- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 434 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (21)
บทที่ 434 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (21)
บทที่ 434 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (21)
รถม้าของผู้เฒ่าเหวินจอดสนิทอยู่ด้านนอกลานบ้านตระกูลสวี
อันหนิงจัดแจงสัมภาระเรียบร้อยก็ก้าวขึ้นรถม้าไป
หญิงชราและสวีหมิ่นรั่วรีบวิ่งตามออกมาส่ง
สวีหมิ่นรั่วยื่นขนมโก๋นึ่งสุกใหม่ๆที่ยังส่งควันฉุยขึ้นไปบนรถ "ท่านป้า ท่านตาเจ้าคะ นี่เป็นของว่างเอาไว้กินระหว่างเดินทางเจ้าค่ะ"
ท่านผู้เฒ่าเหวินยิ้มพลางเอ่ยขอบใจสวีหมิ่นรั่ว ส่วนอันหนิงก็โบกมือลาหญิงชรา "ท่านแม่ ข้างนอกลมแรงและหนาวนัก ท่านรีบกลับเข้าบ้านเถอะเจ้าค่ะ"
เมื่อเฝ้ามองจนรถม้าแล่นลับสายตาไปไกล สวีหมิ่นรั่วจึงค่อยประคองหญิงชรากลับเข้าเรือน
แต่เดิมนั้น หญิงชราไม่ได้มีความสนิทชิดเชื้อกับสวีหมิ่นรั่วเลย
ไม่ใช่ว่านางไม่อยากเอ็นดูหลานสาว ทว่าพฤติกรรมของเฟิงซื่อมันทำให้นางเอือมระอา ซ้ำร้ายเฟิงซื่อยังคอยกันท่าไม่ยอมให้ลูกๆมาป้วนเปี้ยนใกล้หญิงชรา แถมยังชอบขู่เด็กๆ จนพากันคิดว่าท่านย่าน่ากลัว เวลาเจอหน้านางทีไรก็พากันหดหัวหลบอยู่ข้างหลัง นานวันเข้าหญิงชราจึงพลอยพาลไม่ชอบหน้าลูกๆที่เกิดจากเฟิงซื่อไปด้วย
ทว่ายามนี้สวีหมิ่นรั่วมาพักอาศัยอยู่ร่วมกันได้เจ็ดแปดวันแล้ว ทุกวันนางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็ง ทั้งยังกตัญญูรู้ความต่อหญิงชรา อีกทั้งยังเคารพเทิดทูนอันหนิงเป็นที่สุด นิสัยใจคอเช่นนี้ย่อมเป็นที่โปรดปรานของหญิงชรา นานวันเข้านางจึงหันมาเอ็นดูหลานสาวคนนี้อย่างแท้จริง
ใจคนเราไม่ใช่ก้อนหิน ต่อให้เป็นคนนอกหากอยู่ร่วมกันนานวันเข้าย่อมต้องเกิดความผูกพัน นับประสาอะไรกับหลานสาวแท้ๆของตนเอง
หญิงชราทอดสายตามองรอยด้านแข็งๆบนฝ่ามือของสวีหมิ่นรั่ว พลางหยิบเครื่องประทินผิวที่อันหนิงทิ้งไว้ให้ออกมา ควักเนื้อครีมชโลมทาลงบนฝ่ามือของหลานสาวหนาๆจนทั่ว
"ต้าหยา ช่วงนี้เจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำไม่น้อยเลย แต่สถานการณ์บ้านเรายามนี้เจ้าก็เห็นอยู่ มีแต่คนแก่และเด็กเล็ก เจ้าก็ยอมทนออกแรงให้มากหน่อยเถิดนะ อดทนรออีกสักสิบกว่าวัน รอให้ป้าใหญ่ของเจ้าขายภาพปักชิ้นนั้นได้เงินก้อนโตกลับมา ป้าใหญ่ของเจ้าบอกไว้แล้วว่าหากได้เงินมาจะซื้อบ่าวไพร่มาไว้คอยรับใช้ ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะได้เป็นคุณหนูใหญ่ของบ้าน ไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งทำงานหนักอีกต่อไป ยามว่างก็คอยติดตามเรียนรู้วิชาความรู้จากป้าใหญ่ของเจ้าเอาไว้ คนเราน่ะนะ... ทรัพย์นอกกายล้วนเป็นของนอกตัว มีเพียงวิชาความรู้ที่ฝังแน่นอยู่ในหัวต่างหากที่เป็นสมบัติแท้จริงของเรา"
สวีหมิ่นรั่วยิ้มรับพลางพยักหน้า "ข้าจะจำคำสั่งสอนของท่านย่าเจ้าค่ะ"
นางรินน้ำชาและจัดแจงยกขนมโก๋มาปรนนิบัติหญิงชราด้วยท่าทีร่าเริง จากนั้นก็ฮัมเพลงในลำคอเดินเข้าครัวไปเตรียมทำอาหารเช้าอย่างอารมณ์ดี
อันหนิงและท่านผู้เฒ่าเหวินรอนแรมเดินทางอยู่หนึ่งวันเต็มๆ จึงมาถึงเมืองท่า
เมืองท่าแห่งนี้ช่างแลดูมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองกว่าในตัวตำบลและตัวอำเภอหลายเท่าตัวนัก หากเป็นชาวบ้านทั่วไปที่ไม่เคยมาเยือน ป่านนี้คงได้ตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูกเป็นแน่
โชคดีที่ท่านผู้เฒ่าเหวินเคยเดินทางมาที่นี่หลายครั้งครา จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเมืองท่าเป็นอย่างดี
เขาจูงมืออันหนิงตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อเปิดห้องพักและจัดเก็บสัมภาระ เมื่อปักหลักเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มเขียนเทียบเชิญส่งไปยังสหายสนิทของตน
สหายสนิทของท่านผู้เฒ่าเหวินผู้นี้มีแซ่ว่า 'หลู' รั้งตำแหน่งเป็นซิ่วไฉเช่นเดียวกัน ในอดีตเคยร่วมศึกษาตำราในสำนักศึกษาของเมืองท่าแห่งนี้มาด้วยกัน
เขาและท่านผู้เฒ่าเหวินมีอุปนิสัยใจคอต้องกัน จึงนับถือเป็นสหายที่สนิทชิดเชื้อยิ่ง หลายปีมานี้สายสัมพันธ์และการไปมาหาสู่ระหว่างกันไม่เคยขาดตอน
ภรรยาของท่านซิ่วไฉหลูผู้นี้เป็นสตรีที่ถือกำเนิดในตระกูลหวง ทว่านางไม่ใช่บุตรสาวสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอกของฮูหยินเฒ่าตระกูลหวง หากแต่เป็นเพียงบุตรสาวสายรองที่เกิดจากอนุภรรยาของบ้านสองตระกูลหวง
ทว่าต่อให้เป็นเพียงบุตรสาวสายรอง แต่อย่างไรเสียความสัมพันธ์และสายเลือดที่เชื่อมโยงกับตระกูลหวงก็ยังถือว่าชิดใกล้และแน่นแฟ้นยิ่ง
อีกทั้งแม่นางหลูสกุลหวงผู้นี้ยังมีความสนิทสนมกลมเกลียวกับบุตรสาวคนโตสายตรงของฮูหยินเฒ่าตระกูลหวงเป็นอย่างดี แม้กระทั่งกับพวกบ้านใหญ่สายตรงนางก็ยังไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
ยามนี้นางย่อมทราบดีว่างานฉลองอายุวัฒนมงคลของฮูหยินเฒ่าตระกูลหวงกำลังจะมาถึง บรรดาลูกหลานในตระกูลต่างพากันวิ่งวุ่นจัดเตรียมของขวัญอวยพรกันให้ควั่ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'หวงจงเหริน' บุตรชายคนโตสายตรงของฮูหยินเฒ่าตระกูลหวง พยายามเสาะหาของขวัญล้ำค่ามามากมายแต่ก็ยังไม่มีชิ้นใดที่ถูกใจเขาเลยสักชิ้น
ในใจของเขาปรารถนาจะเสาะหาของขวัญอวยพรที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และสามารถสร้างความสำราญใจให้แก่หญิงชราได้ ทว่าฮูหยินเฒ่าตระกูลหวงผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนอายุปูนนี้ ซ้ำยังเติบโตมาในกองเงินกองทองของตระกูลผู้มั่งคั่ง มีสิ่งของเลิศเลออันใดในใต้หล้าที่นางไม่เคยผ่านตา การจะหาของขวัญที่ทำให้นางตื่นตาตื่นใจได้นั้น... ช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
ยามนี้หวงจงเหรินกำลังกลัดกลุ้มใจเพราะเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แม่นางหลูสกุลหวงเองก็ปรารถนาจะช่วยแบ่งเบาภาระ เสาะหาของขวัญอวยพรชั้นเลิศให้แก่พี่ชายผู้นี้เช่นกัน ช่วงนี้นางจึงออกปากสืบข่าวคราวอยู่ตลอดเวลา
ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่วันนี้มีเทียบเชิญส่งมาถึงมือพอดี แม่นางหลูสกุลหวงจึงเดินถือเทียบเชิญไปหาท่านซิ่วไฉหลู "นี่เป็นเทียบเชิญจากท่านซิ่วไฉเหวินเจ้าค่ะ"
นายท่านหลูรับมาคลี่อ่านดูครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามองภรรยา "พรุ่งนี้พี่เหวินจะเดินทางมาเยือน ตัวเขาชื่นชอบการกินปลาเป็นที่สุด เจ้าช่วยสั่งให้คนไปจัดหาปลาสดเนื้อดีมาเตรียมไว้สักสองตัวเถิด อ้อ... ครานี้เขาพาบุตรสาวคนโตร่วมเดินทางด้วย เจ้าก็อยู่ช่วยต้อนรับขับสู้แขกสตรีแทนข้าที่เรือนด้านในด้วยแล้วกัน"
ฮูหยินหลูเผยรอยยิ้มละไม "ได้เจ้าค่ะ ข้าจำได้ว่าบุตรสาวของท่านซิ่วไฉเหวินแต่งงานออกเรือนไปแล้วมิใช่หรือ การเดินทางมาเมืองท่าครานี้ มีเรื่องเดือดร้อนอันใดหรือเจ้าคะ"
นายท่านหลูจึงเอ่ย "แต่งงานแล้วจริง... ทว่าชะตากรรมของนางช่างอาภัพและขมขื่นนัก หลังจากแต่งงานออกเรือนไป สามีภรรยาก็รักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ตัวสามีของนางเองก็เป็นบุรุษที่มีความรู้ความสามารถล้นเหลือ แต่งงานกันได้ไม่กี่ปีก็ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง มีทายาทสืบสกุลพร้อมหน้าพร้อมตา ดูท่าว่าวันเวลาข้างหน้ากำลังจะรุ่งโรจน์สดใส ทว่าในยามที่สามีของนางเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบขุนนาง กลับโชคร้ายพานพบกับกลุ่มโจรป่า เพื่อปกป้องชีวิตของสหายร่วมสถานศึกษา ตัวเขาจึงต้องยอมสละชีพทิ้งร่างไว้..."
ฮูหยินหลูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
พอได้ยินดังนั้นก็ตกใจทันที "ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ เด็กคนนี้ชะตากรรมช่างอาภัพขมขื่นนัก"
นายท่านหลูเอ่ยอีกว่า "เด็กคนนี้มีฝีมือปักผ้าที่ยอดเยี่ยม คราวนี้ปักภาพพระโพธิสัตว์กวนอิมมาผืนหนึ่ง ยามนี้ที่บ้านนางค่อนข้างยากลำบาก จึงอยากนำมาขายที่เมืองท่า พี่เหวินอยากให้พวกเราช่วยดูให้หน่อยว่ามีบ้านไหนอยากซื้อบ้าง..."
ฮูหยินหลูพอได้ยินว่าเป็นภาพปักองค์กวนอิม ก็พลันผุดความคิดขึ้นมา "ให้นางนำมาให้พวกเราดูเถิด หากเป็นของดี มิสู้พวกเราซื้อไว้ทำเป็นของขวัญอวยพรวันเกิดเสียเองล่ะ ทางข้าเองก็ยังไม่มีของขวัญอวยพรเลยไม่ใช่หรือ"
นายท่านหลูก็กำลังวางแผนเช่นนี้อยู่เหมือนกัน "พวกเราสองคนคิดตรงกันเลย เพียงแต่กลัวว่าพี่เหวินจะคิดมาก"
ฮูหยินหลูยิ้มพลางเอ่ย "ถึงเวลานั้นข้าจะคุยรายละเอียดกับแม่นางเหวินเอง"
เช่นนี้ก็นับว่าใช้ได้ นายท่านหลูพยักหน้า แล้วปรึกษาหารือกับฮูหยินอีกครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เขียนจดหมายตอบกลับท่านผู้เฒ่าเหวิน
เช้าตรู่วันนี้ อันหนิงก็นำภาพปักติดตามท่านพ่อไปยังบ้านสกุลหลู
นายท่านหลูจัดเตรียมสถานที่รอต้อนรับอยู่ตั้งนานแล้ว
สหายรักคู่นี้ไม่ได้พบหน้ากันมาร่วมปีเศษ เมื่อได้เจอกันย่อมมีเรื่องพูดคุยกันไม่หวาดไม่ไหว
ฮูหยินหลูจึงยิ้มพลางจูงมืออันหนิงเข้าไปสนทนากันในห้องด้านใน
นางเห็นอันหนิงหน้าตาสะสวย กิริยาท่าทางก็ดี ยามเจรจาพาทีดูสง่าผ่าเผยทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนในที ย่อมบังเกิดความชมชอบขึ้นมาในใจ
"ในเมื่อมาแล้วก็อยู่ต่ออีกสักหลายๆวันเถิด วันหน้าหากมาเมืองท่าก็ให้มาพักที่จวนได้เลย ท่านพ่อของเจ้าก็เหลือเกิน เป็นสหายรักกับนายท่านของเรามาตั้งหลายปีแต่ยังเกรงใจกันขนาดนี้ ทุกครั้งที่มาต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม โรงเตี๊ยมจะดีเท่าบ้านได้อย่างไร แถมยังไม่สะดวกสบายเอาเสียเลย"
อันหนิงยิ้มละไม "ท่านป้าหวังดีรั้งให้อยู่ ตามหลักแล้วข้ามิควรปฏิเสธ เพียงแต่ท่านพ่อไม่ชอบรบกวนผู้อื่น อีกทั้งหากพวกเราจู่ๆก็ย้ายมาพัก ย่อมต้องลำบากท่านป้าคอยจัดเตรียมข้าวของต้อนรับ หากมาอยู่เป็นระยะเวลานานก็ว่าไปอย่าง แต่พวกเราพักเพียงไม่กี่วันก็ต้องกลับแล้ว ไม่คุ้มค่าเลย สู้พักที่โรงเตี๊ยมจะง่ายและสะดวกกว่าเจ้าค่ะ"
"เจ้านี่ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ"
ฮูหยินหลูกุมมืออันหนิงไว้แน่นจนไม่อยากปล่อย "มิน่าเล่าท่านพ่อของเจ้าถึงได้ซ่อนเจ้าไว้มิดชิดขนาดนี้ ไม่ยอมพาออกไปไหนมาไหนเลย เติบโตจนป่านนี้ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก เห็นเพียงครั้งเดียวก็เอ็นดูจะแย่อยู่แล้ว"
นางเอ่ยพลางหยิบกำไลวงหนึ่งสวมเข้าที่ข้อมือของอันหนิง "นี่เป็นของขวัญพบหน้าจากท่านป้า รับไว้เถอะ"
อันหนิงหยัดกายลุกขึ้นคำนับขอบคุณ "ผู้ใหญ่มอบให้ มิควรปฏิเสธ ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ"
อันหนิงอยู่เป็นเพื่อนสนทนากับฮูหยินหลูต่ออีกครู่หนึ่ง จึงค่อยนำภาพปักพระโพธิสัตว์กวนอิมออกมา
ทันทีที่ภาพปักผืนนี้ถูกคลี่ออก พลันปรากฏแสงสีทองวาบผ่านสายตา ฮูหยินหลูตกใจจนใจหายวาบ จากนั้นจึงรวมรวบสมาธิจ้องมองภาพปักนั้นอย่างละเอียด และการมองครานี้ก็ทำให้นางตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง
นางคิดว่าตนเองก็พอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง ยามที่ยังอยู่บ้านเดิมก็มักจะติดตามมารดาเอกออกไปร่วมงานเลี้ยงพบปะผู้คน ได้เห็นงานปักชั้นดีมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเห็นภาพปักชิ้นไหนเป็นเหมือนภาพผืนนี้มาก่อนเลย
องค์กวนอิมในภาพปักราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ดูคล้ายกำลังทอดพระเนตรมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา
สิ่งนี้ทำให้ฮูหยินหลูอดไม่ได้ที่จะพนมมือทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมกับสวดมนต์ในใจไปบทหนึ่ง
นางขยับเท้าเดินไปสองสามก้าว เมื่อหันกลับมามองภาพปักอีกครั้ง ดวงพระเนตรขององค์กวนอิมก็ยังคงทอดมองตรงมาที่นาง ฮูหยินหลูตกใจเล็กน้อย จึงลองเปลี่ยนมุมไปยืนอีกฝั่ง สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นสายตาอันเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาขององค์กวนอิมเช่นเดิม
"นี่... นี่มัน..."
อันหนิงยิ้มพลางเอ่ย "นี่เป็นเทคนิคฝีเข็มรูปแบบหนึ่งที่ข้าคิดค้นประยุกต์ขึ้นมาเองเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านป้าจะไปยืนอยู่มุมไหน ก็จะรู้สึกราวกับถูกพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรมองอยู่เสมอ"
ฮูหยินหลูพยักหน้ารับคำ พอเพ่งมองดูอย่างละเอียดอีกครา ก็พบว่าองค์กวนอิมในภาพคล้ายกำลังเปล่งรัศมีเรืองรอง แม้กระทั่งฐานดอกบัวที่ประทับอยู่ก็ทอแสงประกายทอง ยิ่งขับเน้นให้องค์พระดูบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
"ภาพนี้... ภาพนี้มันดีเหลือเกิน"
ฮูหยินหลูไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปสัมผัส นางรีบบอกให้อันหนิงจัดเก็บเข้าที่ทันที "ข้า... ข้าจะรีบส่งคนไปแจ้งข่าวให้ท่านพี่สะใภ้ใหญ่ทราบเดี๋ยวนี้ ทางท่านพี่ชายใหญ่ของข้ากำลังเสาะหาของขวัญอวยพรวันเกิดอยู่พอดี หากได้ภาพปักผืนนี้ไป เกรงว่าสายตาคงไม่อาจชายตามองสิ่งของชิ้นอื่นได้อีกแล้ว"