- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 444 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (31)
บทที่ 444 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (31)
บทที่ 444 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (31)
"โถ... ลูกแม่"
ฮูหยินเฒ่าสวีได้ยินคำมั่นสัญญาของโจวสวินก็กั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พลางปล่อยโฮออกมาอีกระลอกใหญ่
พอเห็นหญิงชราร่ำไห้ โจวสวินก็พลอยสะเทือนใจจนเกือบจะร้องไห้ตามไปด้วย
ท่านผู้เฒ่าขอบตาร้อนผ่าว ยื่นมือไปพยุงโจวสวินให้ลุกขึ้น "เจ้ามีน้ำใจเช่นนี้พวกเราก็ซาบซึ้งนัก เพียงแต่... เรื่องราวจะจัดการเช่นนั้นมิได้หรอก"
หญิงชราเช็ดน้ำตาพลางโบกมือปฏิเสธ "เจ้าใหญ่ของบ้านเราเห็นเจ้าเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ในสถานการณ์คับขันเช่นนั้นเขาเสี่ยงชีวิตช่วยชีวิตเจ้าก็เป็นเรื่องที่ควรทำแล้ว... วันหน้าวันหลังเจ้าอย่าได้คิดมาก และอย่าเอาแต่คิดว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณพวกเราอีกเลย"
ทว่า ยิ่งคนตระกูลสวีแสดงท่าทีเข้าใจอะลุ่มอล่วยและมีเหตุผลมากเท่าใด ในใจของโจวสวินก็ยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์และคิดว่าตนเองเป็นหนี้ตระกูลนี้มากเท่านั้น
เขาไม่ได้ติดค้างเพียงแค่หนี้ชีวิตที่สวี่จื้อเหวินเคยช่วยไว้ แต่ยังติดค้างหนี้บุญคุณที่อันหนิงเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีกด้วย
หากยามนั้นสวี่จื้อเหวินไม่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเขาไว้ ตัวเขาคงกลายเป็นศพไปตั้งนานแล้ว และหากอันหนิงไม่หยิบยื่นเงินห้าสิบตำลึงให้ในตอนนั้น เขาก็คงไม่มีปัญญาไปเช่าโรงเตี๊ยมดีๆพักผ่อน ร่างกายคงไม่ได้ฟื้นฟู เสบียงอาหารคงขัดสน และการสอบจวี่เหรินในครานี้ก็คงไม่มีวันประสบความสำเร็จเป็นแน่
ความอารีและบุญคุณอันล้นพ้นของสวี่จื้อเหวินและภรรยา ในชาตินี้เขาจะไม่มีวันลืมเลือนเด็ดขาด
เมื่อได้เห็นท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีไม่มีท่าทีขุ่นเคืองใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังช่วยเอ่ยปากปลอบโยนให้เขาคลายความโศกเศร้า เขาก็ยิ่งหวนคิดถึงสวี่จื้อเหวินและตระหนักว่าคนตระกูลสวีช่างเป็นคนดีเหลือเกิน ในใจจึงยิ่งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องดูแลครอบครัวนี้ให้จงได้
ทางฝั่งผู้นำหมู่บ้านและผู้อาวุโสในตระกูล เมื่อเห็นว่าท่านจวี่เหรินคนใหม่ให้ความเคารพรักและดีต่อตระกูลสวีถึงเพียงนี้ ต่างก็เริ่มประเมินและคิดคำนวณในใจ
ตอนนี้สกุลสวีมีท่านจวี่เหรินมาเป็นที่พึ่งพิงแถมยังเป็นที่พึ่งที่ไม่ธรรมดาเสียด้วย เพราะคนตระกูลสวีเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตท่านผู้นี้ไว้ ลำพังแค่หนี้ชีวิตอย่างเดียวก็ชดใช้กันไม่หมดสิ้นแล้ว วันหน้าวันหลังหากตระกูลสวีเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น ท่านจวี่เหรินโจวผู้นี้จะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน
อีกทั้งเขายังเป็นถึงท่านจวี่เหรินในวัยเยาว์ปานนี้ อนาคตย่อมต้องสอบติดจิ้นซื่อและได้เป็นท่านขุนนางใหญ่เป็นแน่ แค่ท่านขุนนางเมตตาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอจะทำให้ตระกูลสวีสุขสบายไปตลอดศตวรรษแล้ว
โดยเฉพาะท่านผู้นำหมู่บ้าน เขาเริ่มคิดวางแผนในใจว่า ต่อจากนี้ไปจำต้องผูกมิตรและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลสวีไว้ให้มั่น และห้ามไปล่วงเกินคนบ้านนี้เด็ดขาด
ส่วนสวี่จื้อฉินในตอนนี้กลับเริ่มนึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาเสียใจที่ตนเองรีบร้อนแยกบ้านเร็วเกินไป
หลังจากที่สวี่จื้อเหวินสิ้นชีพลง สวี่จื้อฉินเห็นว่าโจวสวินที่พี่ชายเคนช่วยชีวิตไว้ไม่เคยแวะเวียนมาหาเลยสักครั้ง ซ้ำยังไม่มีวาจาฝากฝังมาสักครึ่งคำ เขาจึงปักใจเชื่อว่าโจวสวินเป็นคนลืมบุญคุณและไร้สัจจะ นานวันเข้าเขาก็เลยลืมเลือนเรื่องของโจวสวินไปจนสิ้น
ทว่าใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากแยกบ้านได้ไม่นาน โจวสวินคนนี้กลับเดินทางมาปรากฏตัวถึงเรือน
ซ้ำมิได้มามือเปล่า แต่ยังมาพร้อมกับตำแหน่งจวี่เหรินอันทรงเกียรติและองอาจสง่างามอีกด้วย
สวี่จื้อฉินแอบคิดในใจว่า หากตอนนั้นตนยังไม่ได้แยกบ้าน เขาก็คงมีโอกาสได้พลอยฟ้าพลอยฝนพึ่งพิงบารมีของท่านจวี่เหรินไปด้วยแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สวี่จื้อฉินจึงยิ่งแสดงท่าทีนบนอบและเอาอกเอาใจท่านผู้เฒ่าสวีมากขึ้นเป็นเท่าตัว
เขาเผยรอยยิ้มพลางก้าวเท้าขึ้นหน้า "ท่านพ่อ ไม่สู้เรียนเชิญใต้เท้าโจวให้มานั่งสนทนากันด้านในเถิดขอรับ ประจวบเหมาะกับได้เวลาสำรับมื้อกลางวันพอดี ใต้เท้าโจวเดินทางมาเหนื่อยๆ คงยังไม่ได้กินข้าวปลาอาหารเลยกระมัง ขอเชิญอยู่ร่วมกินข้าวกันที่เรือนสักมื้อเถิดขอรับ"
ท่านผู้เฒ่าเห็นพ้องว่าเข้าที จึงรีบเชิญโจวสวินให้นั่งลงพักผ่อน พร้อมทั้งหันไปบอกให้อันหนิงช่วยจัดเตรียมเพิ่มกับข้าวดีๆอีกสองสามอย่าง
หลังจากคอยต้อนรับขับสู้ผู้นำหมู่บ้านและผู้อาวุโสในตระกูลจนอิ่มหนำ และส่งพวกเขากลับออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้เฒ่าสวีจึงค่อยมีโอกาสได้นั่งสนทนากับโจวสวินอย่างเต็มที่
เขาดึงตัวโจวสวินมานั่งพูดยกเรื่องราวต่างๆอยู่ร่วมค่อนวัน จนกระทั่งถึงยามบ่ายแก่ๆที่โจวสวินตระเตรียมจะเดินทางกลับ เขาก็ยังคงมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป
ฮูหยินเฒ่าสวีจึงเอ่ยกับโจวสวินด้วยความเอ็นดู "ในเมื่อยามนี้รู้จักทางมาเรือนเราแล้ว วันหน้าวันหลังก็แวะเวียนมาบ่อยๆเถิดนะ ข้าวของล้ำค่าอันใดบ้านเราคงไม่มีให้หรอก แต่หากเป็นการทำกับข้าวอร่อยๆให้เจ้ากินสักไม่กี่มื้อ บ้านเราย่อมจัดเตรียมให้ได้เสมอ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวนี้ ทำเอาในใจของโจวสวินรู้สึกอบอุ่นอุ่นซ่านขึ้นมาทันที
บิดามารดาของเขาป่วยและด่วนจากไปตั้งนานแล้ว ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้แต่งงานมีภรรยา ภายในบ้านมีเพียงตัวเขาอยู่ลำพังคนเดียวกับเตาไฟที่เย็นชืด เนิ่นนานหลายปีมาแล้วที่เขาไม่เคยได้รับรู้ถึงไออุ่นและความรักจากคนในครอบครัวเลยสักครั้ง
ทว่าในครานี้ เขากลับได้รับรู้ถึงไออุ่นของครอบครัวที่ห่างหายไปนานที่เรือนตระกูลสวีแห่งนี้
เขาแอบทอดถอนใจในใจว่าสวี่จื้อเหวินช่างเป็นคนดีเหลือเกิน และคนในครอบครัวของเขาก็เปี่ยมด้วยเมตตาถึงเพียงนี้ การได้มาพานพบกับคนตระกูลสวีนับเป็นวาสนาอันประเสริฐของตัวเขาโจวสวินแท้ๆ
หลังจากส่งโจวสวินเดินทางกลับไปแล้ว อันหนิงก็พาคนในครอบครัวของหลิวเป่าช่วยกันปัดกวาดเช็ดถู และจัดระเบียบข้าวของทั้งภายในและภายนอกเรือนจนสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดีอีกครั้ง
ข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกฝูงหมาป่าทำลาย ชิ้นไหนควรทิ้งก็ทิ้ง ชิ้นไหนยังพอซ่อมแซมได้ก็นำมาจัดระเบียบใหม่ ทุกคนช่วยกันหยิบจับอย่างขะมักเขม้นจนกระทั่งดึกดื่นค่ำคืน จึงจัดแจงทุกอย่างเข้าที่เข้าทางได้สำเร็จ
หลังจากสะสางงานบ้านเสร็จสิ้นแล้ว อันหนิงถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าสวีหมิ่นรั่วนั่งซึมเศร้าไม่ยอมพูดจา ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมอย่างเห็นได้ชัด
เธอรู้ดีว่าเรื่องราวชั่วช้าของสวีเอ้อร์หยาคงจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของสวีหมิ่นรั่วอย่างรุนแรง หากไม่มีใครคอยช่วยพูดปลอบโยนและชี้แนะ เด็กคนนี้คงจะคิดมากจนเตลิดไปไกลและหาทางออกไม่เจอแน่
อันหนิงสลัดความเหน็ดเหนื่อยทิ้งไป แล้วเอ่ยปากเรียกสวีหมิ่นรั่วให้เข้ามาหาที่ห้องนอน
ครั้นสวีหมิ่นรั่วก้าวเท้าเข้ามา อันหนิงก็ให้นางนั่งลง พลางหยิบเอาพวกผลไม้แห้งออกมาวางให้กินรองท้อง
"ข้าเห็นเจ้านั่งซึมเศร้ามาตลอดทั้งวัน ตกลงแล้วในใจคิดสิ่งใดอยู่หรือ?"
สวีหมิ่นรั่วก้มหน้าลงต่ำ หยาดน้ำตาค่อยๆร่วงหล่นลงพื้นทีละหยด
เนิ่นนานกว่าที่นางจะยอมเปิดปากเอ่ย "ป้าสะใภ้ใหญ่ ข้ารู้สึกผิดต่อทุกคนเหลือเกินเจ้าค่ะ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเอ้อร์หยาจะกล้าทำเรื่องระยำถึงเพียงนั้น นางทำได้อย่างไรกัน... ครอบครัวเรามีคนตั้งสิบกว่าชีวิต แต่นางกลับคิดจะวางแผนฆ่าแกงคนตั้งสิบกว่าคนเลยนะเจ้าคะ"
อันหนิงยื่นมือไปดึงร่างของสวีหมิ่นรั่วเข้ามาสวมกอดไว้ "อย่าเสียใจไปเลย และอย่าได้คิดว่าตนเองทำผิดต่อผู้ใดด้วย เจ้าไม่ได้ติดค้างสิ่งใดกับใครทั้งนั้น สวีเอ้อร์หยาก็คือสวีเอ้อร์หยา ส่วนเจ้าก็คือเจ้า เรื่องชั่วช้าที่นางก่อไว้ พวกเราไม่มีวันนำมาพาลโกรธหรือโยนความผิดมาลงที่เจ้าอย่างเด็ดขาด"
"แต่ในใจของข้าก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดีเจ้าค่ะ"
สวีหมิ่นรั่วซุกหน้าลงกับอกของอันหนิงพลางร่ำไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้นน่าเวทนา
"ท่านพ่อไม่เคยนึกรังเกียจหรือลำเอียงเลยสักครั้งที่มีเพียงข้ากับเอ้อร์หยาที่เป็นบุตรสาว ยามที่ท่านออกไปรับจ้างทำงานข้างนอกแล้วได้ของกินอร่อยๆกลับมา ท่านก็มักจะแอบเก็บส่วนของพวกเราไว้ให้เสมอ ซ้ำยังเคยบอกอีกว่าจะตั้งใจทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้จัดเตรียมเป็นสินเดิมทองหมั้นให้ข้ากับเอ้อร์หยา ทุกคราที่พบหน้าพวกเรา ท่านพ่อมักจะมีรอยยิ้มอารมณ์ดีให้เสมอ ท่านดีต่อพวกเรามากจริงๆเจ้าค่ะ"
สวีหมิ่นรั่วร้องไห้จนน้ำตาอาบแก้ม "แล้วเหตุใดสวีเอ้อร์หยาถึงต้องคิดร้ายทำลายท่านพ่อด้วยเล่า นางทำลงไปได้อย่างไร ข้าคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเลยจริงๆว่าเพราะเหตุใดกัน"
อันหนิงคอยลูบหลังปลอบโยนสวีหมิ่นรั่วพลางเอ่ยตอบแผ่วเบา "นั่นเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของนางอันใดเล่า ความจริงแล้วนางไม่ได้เคียดแค้นพ่อของเจ้าหรอก ทว่าที่นางลงมือทำเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เพียงเพราะปรารถนาอยากจะแยกบ้านออกไปก็เท่านั้นเอง"
สวีหมิ่นรั่วร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน นางเงยหน้าขึ้นมองอันหนิง "ป้าสะใภ้ใหญ่ ข้ายังคงไม่เข้าใจอยู่ดีเจ้าค่ะ"
ตอนที่อันหนิงตระเตรียมจะเอ่ยปากอธิบายต่อ ก็มีเสียงเคาะประตูรั้วห้องดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
เธอจึงรีบสาวเท้าไปเปิดประตู ก็พบว่าฮูหยินเฒ่าสวีกำลังยืนถือชามน้ำแกงสองชามอยู่หน้าห้อง
"ยังไม่นอนกันอีกหรือ?"
หญิงชราก้าวเท้าเข้ามาด้านในพลางวางชามน้ำแกงลง "ข้าเดาไว้แล้วว่าหมิ่นรั่วคงจะอยู่กับเจ้าที่นี่ พวกเจ้าสองคนยามเย็นแทบไม่ได้กินข้าวปลาอาหารเลย รีบดื่มน้ำแกงอุ่นๆนี่เสียเถอะ"
อันหนิงเผยรอยยิ้มพลางเอ่ยปากขอบคุณ เธอเฝ้ามองจนกระทั่งสวีหมิ่นรั่วดื่มน้ำแกงจนหมดชาม จากนั้นตัวเธอเองจึงค่อยยกส่วนของตนขึ้นดื่มตาม
หญิงชราเห็นสวีหมิ่นรั่วร้องไห้จนขอบตาแดงก่ำ ท่าทางดูน่าสงสารและน่าเวทนายิ่งนัก ในใจของหญิงชราก็บังเกิดความสงสารจับใจ "อย่าได้คิดมากไปเลยนะ ย่าไม่ได้นึกโกรธเคืองเจ้าเลยสักนิด และท่านปู่ของเจ้าก็ไม่มีวันติติงเจ้าเช่นกัน"
"ข้าทราบดีเจ้าค่ะ"
สวีหมิ่นรั่วพยายามกั้นก้อนสะอื้นพลางเอ่ย "ข้าเพียงแต่คิดไม่ตกเท่านั้นเอง"
ฮูหยินเฒ่าสวียื่นมือไปกุมมือของสวีหมิ่นรั่วแล้วนั่งลงข้างๆกัน "ตอนแรกย่าเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน ทว่าหลังจากลองมานอนคิดทบทวนดูอย่างละเอียดแล้วจึงได้รู้ สวีเอ้อร์หยานางแอบไปเก็บก้อนทองคำได้ ซ้ำยังน่าจะแอบเก็บของล้ำค่าอื่นๆได้อีก ในมือของนางมีเงินทองมากมาย ทว่ากลับไม่อยากให้คนอื่นในตระกูลพลอยพึ่งพิงบารมีหรือได้ส่วนแบ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางนึกริษยาและไม่ชอบหน้าป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า ไม่อยากให้บ้านใหญ่ได้ใช้เงินทองของนางแม้แต่อีแปะเดียว จึงได้คิดวางแผนหาลู่ทางแยกบ้านออกไปให้จงได้"
อันหนิงพยักหน้าเห็นพ้อง "ข้าเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกับท่านแม่เจ้าค่ะ"
คำอธิบายของฮูหยินเฒ่าสวีประโยคนี้ ทำให้สวีหมิ่นรั่วลองคิดเชื่อมโยงเรื่องราวดูครู่หนึ่ง แล้วก็กระจ่างแจ้งในทันที
หากเป็นสวีต้าหยาคนเดิมในอดีต ย่อมไม่มีวันคิดอ่านได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้แน่
ทว่าตั้งแต่สวีหมิ่นรั่วได้คอยติดตามอันหนิงเพื่อศึกษาเล่าเรียนอ่านออกเขียนได้ ทั้งยังมักจะคอยนั่งฟังอันหนิงบอกเล่าอบรมเรื่องราวและเหตุผลต่างๆอยู่เสมอ ตัวนางในยามนี้ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เพียงแต่จะฉลาดเฉลียวขึ้นอย่างมาก ทว่ายังรอบรู้และเข้าใจในหลักทำนองคลองธรรมของโลกกว้างอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ลำพังคำพูดชี้นำเพียงไม่กี่คำของฮูหยินเฒ่าสวี ก็เพียงพอจะทำให้สวีหมิ่นรั่วคิดอ่านเชื่อมโยงเหตุและผลทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง