- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 427 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (14)
บทที่ 427 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (14)
บทที่ 427 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (14)
ตอนที่อันหนิงได้เห็นซิ่วไฉเหวิน เธอก็แสร้งทำสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกตกใจขึ้นมาในทันที
"ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงมาที่นี่เล่าเจ้าคะ? หรือว่าที่บ้านเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น"
เธอเชิญให้ซิ่วไฉเหวินนั่งลง จากนั้นก็กุลีกุจอไปยกน้ำชาและผลไม้แห้งคั่วมาต้อนรับ "ข้าไปบอกกล่าวกับท่านแม่สามีสักคำ แล้วค่อยติดตามท่านพ่อกลับไปเยี่ยมบ้านสักคราดีหรือไม่เจ้าคะ"
ซิ่วไฉเหวินโบกมือปฏิเสธ "เจ้าอย่าได้ลนลานไป ที่บ้านไม่มีเรื่องราวอันใดหรอก ข้าเพียงแต่ได้ยินข่าวคราวเรื่องของบ้านรองฝั่งสามีเจ้า เลยแวะมาเยี่ยมเยียนดูอาการเท่านั้น"
ท่านผู้เฒ่าพอได้ยินว่าซิ่วไฉเหวินมาเยือน ก็รีบตามออกมาต้อนรับขับสู้ทันควัน
ซิ่วไฉเหวินจึงเอ่ยปากปลอบโยนท่านผู้เฒ่าว่า "ท่านอย่าได้ร้อนใจไปเลย เด็กมันกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว พวกเรายิ่งไม่ควรเอาแต่โศกเศร้าเสียใจให้เขาเห็น มิเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เด็กมันทุกข์ระทมใจหนักกว่าเดิม พวกเราคอยปรนนิบัติดูแลรักษาให้ดี อย่างไรเสียวันหน้าย่อมต้องหายดีเป็นแน่"
ท่านผู้เฒ่าเอ่ยคำขอบคุณอยู่หลายประโยค
ซิ่วไฉเหวินหยิบเงินก้อนออกมาห้าตำลึงแล้วยื่นให้ "รับเงินพวกนี้ไว้ก่อนเถิด ยามนี้เรื่องรักษาอาการบาดเจ็บของเด็กสำคัญที่สุด"
ท่านผู้เฒ่าตื้นตันใจจนแทบจะมีหยาดน้ำตาไหลริน
เขาไม่ได้ยื่นมือออกไปรับเงินก้อนนั้น ทว่ากลับเอ่ยปากปฏิเสธด้วยความเกรงใจว่า "เรื่องราวหาได้ยากลำบากถึงเพียงนั้นไม่ น้ำใจอันดีงามของท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจ ทว่าเงินทองเหล่านี้นำกลับไปเถิดขอรับ วันใดที่สิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีเงินซื้อหยูกยาแล้วจริงๆ ข้าค่อยไปเอ่ยปากหยิบยืมจากท่านวันนั้นก็ยังไม่สาย"
ซิ่วไฉเหวินไม่ได้ดึงดันจะยัดเยียดให้ท่านผู้เฒ่า ทว่าเขาเปลี่ยนเป็นส่งเงินก้อนนั้นให้แก่อันหนิงแทน "เจ้ารับไว้เถิด นำไปซื้อหาของกินมาบำรุงร่างกายของคนในบ้านบ้าง ตัวเจ้าเองก็อย่าหักโหมจนล้มป่วยไปเสียเล่า"
อันหนิงยิ้มพลางน้อมรับมา "อย่างไรเสียก็มีแต่ท่านพ่อที่รักและเอ็นดูข้าที่สุด"
เมื่อได้เห็นอันหนิงเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ซิ่วไฉเหวินก็รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก "เอาเถิด ยามนี้ที่บ้านของพวกเจ้ากำลังวุ่นวายโกลาหล ข้าคงไม่รบกวนอยู่นานกว่านี้แล้ว"
ท่านผู้เฒ่ารีบสาวเท้าตามไปส่งซิ่วไฉเหวินที่หน้าประตูเรือน
จวบจนถึงหน้าประตู ซิ่วไฉเหวินยังคงหันมากำชับตักเตือนท่านผู้เฒ่าอีกสองสามประโยค "หากที่บ้านมือไม้ไม่พอจนวุ่นวายกันไปหมด ก็ส่งพวกเด็กๆไปให้ข้าช่วยดูแลที่บ้านสักสองสามวันได้นะ ข้าพอจะช่วยให้ได้อยู่"
ท่านผู้เฒ่ารีบกล่าวขอบคุณซ้ำๆ ภายในใจของเขารู้สึกซาบซึ้งและตื้นตันในน้ำใจของซิ่วไฉเหวินอย่างแท้จริง
ครั้นส่งซิ่วไฉเหวินเสร็จสิ้น ท่านผู้เฒ่าก็เดินกลับเข้าห้องเพื่อนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่หญิงชรา
หญิงชราสวดมนต์พร่ำบ่นคำว่าอมิตพุทธไม่ขาดปาก "ช่างเป็นบุญกุศลของตระกูลเราแท้ๆ พ่อแม่บ้านไหนกัน พอได้ยินข่าวว่าฝั่งลูกเขยมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจก็รีบแจ้นมาหาในทันควัน ทั้งยังจะช่วยออกเงินออกแรง ข้าล่ะเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดจิตใจของสะใภ้ใหญ่ถึงได้ประเสริฐนัก พ่อเป็นคนดีถึงเพียงนี้ ลูกสาวจะกลายเป็นคนเลวร้ายไปได้อย่างไร"
คำพูดประโยคนี้ท่านผู้เฒ่าเห็นพ้องด้วยอย่างที่สุด "เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง สะใภ้ใหญ่เป็นคนดีจริงๆ"
หญิงชรายังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ พลันได้ยินเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของเฟิงซื่อแว่วมาจากนอกห้อง
หญิงชรารีบก้าวเท้าออกไปดู เห็นเฟิงซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาหุงหาอาหารไปพลางปาดน้ำตาร้องไห้ไปพลาง ยิ่งเห็นเช่นนั้นหญิงชราก็ยิ่งโทสะพุ่งพล่าน
"เจ้าจะร้องไห้ทำไม! เจ้าสองยังไม่ทันจะเป็นจะตาย เจ้าก็มาร้องห่มร้องไห้ส่งวิญญาณเสียแล้ว ช่างไร้ยางอายสิ้นดี ยามที่บุรุษของเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสปานนี้ จวบจนบัดนี้ฝั่งญาติสนิทมิตรสหายทางบ้านเดิมของเจ้ากลับไม่มีใครโผล่หัวมาดูดำดูดีเลยสักคน ช่างใจดำอำมหิตตัดช่องน้อยแต่พอตัวกันเสียจริง! ดูสิ พ่อของพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า พอได้ยินข่าวว่าเจ้าสองบาดเจ็บ เขายังนึกถึงน้ำมิตรไมตรีความเป็นครอบครัว รีบเดินทางมาเยี่ยมเยียน มาช่วยเหลือทั้งเงินทองและแรงกาย แล้วบ้านเดิมของเจ้าเล่า? แม้แต่เอ่ยถามก็ยังไม่มี"
เฟิงซื่อไม่กล้าเอ่ยปากโต้แย้ง ทำได้เพียงส่งเสียงร่ำไห้ให้ดังยิ่งกว่าเดิม
หญิงชรายืนเท้าสะเอวด่าทอฉอดๆ "ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ วันพรุ่งนี้เจ้าจงแบกหน้ากลับไปขอเงินจากบ้านเดิมของเจ้าเสีย หากไม่ได้เงินทองกลับมาก็ไม่ต้องโผล่หัวกลับมาที่เรือนนี้อีก ตระกูลสวีของข้าไม่มีปัญญาเลี้ยงดูสะใภ้ประเภทนี้ไว้หรอก!"
สวีจื้อหย่งที่นอนซมอยู่ในห้องได้ยินเสียงหญิงชราด่าทอเฟิงซื่อ ก็รีบตะโกนออกมาทันที "ท่านแม่ ท่านอย่าได้แค้นเคืองไปเลย เฟิงซื่อทำสิ่งใดไม่ถูกต้องท่านก็มาบอกกล่าวแก่ลูก ลูกจะอบรมสั่งสอนนางเอง ท่านแม่โปรดรักษาตัวด้วย อย่าได้บันดาลโทสะจนทำลายสุขภาพตนเองเลยขอรับ"
"ข้าไม่ยอมกระอักเลือดตายเพราะเรื่องพรรค์นี้หรอก ขืนข้าเป็นอะไรไป มิต้องตกหลุมพรางตามที่นางคาดหวังไว้หรอกรึ!"
หญิงชราถ่มน้ำลายลงพื้นคราหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าห้อง ทว่าก่อนจะก้าวพ้นประตูยังไม่วายหันมาด่าทอสำทับ "คนใจดำอำมหิต นิสัยหยาบช้าหาดีไม่ได้!"
เฟิงซื่อยกมือขึ้นกุมใบหน้าร่ำไห้อยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงต้องฝืนทนกุลีกุจอทำอาหารต่อ
สวีเอ้อร์หยาที่นอนอยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงด่าทอนั้นเช่นกัน ใบหน้าของเธอนับวันยิ่งบิดเบี้ยวดูไม่ได้
เธอรู้ดีว่า วันเวลาที่แสนทุกข์ระทมเช่นนี้ ยังต้องดำเนินต่อไปอีกยาวนานนัก
เมื่อหวนคิดถึงเรื่องที่อันหนิงดึงดันไม่ยอมให้แยกบ้านไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สวีเอ้อร์หยาก็กัดฟันกรอดจนแทบจะบดเคี้ยวฟันกรามให้แตกสลาย
หากมิอาจแยกบ้านได้สำเร็จ สิ่งที่เธอลงแรงวางแผนทำไปก่อนหน้านี้ไม่ใช่สูญเปล่าไปโดยปริยายหรอกเหรอ
เธออุตส่าห์ก่อเรื่องราววุ่นวายขึ้นมาขนาดนั้น ถึงขั้นลงมือทุบตีขาของสวีจื้อหย่งจนหักสะบั้น ทว่าผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร?
บ้านก็ไม่ได้แยก แถมยังกลายเป็นการปูทางสร้างชื่อเสียงอันดีงามให้แก่อันหนิง สวีเอ้อร์หยารู้สึกว่าตนเองช่างโง่เขลาเบาปัญญา เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง แผนการพังพินาศไม่มีชิ้นดี!
ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น ท่านผู้เฒ่าสวีก็เชิญพวกผู้อาวุโสในตระกูลมาร่วมประชุมและจัดการแยกบ้านฝั่งสามออกไปตามที่ลั่นวาจาไว้จริงๆ
ทว่าท่านผู้เฒ่าก็ไม่ได้บีบคั้นทำร้ายกันจนเกินไปนัก เขายังคงแบ่งที่ดินให้บ้านสามไปสองสามหมู่ ทั้งยังยกเรือนดินดิบไม่กี่ห้องที่เคยสร้างไว้ก่อนหน้านี้ให้แก่บ้านสาม ยิ่งไปกว่านั้นยังยอมควักเงินทองจากกองกลางออกมาอีกห้าตำลึงเพื่อให้บ้านสามนำไปจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าเรือน
ตาเฒ่าสวีปั้นหน้าบึ้งตึงเอ่ยกำชับกับสวีจื้อฉินว่า "เจ้าเองก็อย่าได้ตัดพ้อว่าเงินทองมันน้อยนิดนัก ยามนี้พี่รองของเจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ วันหน้าวันหลังย่อมต้องมีเรื่องให้สิ้นเปลืองเงินทองอีกมากโข พวกเจ้าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา คงไม่ใจจืดใจดำเห็นแก่เงินไม่กี่ตำลึงจนไม่ยอมให้พี่รองของเจ้าได้รับการรักษาหรอกกระมัง"
ท่านผู้เฒ่านับว่าเปี่ยมด้วยความเมตตาและเที่ยงธรรมยิ่งนัก สวีจื้อฉินย่อมไม่กล้าคิดได้คืบจะเอาศอกอย่างแน่นอน
ภายในใจของเขานั้น เพียงแค่สามารถแยกบ้านออกมาได้สำเร็จก็นับว่าสมอารมณ์หมายจนไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว
"ท่านพ่อ หรือว่าท่านกับท่านแม่ย้ายมาอยู่ด้วยกันกับพวกเราเถิดขอรับ" สวีจื้อฉินเอ่ยปากชวน
ตาเฒ่าสวีโบกมือปฏิเสธ "ไม่ล่ะ พวกข้าจะอยู่กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า มีพวกข้าคนเฒ่าคนแก่คอยอยู่รั้งท้าย อย่างน้อยก็ยังพอจะช่วยเป็นหูเป็นตาค้ำชูประตูเรือนให้พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าได้บ้าง อีกประการหนึ่ง การปรนนิบัติดูแลคนแก่เฒ่ายามแก่ชราก็นับเป็นหน้าที่อันพึงกระทำของบ้านใหญ่อยู่แล้ว ถึงแม้พี่ใหญ่ของเจ้าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ทว่าพวกเราก็ยังมีอิงเกอเอ๋อร์อยู่มิใช่หรือ"
เมื่อสวีจื้อฉินเห็นว่าท่านผู้เฒ่าปักใจมั่นจะอยู่เกื้อหนุนบ้านใหญ่ เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากรบเร้าสิ่งใดอีก
หลังจากนั้นอีกสองสามวัน เขาก็จัดการปัดกวาดเช็ดถูเรือนดินดิบไม่กี่ห้องนั้นจนเข้าที่เข้าทาง แล้วจึงพาทั้งครอบครัวย้ายสำมะโนครัวออกไป
ครั้นบ้านสามย้ายออกไปแล้ว ภายในเรือนก็คล้ายกับมีพื้นที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้นมามากมาย จู่ๆบรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงบขึ้นมาทันตา ทว่าในความเงียบสงบนั้นกลับแฝงไปด้วยความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอยู่หลายส่วน
ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีต้องใช้เวลาปรับตัวปรับใจอยู่หลายวันกว่าจะสามารถเรียกสติและเรี่ยวแรงให้กลับคืนมาได้
ยามนี้บ้านใหญ่เหลือเพียงแม่ม่ายและลูกกำพร้า ส่วนบ้านรองก็ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนั้น ตาเฒ่าสวีและหญิงชราจึงไม่กล้าปล่อยให้ตนเองเป็นอันใดไปเด็ดขาด พวกเขาจำต้องประคับประคองชีวิตให้แข็งแรงและมีอายุยืนยาว มิเช่นนั้น ครอบครัวนี้คงต้องถึงกาลล่มสลายลงไปจริงๆ
ฝ่ายเฟิงซื่อถูกหญิงชราส่งให้แบกหน้ากลับไปขอเงินทองจากบ้านเดิมของตน นางออกเดินทางไปตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าพอตกบ่ายก็ซมซานกลับมาเสียแล้ว
และยามที่กลับมาถึง ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวดูไม่ได้อย่างยิ่ง
หญิงชราเหลือบตามองพลางเอ่ยปากถามเฟิงซื่อด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส "ได้เงินทองกลับมาบ้างหรือไม่?"
เฟิงซื่อยื่นมืออันสั่นเทาออกมาทำท่าทางละล้าละลัง "ไม่... ไม่มีเจ้าค่ะ บ้านเดิมของข้าไม่มีเงินทองเลย ยามนี้ท่านพ่อท่านแม่รวมถึงพวกพี่น้องก็แทบจะไม่มีข้าวกินประทังชีวิตอยู่แล้ว"
"ถุย!"
หญิงชราถ่มน้ำลายด่าทอออกมาคำหนึ่ง "พวกขี้คร้าน! วันๆไม่หยิบจับงาน หากมีข้าวกินตกถึงท้องก็คงเป็นเรื่องปาฏิหาริย์แล้ว เฟิงซื่อ เจ้าคนโง่เขลาเบาปัญญา วันๆเอาแต่ปันใจขนเอาเงินทองข้าวของไปจุนเจืออุ้มชูบ้านเดิม ยามนี้บุรุษของเจ้าตกที่นั่งลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ากลับไม่มีเงินติดตัวแม้แต่หนึ่งอีแปะ ช่างทำตัวได้ประเสริฐแท้ๆ! หากข้าเป็นคนใจดำอำมหิตกว่านี้สักหน่อย คงได้ลากคอเจ้าไปส่งที่ว่าการ ฟ้องร้องข้อหาลักขโมยทรัพย์สินของทางฝั่งสามี ส่งตัวเจ้าเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกตารางให้เข็ดหลาบ!"
เมื่อได้ฟังคำขู่สำทับเช่นนั้น เฟิงซื่อก็หวาดกลัวจนลนลานไปหมด
นางทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดังปัง ปล่อยโฮออกมาพลางเอ่ยปากอ้อนวอนขอความเมตตาจากหญิงชรา "ท่านแม่ เป็นข้าที่ไม่ดีเอง เป็นข้าที่ทำผิดไปแล้ว ท่านแม่โปรดเมตตาละเว้นโทษให้ข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ หากข้าต้องถูกส่งตัวเข้าคุกตารางจริงๆ ข้ายอมวิ่งเอาหัวชนฝาบ้านให้ตายตกไปเสียยังจะดีกว่า"
หญิงชราแผดเสียงด่าทอระบายโทสะอยู่อีกยกใหญ่ จากนั้นจึงสะบัดหน้าขับส่งให้เฟิงซื่อไปทำงานทำการ
เฟิงซื่อรู้ดีว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดและไร้เหตุผลจะโต้แย้ง นางจึงไม่กล้าแสดงท่าทีขัดขืนแม้เพียงครึ่งคำ
ในแต่ละวันนางต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ตลอดเวลา ราวกับยอมพลีกายถวายชีวิต ทั้งในเรือนและในท้องนาแทบจะถูกนางรวบยอดไปทำแต่เพียงผู้เดียว ทุกวันต้องเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจนแทบจะขาดใจตาย ส่งผลให้ไม่มีเวลาหลงเหลือไปคอยสอดส่องดูแลบุตรธิดาทั้งหลายเลยสักนิด
โกวเซิง บุตรชายคนเล็กของบ้านรองจึงได้แต่เอ้อระเหยลอยชายวิ่งเล่นอยู่นอกเรือนทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงผ่านไปไม่กี่วัน จิตใจของเด็กน้อยก็เตลิดเปิดเปิงจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
ทว่าในระหว่างช่วงเวลานี้นี่เอง สวีเอ้อร์หยากลับลอบปรนนิบัติรักษาบาดแผลจนร่างกายเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นอย่างเงียบๆ
อันหนิงรู้ว่านับตั้งแต่สวีเอ้อร์หยาสามารถก้าวเท้าเดินออกจากห้องได้ สายตาของเด็กนั่นก็คอยจับจ้องสอดส่องมาที่หลานเจี่ยเอ๋อร์อยู่ตลอดเวลา เธอจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าสวีเอ้อร์หยาคงกำลังคิดจะลงมือสร้างเรื่องชั่วช้ากับหลานเจี่ยเอ๋อร์เป็นแน่
อันหนิงนึกอยากจะผ่ากะโหลกของสวีเอ้อร์หยาออกมาดูให้เห็นกับตาเหลือเกินว่าข้างในนั้นมันบรรจุสิ่งใดไว้กันแน่
ในสมองของสวีเอ้อร์หยามันอัดแน่นไปด้วยสิ่งปฏิกูลโสโครกหรืออย่างไร?
เรื่องราวบานปลายจนตกต่ำถึงเพียงนี้แล้ว เด็กนี่ยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมตื่นจากความลุ่มหลง ทั้งยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะหาช่องทางทำลายล้างบ้านใหญ่อยู่อีก
ในเมื่อสวีเอ้อร์หยากล้าคิดแผนการชั่วช้าปานนี้ มีหรือที่อันหนิงจะไม่สนองตอบด้วยบทเรียนอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวให้หนัก อีกประการหนึ่ง อันหนิงเห็นว่าพอสวีเอ้อร์หยาหายดีก็มักจะเริ่มวางแผนการทันที เช่นนั้นก็จงทำให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บและทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลาเสียเถิด เธอจะได้ไม่มีเวลาว่างไปขบคิดเรื่องชั่วช้าให้รกสมองอีก