื่อได้มาอยู่ตระกูลสวีและรู้ว่าจะได้ผ่านพ้นหน้าหนาวอันอบอุ่น ในใจของนางก็พลันปลอดโปร่งโล่งสบาย โจวอวี้เอ๋อร์ตั้งใจว่าจะอาศัยช่วงเวลาในฤดูหนาวนี้ฟื้นฟูบำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม
สวีหมิ่นรั่วมีพรสวรรค์ในด้านการทำอาหาร ทว่ากับงานเย็บปักถักร้อยนั้นนางกลับไม่เอาถ่านเลยจริงๆ
นางคอยร่ำเรียนกับอันหนิงอยู่เนิ่นนาน อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไปและปักลวดลายดอกไม้ใบหญ้าแบบง่ายๆเท่านั้น
ในภายหลังตัวนางเองก็ตระหนักได้ว่าคงไร้ฝีมือทางด้านนี้ จึงเบนความสนใจทั้งหมดมาที่การทำครัว วันๆเอาแต่ครุ่นคิดประดิษฐ์ขนมกินเล่นหรือคิดค้นรายการอาหารแปลกใหม่ไม่ซ้ำวัน
ทว่าโจวอวี้เอ๋อร์กลับมีลักษณะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
นางไม่มีความสนใจในการทำอาหารเลยแม้แต่น้อย แต่กลับชมชอบงานเย็บปักถักร้อยเป็นชีวิตจิตใจ
ตอนที่อันหนิงนั่งปักผ้า นางก็จะคอยนั่งเท้าคางมองอยู่ข้างๆ ดวงตาคู่สวยทอประกายระยิบระยับด้วยความตื่นตาตื่นใจ
หลังจากเฝ้ามองอยู่สองสามวัน อันหนิงจึงเอ่ยปากถามว่าอยากจะเรียนรู้บ้างหรือไม่
โจวอวี้เอ๋อร์อุทานด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “พี่สะใภ้... ข้า ข้าก็เรียนได้หรือเจ้าคะ”
อันหนิงพยักหน้า “ย่อมได้สิ หากเจ้ามีใจรักจริงๆ ข้าจะช่วยสอนให้”
“เจ้าค่ะ ข้าอยากเรียน”
โจวอวี้เอ๋อร์รีบผงกศีรษะรับคำอย่างกระตือรือร้น
หลังจากนั้น อันหนิงก็เริ่มถ่ายทอดวิชาเย็บปักถักร้อยให้แก่โจวอวี้เอ๋อร์
โจวอวี้เอ๋อร์มีพรสวรรค์ทางด้านนี้อย่างแท้จริง หลังจากเรียนกับอันหนิงได้ไม่นานก็จับจุดจนสามารถปักลวดลายดอกไม้ที่งดงามออกมาได้สำเร็จ
ครั้นเมื่อเริ่มชำนาญขึ้นมาบ้างแล้ว นางก็อุทิศเวลาส่วนใหญ่ไปกับการตัดเย็บข้าวของเครื่องใช้เพื่อส่งไปให้โจวสวิน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า ถุงใส่พัด รวมไปถึงถุงหอมลวดลายประณีต
ครั้นทำสิ่งของเหล่านั้นเสร็จสิ้นแล้ว โจวอวี้เอ๋อร์ก็จัดแจงห่อพัสดุและเขียนจดหมายอีกหนึ่งฉบับ ฝากฝังให้กองคาราวานพ่อค้าที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงช่วยนำไปส่งให้ถึงมือโจวสวิน
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อันหนิงก็รับงานเข้ามาทำมากมาย เวลาในแต่ละวันของเธอจึงถูกจัดสรรไว้อย่างแน่นขนัด
เธอไม่เพียงแต่ต้องสั่งสอนให้เด็กๆเล่าเรียนเขียนอ่านหนังสือเท่านั้น ทว่ายังต้องสอนพวกเด็กผู้หญิงเย็บปักถักร้อยรวมไปถึงวิชาทำครัว นอกเหนือจากนี้แล้ว ในใจของอันหนิงยังคงขบคิดแผนการใหญ่ประการหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
นั่นคือจะทำเช่นไรจึงจะสามารถนำพาทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวกวนก้าวไปสู่ความมั่งคั่งและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้
ตอนนี้ตระกูลสวีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ถือเป็นครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆในหมู่บ้านเสี่ยวกวน มิหนำซ้ำยังมีโจวสวินเป็นที่พึ่งพิงคุ้มหัว แม้ชาวบ้านคนอื่นๆจะนึกอิจฉาริษยาอยู่บ้าง และบางครั้งบางคราอาจมีคำพูดจาเหน็บแนมหลุดออกมา ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย
แต่อันหนิงย่อมรู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น หากเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานเข้า ตระกูลสวีนับวันมีแต่จะยิ่งทวีความร่ำรวยขยายใหญ่โตขึ้น ในขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านยังคงยากจนข้นแค้นเช่นเดิม ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุเภทภัยหรือความขัดแย้งต่างๆตามมา
ไม่ต้องเอ่ยถึงคนนอกเลย ลำพังเพียงครอบครัวสายรองและสายสามก็คงไม่พ้นต้องก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาแน่
แม้ตัวอันหนิงจะไม่นึกเกรงกลัวการเกิดเรื่องราว แต่สิ่งที่เธอเป็นกังวลก็คือมันจะส่งผลกระทบไปถึงอิงเกอร์เอ๋อร์
อย่างไรเสียสังคมในยุคนี้ก็เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับระบบเครือญาติและสายตระกูล ผู้คนล้วนยึดมั่นในเรื่องร่วมตระกูลร่วมแซ่ ทั้งยังให้เกียรติในน้ำใจของคนบ้านเดียวกัน หากตระกูลสวีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เลิศเลอเกินไป แต่กลับใจดำไม่ยอมหยิบยื่นมือเข้าช่วยเหลือเกื้อกูลคนในหมู่บ้านเลยสักนิด ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนินทาว่าร้ายด้วยถ้อยคำเสื่อมเสีย และเมื่อถึงเวลานั้น ผลกระทบอันใหญ่หลวงย่อมตกมาอยู่บนตัวของลูกชายของเธออย่างแน่นอน
อันหนิงจึงคิดจะฉุดดึงให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลืมตาอ้าปากขึ้นมาพร้อมๆกัน เมื่อทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ต่อให้ตระกูลสวีจะมีความพิเศษโดดเด่นกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง ผู้คนก็ย่อมไม่นึกอคติหรือมีความคิดในแง่ลบ
เธอเพียรพยายามครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน จนเกิดไอเดียต่างๆขึ้นมามากมาย ทว่าความคิดเหล่านั้นส่วนใหญ่กลับไม่สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสังคมยุคโบราณได้เลย
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า
หากเป็นในยุคปัจจุบันจะมีผู้ใดมานั่งเย็บเสื้อผ้าใส่เองกันเล่า? ทุกคนต่างก็เลือกซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันทั้งสิ้น การเปิดโรงงานเย็บผ้าหรือธุรกิจทำนองนั้น ขอเพียงสร้างชื่อเสียงของตรายี่ห้อให้เป็นที่รู้จักย่อมสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำแน่นอน
ทว่าในยุคโบราณกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เครื่องนุ่งห่มของคนโบราณล้วนตัดเย็บกันเองภายในครอบครัว หรือแม้กระทั่งหลายๆครัวเรือนก็ไม่ได้พึ่งพาการซื้อหาผ้าผ่อนด้วยซ้ำ พวกเขาต่างปั่นด้ายและทอผ้าใช้เองในบ้าน ดังนั้นการจะเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่นี่จึงเป็นหนทางที่ไม่มีวันสำเร็จได้เลย
ส่วนการเปิดร้านเครื่องเงินเครื่องทอง แม้จะเป็นกิจการที่ดี ทว่ามันกลับไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านเสี่ยวกวน
อันหนิงยังเคยคิดไปถึงเรื่องการปรุงเครื่องประทินผิวและน้ำอบน้ำปรุง
แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกทีเธอก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจไป
เช่นเดียวกับเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องประทินผิวของพวกตระกูลใหญ่โตมักจะปรุงขึ้นใช้เองภายในจวน หรือโดยทั่วไปตระกูลผู้ลากมากดีเหล่านั้นต่างก็มีร้านค้าเครื่องหอมเครื่องประทินผิวเป็นของตนเองอยู่แล้ว
ส่วนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปแม้จะเลือกซื้อหาเครื่องประทินผิวจากภายนอก ทว่าราคาค่างวดของมันกลับถูกแสนถูกจนแทบไม่เห็นกำไร
อันหนิงย่อมไม่อยากเอาตัวเข้าแลกกับการทำธุรกิจที่ต้องลงแรงไปมากมายแต่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเช่นนี้
หลังจากคิดกลับไปกลับมา เธอจึงตัดสินใจเลือกเริ่มต้นจากข้าวของเครื่องใช้เล็กๆน้อยๆที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอก็คือ ซีอิ๊วและน้ำส้มสายชู และอีกสิ่งหนึ่งก็คือพวกเข็มและด้ายที่สตรีจำเป็นต้องใช้ในการทำงานฝีมือ
อันหนิงใช้เวลาคำนวณวางแผนอยู่สองสามวัน จนสามารถเขียนตำรับวิธีทำออกมาได้สำเร็จ นอกจากนี้ เธอยังเริ่มศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเข็มอีกด้วย
เมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไปได้ครึ่งหนึ่ง อันหนิงจึงขอร้องให้ท่านปู่ช่วยไปตามตัวสวีจื้อหย่งและสวีจื้อฉินมาพบที่เรือน
เธอยังกำชับเป็นพิเศษให้ภรรยาของหลิวเป่าตระเตรียมสำรับอาหารรสเลิศไว้ต้อนรับ
ตอนนี้หลิวชุนเหมยและสวีหมิ่นรั่วพากันนำพาเด็กๆไปนั่งเล่นสนุกสนานกันอยู่ในห้องของหมิ่นรั่ว ส่วนอันหนิง ท่านย่า และท่านปู่นั่งล้อมวงร่วมโต๊ะกันอยู่ด้านนอก
เมื่อสวีจื้อหย่งและสวีจื้อฉินเดินทางมาถึง อันหนิงก็รีบส่งถ้วยน้ำชาอุ่นๆให้แก่คนทั้งสองในทันที เพื่อให้ร่างกายของพวกเขาได้คลายความหนาวเหน็บ จากนั้นเธอจึงเปิดประเด็นเอ่ยถามขึ้นว่า “น้องรอง น้องสาม พวกเจ้ามีแผนการสำหรับวันข้างหน้าอย่างไรบ้างหรือ?”
สวีจื้อหย่งและสวีจื้อฉินต่างพากันชะงักงันไปเล็กน้อย
สวีจื้อหย่งเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการขยันรับงานลงแรงให้มากขึ้นขอรับ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดมิดผืนดินจับตัวเป็นน้ำแข็ง งานการข้างนอกก็ไม่ค่อยจะมี ข้าจึงคิดว่าจะประทังชีวิตให้ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปก่อน รอจนกระทั่งถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจึงค่อยออกไปหางานทำข้างนอกต่อ”
สวีจื้อฉินเอ่ยเสริมว่า “ส่วนข้า... ข้าตั้งใจว่าจะมุ่งมั่นทำไร่ทำนาให้ดี ยามว่างเว้นจากการเกษตรก็ค่อยไปรับจ้างทำงานจิปาถะทั่วไปขอรับ”
ท่านปู่ได้ยินคำตอบเหล่านั้นก็เอาแต่นิ่งเงียบงันไปเป็นเวลานาน
อันหนิงคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “สิ่งที่น้องรองและน้องสามกล่าวมานั้นนับว่าเป็นหนทางที่มั่นคงปลอดภัยดีอยู่หรอก ทว่าการทำเช่นนี้แม้จะไม่ต้องทนอดอยากหิวโหย แต่หากคิดจะสร้างฐานะให้มั่งคั่งร่ำรวยลืมตาอ้าปากได้นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตัวน้องรองเองก็ยังมีโกวเซิง ส่วนน้องสามก็มีบุตรอีกถึงสองคน หรือว่าพวกเจ้าอยากจะให้พวกเด็กๆต้องคอยเดินตามรอยเท้าของพวกเจ้า ตรากตรำทำไร่ทำนาและเป็นแรงงานรับจ้างไปชั่วชีวิต โดยไม่คิดจะส่งเสียให้พวกเขาได้เข้าสถานศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านหนังสือเลยหรือ?”
สิ้นประโยคคำถามขยี้ใจนั้น ขอบตาของสวีจื้อหย่งก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมาก่อนใครเพื่อน
“ขอบพระคุณท่านพี่สะใภ้ใหญ่ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยพวกเราขอรับ ข้า... ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเฟิงซื่อจะแอบนำเงินทองที่ข้าใช้หยาดเหงื่อแรงกายหามาได้ตลอดหลายปีไปจุนเจือให้แก่บ้านเดิมของนางจนหมดสิ้น จนทำให้ยามนี้บ้านของข้ามีสภาพยากจนข้นแค้นเหลือเพียงสี่ด้านกำแพงเปล่าเปลี่ยว ต่อให้ข้ามีใจอยากจะส่งโกวเซิงไปเล่าเรียนเขียนอ่านเพียงใด ยามนี้ก็สิ้นไร้กำลังความสามารถ ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานให้มากขึ้น รอจนกว่าจะเก็บหอมรอมริบเงินทองได้เพียงพอแล้วค่อยว่ากันอีกทีขอรับ”
ส่วนสวีจื้อฉินได้แต่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบกริบ ไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมา
อันหนิงจึงเอ่ยสืบไปว่า “ข้ามีตำรับและวิธีการทำสิ่งของอยู่ประการหนึ่ง อยากจะให้น้องรองและน้องสามมาร่วมมือทำด้วยกัน ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะยินดีหรือไม่?”
“ตำรับอะไรหรือขอรับ?”