- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 423 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (10)
บทที่ 423 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (10)
บทที่ 423 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (10)
"ท่านแม่ แล้วเรื่องของเอ้อร์หยาจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?"
หลังจากอันหนิงผละจากไป สวีต้าหยาก็เอ่ยถามเฟิงซื่อทั้งน้ำตา
อันที่จริงเฟิงซื่อเองก็รู้สึกขุ่นเคืองสวีเอ้อร์หยาอยู่บ้างเช่นกัน
นางจึงเอ่ยตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ทายาก่อนเถิด เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง"
สวีต้าหยาช่วยเฟิงซื่อถอดเสื้อผ้าของสวีเอ้อร์หยาออก จากนั้นก็ทายาสมานแผลตามเนื้อตัวให้นาง แล้วยังป้อนน้ำให้นางอีกเล็กน้อย เมื่อเห็นสวีเอ้อร์หยายังคงนอนตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทว่ากลับไม่ยอมฟื้นลืมตาขึ้นมาเสียที สวีต้าหยาก็ร่ำไห้ออกมาอีกครา
เฟิงซื่อเอ่ยด้วยความโมโห "เจ้าว่าเหตุใดนางถึงได้หาเรื่องใส่ตัวปานนี้ ไปยั่วยุผู้ใดไม่ยั่วยุกลับไปยั่วยุป้าใหญ่ของเจ้า นังนั่นน่ะหน้าเนื้อใจเสือ ไม่ใช่คนดีเด่อันใดเลย ยามปกติข้าพยายามเดินเลี่ยงหลบยังหนีไม่พ้นเรื่องราววุ่นวาย แต่นี่เอ้อร์หยากลับวิ่งโร่ไปชนนางเอง มีหรือจะไม่โดนจับตัวได้แล้วซ้อมปางตายเช่นนี้"
สวีต้าหยาเอ่ยพลางสะอื้นไห้ "ต่อให้ทำผิดอย่างไร เอ้อร์หยาก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ยามนี้โดนทุบตีจนกึ่งเป็นกึ่งตาย เห็นแล้วช่างปวดใจเหลือเกินเจ้าค่ะ"
ในระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันอยู่นั้น สวีจื้อหย่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง
ตัวเขาเองก็มีท่าทีกังวลใจเกี่ยวกับสวีเอ้อร์หยาอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นสวีเอ้อร์หยาถูกทุบตีจนนอนซมหมดสติ ภายในใจของสวีจื้อหย่งก็รู้สึกเจ็บปวดระทมเช่นกัน
เขายื่นมือไปลูบศีรษะของสวีเอ้อร์หยาแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยกำชับเฟิงซื่อ "เจ้าดูแลเอ้อร์หยาให้ดี ต่อไปภายภาคหน้าต้องอบรมสั่งสอนนางให้หนัก อย่าให้นางกระทำความผิดเช่นนี้อีกเป็นอันขาด"
เฟิงซื่อพยักหน้าเอ่ยปากรับคำ
ในคืนนั้นสวีต้าหยานอนไม่หลับตลอดทั้งคืน คอยอยู่เคียงข้างดูแลสวีเอ้อร์หยาไม่ห่าง คอยเช็ดเหงื่อและป้อนน้ำให้นางอยู่เป็นระยะ แม้ว่าสวีเอ้อร์หยาจะไม่สามารถเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้ ทว่าเธอกลับรับรู้ถึงความห่วงใยเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ภายในใจของเธอรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณสวีต้าหยาเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นแห่งสายสัมพันธ์ครอบครัวที่ห่างหายไปนานจากตัวของสวีต้าหยาอีกด้วย
ครั้นล่วงเข้าสู่รุ่งเช้าของวันถัดมา ในยามที่ทุกคนกำลังล้อมวงรับประทานอาหาร หญิงชราเห็นเฟิงซื่อทำท่าจะตักข้าวปลาอาหารเข้าไปส่งในห้อง ก็พลันฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดังฉาด "จะทำสิ่งใดรึ? ยังคิดจะเอาข้าวไปให้นังเด็กเหลือขอนั่นกินอีกอย่างนั้น วางชามลงเสีย! วันนี้จงปล่อยให้นางอดอยากไปทั้งวัน ข้าอยากจะรู้นักว่าวันหน้าวันหลังนางยังจะกล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายอีกหรือไม่!"
มือของเฟิงซื่อสั่นระริก หยาดน้ำตาหลั่งไหลร่วงพรูลงมาทีละหยด "ท่านแม่เจ้าคะ เอ้อร์หยาถูกทุบตีจนปางตายไปครึ่งตัว หากยามนี้ยังต้องมาอดอยากขาดอาหารอีก ข้าเกรงว่า..."
"ข้าไม่สนใจหรอก! ข้ารู้เพียงแต่ว่าทำผิดก็ต้องรับโทษ บ้านเรามีกฎระเบียบเช่นนี้!"
หญิงชราแสดงท่าทีกร้าวแข็งและเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนอันหนิงที่นั่งอยู่ข้างๆก็รีบเอ่ยปากเติมเชื้อไฟแทรกขึ้นมาทันควัน "น้องสะใภ้รอง ข้าขอเตือนให้เจ้าเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านแม่จะดีกว่า อย่าได้ก่อเรื่องให้ท่านแม่ต้องขุ่นเคืองใจอีกเลย เจ้ามัวแต่เวทนาสงสารบุตรสาวของเจ้า แล้วเหตุใดจึงไม่นึกเวทนาสงสารท่านแม่บ้างเล่า? ท่านแม่ต้องมาโมโหเพราะเรื่องของเอ้อร์หยาบ้านเจ้าตั้งเท่าใด เมื่อคืนนี้ก็นอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปค่อนคืนเชียวนะ"
เมื่อเฟิงซื่อได้ยินวาจาดังกล่าว เพลิงโทสะในอกก็พลันเดือดพล่านจนแทบระเบิด ทว่านางกลับไม่กล้าแสดงท่าทีขัดขืนออกมาเลยแม้แต่น้อย
สวีต้าหยาปรายสายตามองเฟิงซื่อแวบหนึ่ง อาศัยจังหวะที่หญิงชราเผลอ ลอบซุกซ่อนแผ่นแป้งที่ตนเองกำลังกินอยู่ไว้ครึ่งซีกอย่างแนบเนียน
เฟิงซื่อไม่กล้านำอาหารไปส่งให้สวีเอ้อร์หยา ทำได้เพียงนั่งลงร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จสิ้น สวีต้าหยาก็ขยับลุกขึ้นยืน
ทว่าอันหนิงกลับเอ่ยปากรั้งตัวสวีต้าหยาไว้ทันควัน พร้อมกับยื่นมือออกไปเบื้องหน้า "เอาออกมา"
สวีต้าหยาแสดงสีหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจความหมาย "เอาสิ่งใดเจ้าคะ?"
"แผ่นแป้งอย่างไรเล่า"
รอยยิ้มของอันหนิงแฝงไปด้วยความประสงค์ร้าย "เจ้าแอบซุกซ่อนแผ่นแป้งครึ่งซีกนั้นไว้เพื่อจะเอาไปให้เอ้อร์หยาใช่หรือไม่ ช่างประจวบเหมาะที่สายตาของข้าพบเข้าพอดี เอาออกมาเสียดีๆ"
สวีต้าหยาแสดงท่าทีอิดออดไม่ยินยอม อันหนิงจึงไม่รอช้า ถลันเข้าไปหมายจะค้นตัวนางทันที
สวีต้าหยาไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องยอมควักแผ่นแป้งครึ่งซีกนั้นออกมาจากอกเสื้อ
ประจวบเหมาะกับที่หญิงชราหันมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี นางจึงปราดเข้ามาตบฉาดลงบนใบหน้าของสวีต้าหยาไปหลายที "เด็กสารเลว! ถึงขั้นกล้าลอบซุกซ่อนสิ่งของลับหลังผู้หลักผู้ใหญ่ ช่างเป็นเด็กที่ไร้การสั่งสอนสิ้นดี! ข้าจะบอกพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลยนะ ต่อให้แผ่นแป้งนี่จะต้องเอาไปโยนให้สุนัขกิน ก็ไม่มีวันยอมให้ตกถึงท้องของนังเอ้อร์หยาเด็ดขาด!"
อันหนิงหลุดเสียงหัวร่อออกมาคราหนึ่ง "ท่านแม่เจ้าคะ เอาแผ่นแป้งนี่ไปโยนให้สุกรในคอกกินเถิดเจ้าค่ะ เลี้ยงสุกรยังพอได้เนื้อหนังไว้กินประทังหิว ทว่าหากเอาไปขุนสวีเอ้อร์หยา วันดีคืนดีไม่รู้ว่านางจะหันแว้งมาแว้งกัดพวกเรายามใด"
"ไป! เอาไปโยนให้สุกรกิน!"
หญิงชราชี้มือไปยังคอกสุกรทันที
อันหนิงเผยรอยยิ้มละไมพลาหยิบแผ่นแป้งนั้นโยนเข้าไปในคอกสุกรอย่างไม่ไยดี
ตอนนี้ใบหน้าของสวีต้าหยาแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับม่วงด้วยความอัปยศ
นางทั้งอับอายทั้งโกรธ อับอายที่พฤติกรรมการลอบซ่อนแผ่นแป้งของตนถูกเปิดโปงประจานต่อหน้าธารกำนัล และโกรธที่หญิงชรากับอันหนิงช่างใจดำอำมหิตไร้ความเมตตา ถึงขั้นยอมเอาอาหารไปโยนให้สุกรกินดีกว่าจะแบ่งปันให้สวีเอ้อร์หยาประทังชีวิต
หยาดน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า นางร่ำไห้ วิ่งหนีไปทันที
สวีเอ้อร์หยานอนซมอยู่ในห้อง น้ำตาไหลพรากอาบเต็มสองแก้ม
ตอนนี้เธอเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว ท้องไส้ก็ส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความหิวโหย ทั้งยังต้องทนฟังเสียงด่าทอของหญิงชราที่แว่วมาจากนอกหน้าต่าง ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและแสนทรมานเหลือเกิน
สวีเอ้อร์หยาเอาแต่จดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดตามร่างกาย จนลืมความผิดที่ตนเองก่อไว้ก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
ทว่าอันหนิงกลับรู้ดีว่า นับจากนี้ไปความเป็นอยู่ของบ้านรองมีแต่จะตกต่ำและยากลำบากยิ่งขึ้น
ในขณะที่สวีต้าหยาเอาแต่ปรนนิบัติดูแลสวีเอ้อร์หยาอย่างใจจดใจจ่อ และเฟิงซื่อเอาแต่ตัดพ้อต่อว่าในชะตากรรมของตนเองไปวันๆ ขาของสวีจื้อหย่งก็ถูกคนทุบตีจนหักสะบั้น
วันนี้อันหนิงเพิ่งจะปักผ้าเสร็จ ตั้งใจว่าจะเข้าไปส่งงานและรับเงินในเมือง ทั้งยังคิดจะซื้อผ้าและไหมปักมาทำชิ้นงานขนาดใหญ่เพื่อนำไปขายในตัวเมืองมณฑล ทว่าพลันได้ยินเสียงของเพื่อนบ้านร่วมหมู่บ้านตะโกนลั่นเข้ามาในลานเรือน "มีใครอยู่ไหม! เจ้าสองบ้านพวกเจ้าถูกคนทุบตีจนขาหักแล้ว รีบ..."
"เจ้าว่ากระไรนะ!"
อันหนิงได้ยินเสียงท่านผู้เฒ่าร้องอุทานด้วยความตกใจ ตามมาด้วยเสียงของฮูหยินเฒ่าสวีที่แว่วตามมาทันควัน
"เจ้าสองบ้านพวกเจ้าขาหักแล้ว!"
ชายคนนั้นสำทับอีกครา "ยามนี้อยู่ที่หน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกเจ้ารีบไปดูเร็วเข้า"
ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีรีบวิ่งออกไปทันที
ส่วนอันหนิงยังคงจัดเก็บงานปักอย่างไม่รีบร้อน นึกขึ้นได้ก็ไปล้างมือคุมไฟตุ๋นไข่ให้หลานเจี่ยและอิงเกอคนละถ้วย เธอยืนมองจนเด็กทั้งสองกินหมดจึงนำชามไปล้างสะอาด จากนั้นในลานบ้านจึงเริ่มส่งเสียงอึกทึกครึกโครมขึ้นมา
เธอกำชับให้อิงเกอคอยดูแลหลานเจี่ยและสั่งห้ามไม่ให้เด็กทั้งสองก้าวออกจากห้อง ก่อนจะรีบออกไปมุงดูเรื่องสนุกด้านนอก
เห็นเพียงสวีจื้อฉินพาชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันสองสามคนช่วยกันหามสวีจื้อหย่งกลับมา
สวีจื้อหย่งเจ็บปวดจนเหงื่อโทรมกาย ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีต่างร้อนรนละล่ำละลักสั่งให้คนหามสวีจื้อหย่งเข้าไปในห้อง และรีบกุลีกุจอส่งคนไปตามท่านหมอ
เฟิงซื่อพอเห็นสภาพของสวีจื้อหย่งก็ถึงกับหน้ามืดคล้ายจะหมดสติไปรอมร่อ
ฝ่ายหลี่ซื่อยังพอมีสติช่วยต้อนรับขับสู้ชาวบ้านที่มาส่ง โดยรวมแล้วคนทั้งบ้านต่างวิ่งวุ่นโกลาหลจนหัวหมุน
อันหนิงช่วยต้มน้ำร้อนและเป็นลูกมือคอยช่วยหลี่ซื่อชงชาต้อนรับพวกผู้อาวุโสในหมู่บ้าน
ไม่นานนักท่านหมอก็มาถึง หลังจากตรวจดูอาการบาดเจ็บของสวีจื้อหย่งแล้ว จึงหันไปเอ่ยกับตาเฒ่าสวีว่า "เจ้าสองบ้านท่านบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย ขาข้างนี้เกรงว่าจะไม่มีทางรักษาให้หายดีดังเดิมได้ ต่อให้ใช้ยาดีและเสาะหาช่างต่อกระดูกที่เก่งกาจที่สุดมาช่วย ต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปเดือนละสามถึงห้าตำลึง ทว่าพยุงอาการไปครึ่งปีก็ไม่อาจกลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติทั่วไป เกรงว่าอย่างไรก็ต้องกลายเป็นคนขาเป๋"
เฒ่าสวีได้ฟังก็ทั้งปวดใจและร้อนรน "ท่านหมอ เจ้าสองบ้านข้าไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้จริงๆหรือ"
ท่านหมอยิ้มสลดพลางส่ายหน้า "ข้ากล่าวตามความจริง สภาพอย่างเขา เดือนละสามถึงห้าตำลึงอาจจะยังไม่พอด้านหยูกยาด้วยซ้ำ ชาวบ้านทั่วไปไหนเลยจะมีปัญญาแบกรับค่าใช้จ่ายไหว ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ถมเงินลงไปมากมายเพียงใดก็ไม่มีวันหายดี"
เฒ่าสวีฟังจบก็ขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปมแน่น
เขารบกวนให้ท่านหมอช่วยจัดเทียบยาให้ก่อน จากนั้นจึงเดินไปส่งท่านหมอด้วยตนเอง
ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับแว่วเข้าหูของสวีจื้อฉินพอดี
เขาหันไปมองเห็นหลี่ซื่อยังคงยุ่งอยู่ จึงรีบฉุดแขนหลี่ซื่อกลับเข้าห้องแล้วกระซิบกระซาบว่า "ท่านหมอบอกว่าขาของพี่รองไม่มีทางรักษาหายแล้ว ทั้งวันหน้ายังต้องสิ้นเปลืองเงินทองอีกมาก เดือนละสามถึงห้าตำลึงยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องนอนซมไปอีกครึ่งปี ครึ่งปีนี้งานการอันใดก็ทำไม่ได้ และต่อให้ผ่านครึ่งปีไปแล้วก็ยังต้องกลายเป็นคนขาเป๋อยู่ดี"
หลี่ซื่อได้ฟังดังนั้น ใบหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ทันที
"เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
นางหวีดร้องเสียงหลง "บ้านเราแบกรับภาระหนักหนาปานนี้ไม่ไหวหรอก แยกบ้าน! ต้องแยกบ้านเดี๋ยวนี้เลย!"
สวีจื้อฉินเองก็เห็นดีเห็นงามกับการแยกบ้านเช่นกัน
ตัวเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่ได้มีความสามารถใหญ่โตอันใด เงินทองที่หามาได้ก็เพียงพอแค่เลี้ยงปากท้องตนเองและลูกเมีย ยามนี้เขามีทั้งภรรยาและลูกที่ต้องดูแล วันหน้ายังต้องปรนนิบัติเลี้ยงดูคนเฒ่าคนแก่ ย่อมไม่มีกำลังเหลือพอไปแบกรับค่ายาของสวีจื้อหย่งได้อีก
ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง สวีจื้อฉินก็พยักหน้าเห็นชอบ "ตกลง ประเดี๋ยวข้าจะไปคุยกับท่านพ่อเรื่องแยกบ้าน พี่รองกลายสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว วันหน้าคงไม่มีปัญญาดูแลปรนนิบัติคนแก่อีก ให้ท่านพ่อท่านแม่มาอยู่กับพวกเราเถิด"
เรื่องนี้หลี่ซื่อไม่ได้คัดค้าน
ลูกชายคนโตก็ตายไปแล้ว ลูกชายคนรองก็กลายเป็นคนพิการ หากลูกชายคนเล็กยังไร้ความกตัญญูไม่เหลียวแลพ่อแม่ มีหวังคงได้ถูกชาวบ้านชี้หน้าด่าทอสาปแช่งจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
หลี่ซื่อไม่ใช่คนใจดำอำมหิต นางย่อมไม่มีทางทอดทิ้งคนแก่ ทว่านางเพียงแต่ถูกความยากจนบีบคั้นจนไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องสลัดภาระของบ้านรองทิ้งไปเท่านั้น