เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 445 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (32)

บทที่ 445 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (32)

บทที่ 445 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (32)


ยิ่งคิดทบทวนจนกระจ่างแจ้งมากเท่าไร สวีหมิ่นรั่วก็ยิ่งรู้สึกราวกับมีไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของกระดูกมากเท่านั้น

สวีเอ้อร์หยาน่ากลัวเกินไปแล้ว น่ากลัวเกินไปจริงๆ

เพียงสวีหมิ่นรั่วคิดว่าตนเองเป็นพี่น้องและต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีจิตใจราวกับอสรพิษเช่นนี้มานานหลายปี ร่างกายก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

คิดไม่ถึงเลยว่าสวีเอ้อร์หยาจะทำเพื่อแยกบ้านเท่านั้น นางไม่เพียงปิดบังคนในบ้านเรื่องที่ตนเองมีเงิน แต่ถึงขั้นลงมือหักขาของบิดาแท้ๆ เพียงเพื่อผลักไสชื่อเสียงอันไร้ความเมตตาไปให้แก่เรือนใหญ่ รวมถึงท่านปู่และท่านย่าในยามที่แยกบ้านกัน

ยังดีที่...

สวีหมิ่นรั่วคิดในใจ ยังดีที่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านปู่ท่านย่าไม่ได้เห็นแก่ตัวเหมือนอย่างสวีเอ้อร์หยา

พวกเขานอกจากจะไม่ยอมแยกบ้านในตอนแรกแล้ว ในทางกลับกันยังยอมเสียทั้งเงินและแรงกายเพื่อช่วยรักษาอาการป่วยของสวีจื้อหย่ง จนกระทั่งได้ล่วงรู้ธาตุแท้ของสวีเอ้อร์หยา จึงได้ตัดใจแยกบ้านกันในที่สุด

ทว่าต่อให้แยกบ้านไปแล้ว อันหนิงก็ยังคงซื้อยาให้สวีจื้อหย่งอยู่ตลอด ไม่เคยปล่อยให้เขาขาดยาเลยสักครั้ง

สวีเอ้อร์หยาหวังจะเอาเปรียบแต่กลับต้องขาดทุนย่อยยับ นางย่อมต้องเคียดแค้นถึงที่สุด ประกอบกับรู้ว่าความเป็นอยู่ของเรือนใหญ่เริ่มลืมตาอ้าปากได้ ด้วยความริษยาที่จุกอก ทำให้นางคิดจะเอาชีวิตของทุกคนในเรือนใหญ่

สิ่งที่ทำให้สวีหมิ่นรั่วรู้สึกสะท้านใจที่สุดก็คือ คนที่อาศัยอยู่ทางฝั่งเรือนใหญ่นี้ไม่ได้มีเพียงท่านปู่ท่านย่าเท่านั้น แต่ยังมีนางรวมอยู่ด้วยอีกคน

นางเป็นถึงพี่สาวร่วมสายโลหิตของสวีเอ้อร์หยาเชียวนะ ตอนที่สวีเอ้อร์หยาถูกทุบตีจนลุกจากเตียงไม่ไหว ก็เป็นนางที่คอยดูแลมาตลอด เวลาที่สวีเอ้อร์หยาต้องอดอยากหิวโหย ก็เป็นนางที่เจียดแผ่นแป้งของตนเองแบ่งให้สวีเอ้อร์หยาจนรอดตายมาได้

ทว่ายามนี้สวีเอ้อร์หยากลับไม่คำนึงถึงความผูกพันฉันพี่น้องเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดต้องการขับไสนางไปสู่ความตาย

เริ่มจากบิดาแท้ๆ ถัดมาก็พี่สาวแท้ๆ สวีเอ้อร์หยาทำร้ายคนในครอบครัวไปทีละคน คนที่ไร้ความปรานีและแห้งแล้งน้ำใจเช่นนาง ช่างทำให้ผู้คนไม่กล้าไปข้องแวะด้วยจริงๆ

เมื่อสวีหมิ่นรั่วนึกถึงเรื่องที่สวีเอ้อร์หยาถูกขับออกจากตระกูล นางก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ดีแล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปย่อมดีแล้ว จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งตระกูลในภายภาคหน้า

นางเรียบเรียงลำดับเรื่องราวทั้งหมดจนเข้าใจแจ่มแจ้ง จึงเงยหน้าขึ้นมองหญิงชรา “ท่านย่า ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ข้าคิดตกแล้วเจ้าค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

อันหนิงช่วยจัดแต่งเส้นผมให้สวีหมิ่นรั่วเบาๆ “รีบกลับไปเถอะ”

รอจนกระทั่งสวีหมิ่นรั่วเดินจากไป อันหนิงจึงหันไปพูดกับหญิงชรา “ท่านแม่ พวกเราต้องรีบลบร่องรอยการอยู่อาศัยของเอ้อร์หยาออกไปให้เร็วที่สุด ทางทะเบียนราษฎร์ก็ต้องคัดชื่อของนางออกไปด้วย สรุปสั้นๆคือให้ทำราวกับว่าตระกูลสวีของเราไม่เคยมีคนคนนี้มาก่อน หลังจากนี้ห้ามใครเอ่ยถึงนางอีกเป็นอันขาด”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

หญิงชราไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง

อันหนิงจึงเอ่ยว่า “เอ้อร์หยาใจกล้าบ้าบิ่น เรื่องอะไรก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น ในใจของนางไม่มีขอบเขตของศีลธรรมอยู่เลย ต่อไปไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องที่นำความเดือดร้อนมาสู่คนทั้งบ้านอีกมากเท่าไร หากวันข้างหน้านางไปก่อภัยพิบัติร้ายแรงคอขาดบาดตายขึ้นมา ลำพังเพียงการขับออกจากตระกูลอาจจะยังไม่พอ พวกเราอาจจะต้องพลอยติดร่างแหไปติดคุกติดตาราง หรือถึงขั้นโดนประหารล้างตระกูลไปด้วย”

หญิงชราตกใจจนหน้าถอดสี “ไม่... ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง นางก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง”

อันหนิงยิ้มหยัน “เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆงั้นหรือ บ้านไหนกันที่เด็กอายุเท่านี้จะกล้าหักขาบิดาแท้ๆ และหมายจะเอาชีวิตของปู่ย่าบังเกิดเกล้าได้”

หญิงชราพลันเงียบเสียงลงทันที

“ท่านแม่ เรื่องนี้พวกเราต้องรอบคอบให้มาก ท่านลองกลับไปปรึกษากับท่านพ่อดูเถิด ในใจของข้ารู้สึกไม่สงบอยู่ตลอด รู้สึกราวกับว่าเอ้อร์หยาจะยังไปก่อเรื่องใหญ่อีกแน่ๆ”

อันหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเนิบนาบกับหญิงชรา หญิงชราจึงค่อยๆคล้อยตามและรับฟัง

หลังจากหญิงชรากลับเข้าห้องไปแล้ว อันหนิงก็นอนลงบนเตียงและเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องของสวีเอ้อร์หยา

หากเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป อันหนิงคงจะไม่นึกกังวลใจเลยแม้แต่น้อย

ทว่าสวีเอ้อร์หยาคนนี้ดันเป็นสตรีที่ทะลุมิติมา มิหนำซ้ำยังเป็นคนที่จิตใจดำ มือไม้โหดเหี้ยม ทั้งยังไม่มีความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของยุคโบราณเลยสักนิด วันข้างหน้าเธอยังไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกเท่าไร

ในชาติภพก่อนของร่างเดิม สวีเอ้อร์หยาได้ทำลายล้างครอบครัวของร่างเดิมจนพินาศ หลังจากนั้นเธอจึงค่อยๆทำความเข้าใจในกฎการเอาชีวิตรอดของยุคโบราณ และยอมสงบเสงี่ยมอารมณ์ลงในที่สุด

ในชาติภพนั้นเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย จึงไม่คิดจะดิ้นรนหาเรื่องเดือดร้อนหรือสร้างความวุ่นวายอีก

ทว่าตอนนี้กลับไม่เหมือนกัน

เวลานี้ความเป็นอยู่ของสวีเอ้อร์หยาเรียกได้ว่าย่ำแย่เหลือทน

ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงจะฉาวโฉ่จนย่อยยับ แต่ยังถูกขับออกจากบ้าน แม้แต่หมู่บ้านก็ยังกลับไปไม่ได้ เธอตกที่นั่งลำบากถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีทางอยู่เฉยและต้องหาทางก่อเรื่องขึ้นมาแน่

อันหนิงนึกหวั่นใจว่าสวีเอ้อร์หยาจะไปช่วยชีวิตคนที่ไม่ควรช่วย หรือพูดจาในสิ่งที่ไม่ควรพูด เพราะในสังคมที่อำนาจจักรพรรดิอยู่เหนือสิ่งอื่นใดเช่นนี้ การกระทำเหล่านั้นอาจนำพาโทษทัณฑ์ประหารล้างตระกูลมาให้ได้ง่ายๆ

ความกังวลของอันหนิงนี้ หลังจากหญิงชรากลับเข้าห้องไปแล้วก็เก็บเอาไปคิดทบทวนเช่นกัน

นางจึงนำความล่วงรู้เหล่านี้ไปปรึกษากับชายชรา

ชายชรานิ่งคิดไปเป็นครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “โบราณว่าไว้ มีภรรยาดีสามีจะไร้ภัย มีสะใภ้ดีย่อมรุ่งเรืองไปสามชั่วอายุคน คำกล่าวนี้ไม่มีสิ่งใดเท็จเลยสักนิด สะใภ้ใหญ่มีคุณธรรมน้ำใจงาม อีกทั้งยังเฉลียวฉลาด รอบคอบมองการณ์ไกลยิ่งนัก”

นั่นเท่ากับว่าชายชรายอมรับแล้วว่าสิ่งที่อันหนิงวิเคราะห์มานั้นถูกต้อง

ครั้นรุ่งเช้าเมื่อลุกจากเตียง ชายชราก็พกเงินจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปหาโจวสวินทันที

ตอนนี้โจวสวินมีตำแหน่งเป็นถึงบัณฑิตจวี่เหริน มีทำเนียบขุนนางคุ้มหัว ย่อมดำเนินการพูดคุยกับทางที่ว่าการอำเภอได้สะดวกกว่า

ชายชราจึงขอร้องให้โจวสวินช่วยเป็นหูเป็นตา ไปดำเนินการคัดชื่อของสวีเอ้อร์หยาออกจากทะเบียนราษฎร์ที่ที่ว่าการ

โจวสวินเองก็ทราบเรื่องราวของตระกูลสวีเมื่อวานนี้มาบ้างแล้ว เขาเห็นพ้องกับการตัดสินใจของชายชราอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ช่วยคัดชื่อของสวีเอ้อร์ห ยาออกจากทะเบียนราษฎร์ให้เท่านั้น แต่ยังไหว้วานให้เจ้าหน้าที่เสมียนช่วยแก้ไขบันทึกเก่าก่อนของหมู่บ้านเสี่ยวกวนทั้งหมด พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนจำนวนประชากรของตระกูลสวีให้ถูกต้อง

เมื่อเสร็จสิ้นธุระจากที่ว่าการ ชายชราหมายใจจะเลี้ยงสุราเพื่อแสดงความขอบคุณ โจวสวินพยายามบ่ายเบี่ยงปฏิเสธอยู่หลายคราแต่ก็ทานทนความหวังดีไม่ไหว จึงร่วมเดินทางไปกินข้าวที่เหลาอาหารกับชายชรา ทว่าก่อนจะแยกย้าย โจวสวินกลับชิงเดินไปจ่ายเงินค่าอาหารเอาไว้ล่วงหน้าเสียก่อนแล้ว

ชายชราไม่คิดจะแย่งจ่ายเงินแข่งกับโจวสวินให้เสียมารยาท ก่อนจากกันเขาจึงเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีความทะเยอทะยานและเปี่ยมด้วยปณิธานอันแรงกล้า ย่อมต้องเข้าร่วมการสอบแข่งขันในเมืองหลวงปีหน้าเป็นแน่ การเดินทางไปเมืองหลวงหนทางแสนไกล ค่าใช้จ่ายระหว่างทางคงไม่ใช่น้อยๆ เงินทองในมือเจ้ามีเพียงพอหรือไม่ แล้วทางบ้านจัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง หากมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจสิ่งใดจงบอกพวกเราเถิด ลูกชายคนโตของข้าก็จากไปแล้ว ข้าเอง... วันข้างหน้าจะเอ็นดูเจ้าดั่งลูกหลานในไส้ มีเรื่องอันใดอย่าได้ปกปิดกัน”

วาจาเหล่านี้ของชายชราช่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความจริงใจยิ่งนัก โจวสวินฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก

“ท่านลุง ยามนี้เงินทองในมือข้ายังพอมีอยู่บ้าง เพียงพอสำหรับการเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงขอรับ เพียงแต่ที่บ้านยังมีน้องสาวอยู่อีกคน การไปเมืองหลวงครั้งนี้คงต้องใช้เวลานานแรมปี ข้าเกรงว่าจะดูแลนางได้ไม่ทั่วถึง หากท่านลุงและท่านป้าพอมีเวลาว่าง ข้าใคร่ขอความเมตตาช่วยเหลือนางสักเล็กน้อยขอรับ”

“เรื่องเล็กน้อยเท่านี้เอง เจ้าตั้งใจไปเถอะ หากน้องสาวของเจ้ายินยอม ก็ให้มาอาศัยและกินอยู่ร่วมกับพวกเราเสียเลย อย่างไรเสียพวกเราย่อมดูแลนางให้เป็นอย่างดีแน่นอน”

โจวสวินซาบซึ้งใจจนหาที่สุดมิได้

อันที่จริงเขาตั้งใจจะพาน้องสาวร่วมเดินทางเข้าเมืองหลวงไปด้วยกัน ทว่าในช่วงไม่กี่วันมานี้ โจวอวี้เอ๋อร์ผู้เป็นน้องสาวกลับล้มป่วยลงออดๆแอดๆ แม้จะหายดีแล้วแต่ร่างกายยังคงอ่อนแอระโหยโรยแรง ย่อมไม่สามารถทนทานต่อความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลเช่นนั้นได้

ตระกูลโจวเองก็ไม่มีญาติสนิทชิดเชื้อที่ไหนอีก โจวสวินไม่กล้าพาน้องสาวไปตกระกำลำมาก แต่ครั้นจะฝากฝังไว้กับใครก็ไม่มี เขาคิดไม่ตกกับปัญหานี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ประจวบเหมาะกับที่ชายชราเอ่ยปากมาเช่นนั้น เพื่อความปลอดภัยของน้องสาว เขาจึงได้แต่ต้องบากหน้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลืออย่างไม่มีทางเลือก

หลังจากแยกกับโจวสวิน ชายชราก็เดินทางกลับบ้าน ทันทีที่ถึงเรือน เขาก็นำเรื่องผลการดำเนินการที่ที่ว่าการและเรื่องน้องสาวของโจวสวินไปเล่าให้อันหนิงฟัง

อันหนิงระบายรอยยิ้มพลางพยักหน้ารับปากว่าจะคอยดูแลเด็กสาวคนนั้นให้เป็นอย่างดี จากนั้นในหัวก็เริ่มคิดทบทวนว่า ในชาติภพก่อนของร่างเดิมนั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าโจวสวินมีน้องสาวอยู่ด้วย

เมื่อนางลองตรึกตรองดูอย่างละเอียดก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง ในชาติภพก่อนของร่างเดิมนั้นไม่ได้มีโอกาสพบเจอและมีปฏิสัมพันธ์กับโจวสวินเลย ส่วนสวีเอ้อร์หยาที่ได้พบเขาในภายหลังและเกาะแข้งเกาะขาพึ่งพิงอำนาจบารมีของเขานั้น ก็เป็นช่วงที่โจวสวินสอบได้ตำแหน่งบัณฑิตจิ้นซื่อไปแล้ว คาดว่าในเวลานั้นน้องสาวของเขาคงจะสิ้นลมหายใจไปนานแล้วกระมัง

น้องสาวของโจวสวินน่าจะเสียชีวิตในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับปัจจุบันนี้เอง

ลองคิดดูเถิด ตอนที่โจวสวินไม่มีผู้ใดให้พึ่งพาฝากฝัง ย่อมจำใจต้องพาน้องสาวร่วมเดินทางเข้าเมืองหลวงไปด้วย เด็กสาวตัวเล็กๆที่ร่างกายอ่อนแอทุนเดิมไม่ดีอยู่แล้ว ต้องไปเผชิญความยากลำบากค่ำไหนนอนนั่น ยามล้มป่วยระหว่างทางบางครั้งก็ไม่สามารถตามหาหมอมารักษาได้ ทันทีที่อาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ เกรงว่าเพียงแค่ไข้หวัดเล็กๆน้อยๆก็คงคร่าชีวิตนางไปได้อย่างง่ายดาย

อันหนิงคิดคำนวณสิ่งต่างๆ พลางเอ่ยปากเรียกหลิวเป่าให้ไปช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูและจัดเตรียมห้องหับไว้ห้องหนึ่ง เพื่อรอคอยให้โจวอวี้เอ๋อร์ย้ายเข้ามาพำนักอาศัย

จบบทที่ บทที่ 445 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (32)

คัดลอกลิงก์แล้ว