- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 422 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (9)
บทที่ 422 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (9)
บทที่ 422 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (9)
หญิงชราร้องตะโกนเสียงหลงพลางผวาตัวลุกขึ้นทันควัน
ไม่รู้ไปคว้าไม้กวาดมาจากตรงไหนได้ก็ปรี่เข้ามากระหน่ำตีลงบนร่างของสวีเอ้อร์หยาไม่ยั้ง "เด็กสารเลว ข้าจะตีเจ้าให้ตาย! เจ้ากล้าทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ลงไปได้อย่างไรกัน?!"
เฟิงซื่อเอาแต่ร่ำไห้โฮ ทว่ากลับไม่กล้าถลันกายเข้าไปช่วยปกป้องสวีเอ้อร์หยาเลยแม้แต่น้อย
ทว่ากลับเป็นสวีต้าหยาที่เกรงว่าน้องสาวจะถูกตีจนพิกลพิการ นางจึงเข้าไปเอาตัวเข้าจนพลอยโดนหวดไปหลายที
"ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ! ข้าไม่ได้ทำ!"
สวีเอ้อร์หยาคอยเอี้ยวตัวหลบพลางตระโกนลั่น
"ตีมัน! ตีเจ้าคนเนรคุณคนนี้ให้ตาย!"
อันหนิงยืนเท้าสะเอวคอยยุยงส่งเสริมอยู่ข้างๆ "ข้านึกเวทนาเห็นว่าต้าหยาเอ้อร์หยายังเด็กกลัวจะกินไม่อิ่ม ยามซื้อขนมนมเนยมาก็มักจะแบ่งเก็บไว้ให้พวกนางอยู่เสมอ ที่ไหนได้ขนมของข้ากลับเอาไปโยนให้สุนัขกิน ยามนี้นางถึงขั้นกล้าคิดร้ายทำลายข้า เด็กผู้หญิงตัวเท่ากำปั้นกลับกล้าลงมือกระทำเรื่องชั่วช้าปานนี้ หากเติบใหญ่ไปภายภาคหน้ามิพาคนทั้งตระกูลไปนอนคุกนอนตารางหรอกหรือ จะเลี้ยงนางไว้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!"
สวีเอ้อร์หยาตวัดสายตาจ้องมองอันหนิงด้วยความโกรธแค้นดุดัน "ป้าใหญ่ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยสักนิด ท่าน..."
"ไม่มีเจตนาอันใดรึ?!"
อันหนิงปราดเข้าไปตบฉาดลงบนใบหน้าของสวีเอ้อร์หยาอย่างแรง เธอลงแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียว ตบนี้ทำเอาใบหน้าซีกหนึ่งของสวีเอ้อร์หยาบวมเป่งขึ้นมาทันตาเห็น "ยังกล้าปากแข็งว่าไม่มีเจตนาอีกรึ? ข้าเห็นอยู่เต็มสองตาว่าเจ้ายกเทียนไขหมายจะเผาทำลายผืนผ้าปักของข้า หากข้าไม่ย้อนกลับมาทันท่วงที ป่านนี้เรือนหลังนี้ไม่ถูกไฟคลอกวอดวายไปแล้วหรือ เจ้าไม่ได้คิดจะเผาทำลายข้าวของของข้าหรอก แต่เจ้ากำลังคิดจะเผาคนทั้งบ้านให้ตายตกไปตามกันเสียมากกว่า!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา แม้แต่ตาเฒ่าสวีเองก็ทนพฤติกรรมของสวีเอ้อร์หยาต่อไปไม่ไหวแล้ว
เขาเอ่ยด้วยความโกรธแค้น "ตี! ลงมือตีให้หนัก! ลูกวัวไม่ตีไม่อาจขัดเกลา เด็กคนนี้จิตใจกู่ไม่กลับแล้ว ต้องทุบตีให้หลาบจำ!"
เมื่อประมุขของบ้านออกปากอนุมัติ หญิงชราก็ยิ่งทวีแรงหวดไม้กวาดลงทัณฑ์สวีเอ้อร์หยาหนักหน่วงยิ่งขึ้น กระหน่ำตีจนสวีเอ้อร์หยาคร่ำครวญร้องระงม
เธอคิดจะตะเกียกตะกายหนี ทว่าอันหนิงเป็นใครมีหรือจะปล่อยให้เธอหลุดรอดเงื้อมมือไปได้ อันหนิงคอยขยับกายดักทางหนีทีไล่ไว้ทุกด้าน ปล่อยให้หญิงชราทั้งทุบทั้งตีทั้งจิกทึ้ง จนในที่สุดสวีเอ้อร์หยาก็ถูกซ้อมจนสะบักสะบอมปางตายไปครึ่งชีวิต
สวีต้าหยาแต่แรกยังร้องไห้ฟูมฟายหมายจะเข้าไปขัดขวาง ทว่าพออันหนิงตวัดสายตาดุดันส่งสัญญาณเตือนไปคราหนึ่ง พร้อมเอ่ยว่า "น้องสะใภ้รอง น้องสะใภ้สาม พวกเจ้าจะเอาแต่นั่งเบิ่งตามองอยู่เฉยๆ ไม่คิดจะสอดส่องดูแลเลยหรืออย่างไร?"
เฟิงซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบถลันไปลากตัวสวีต้าหยาออกไปหลบด้านข้างทันควัน ส่วนหลี่ซื่อก็รีบกางปีกกันพวกเด็กๆคนอื่นให้ออกห่าง
กระทั่งร่างของสวีเอ้อร์หยาโดนทุบตีจนล้มพับแน่นิ่งสิ้นสติอยู่บนพื้น หญิงชราจึงยอมโยนไม้กวาดทิ้งลงพื้น นางชี้หน้าสวีเอ้อร์หยาพลางประกาศก้อง "เห็นกันแล้วใช่หรือไม่! นี่คือโทษทัณฑ์ของคนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน วันหน้าหากผู้ใดบังอาจก่อเรื่องราววุ่นวายสร้างความเดือดร้อนขึ้นมาอีก ย่อมต้องมีจุดจบไม่ต่างจากนังเด็กเหลือขอคนนี้!"
พวกเด็กๆในบ้านต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา หดหัวเข้าหากันเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ แม้กระทั่งสวีต้าหยาเองก็ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดสิ้น
ครั้นเวลาล่วงเลยไปครู่หนึ่ง สวีต้าหยาเห็นว่าโทสะของหญิงชราเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว จึงรีบขอแรงจากเฟิงซื่อให้ช่วยประคองร่างอันไร้สติของสวีเอ้อร์หยากลับเข้าห้อง ไปนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียง
เมื่อจัดแจงร่างของสวีเอ้อร์หยาให้นอนลงบนเตียงเรียบร้อยแล้ว สวีต้าหยาก็เลิกเสื้อผ้าของน้องสาวขึ้นดู ทันใดนั้นน้ำตาก็ร่วงพรูลงมาดั่งสายเลือด
"ท่านแม่ ท่านดูบาดแผลบนตามเนื้อตัวของน้องรองสิเจ้าคะ"
เฟิงซื่อปรายสายตามองดูแวบหนึ่ง ก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนาจนไม่กล้าสบตาดูต่อ
สวีเอ้อร์หยาถูกหญิงชราทุบตีจนตามเนื้อตัวเขียวช้ำเป็นจ้ำๆ บดบี้จนเลือดสาดกระเซ็นในบางแห่ง ทว่าที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือตามร่างกายกลับปรากฏรอยแผลลึกคล้ายถูกของมีคมกรีดแทง คาดว่าน่าจะเป็นการลงมือลงไม้เงียบๆของอันหนิงในยามชุลมุน สรุปความได้ว่ายามนี้นางไม่มีเนื้อดีหลงเหลืออยู่บนร่างกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว สภาพบาดแผลช่างสยดสยองน่ากลัวยิ่งนัก ทำเอาเฟิงซื่อและสวีต้าหยาปวดร้าวใจจนแทบขาดใจตายตาม
"ป้าใหญ่ของเจ้า... นี่นางหมายจะเอาชีวิตของเอ้อร์หยาให้ดับสูญเชียวรึ"
เฟิงซื่อยกมือขึ้นป้องหน้าทอดถอนใจสะอื้นไห้ "ต่อให้เอ้อร์หยาจะกระทำความผิดร้ายแรงปานใด ก็ไม่ควรลงทัณฑ์โหดเหี้ยมปานนี้ นางเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ เหตุใดใจคอจึงคับแคบไร้ความเมตตา ทนเห็นเด็กคนหนึ่งไม่ได้ถึงเพียงนี้"
สวีต้าหยาตกใจหน้าซีดรีบเอ่ยปากห้ามปรามมารดาทันควัน "ท่านแม่ ท่านเบาเสียงลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ หากเรื่องนี้แว่วไปเข้าหูของป้าใหญ่เข้า จะพาลเกิดเรื่องราววุ่นวายใหญ่โตขึ้นมาอีก"
เฟิงซื่อทำได้เพียงก้มหน้าสะอึกสะอื้นร่ำไห้เบาๆ ไม่กล้าเอ่ยปากพร่ำบ่นสิ่งใดออกมาอีกต่อไป
สวีต้าหยาเอ่ยกระซิบเสียงเบา "เรื่องในวันนี้ย่อมเป็นเอ้อร์หยาที่ไม่ถูกเจ้าค่ะ นางไม่มีธุระปะปังอันใด เหตุใดจึงต้องลอบเข้าไปในห้องของป้าใหญ่ด้วยเล่า ในห้องของป้าใหญ่มีแต่ของมีค่า หากมิใช่งานปักชั้นดีก็เป็นตำราของลุงใหญ่ ขืนทำสิ่งใดเสียหายขึ้นมา พวกเราไม่มีปัญญาชดใช้คืนหรอกเจ้าค่ะ"
"แต่นางยังเด็กนัก ย่อมไม่เดียงสา"
เฟิงซื่อพยายามสรรหาเหตุผลมาแก้ต่างให้สวีเอ้อร์หยา "ต่อให้ทำผิด ป้าใหญ่ของเจ้าแค่สั่งสอนตักเตือนสักประโยคสองประโยคก็น่าจะพอนี่นา เหตุใดต้องลงมือลงไม้โหดเหี้ยมปานนี้ หากเอ้อร์หยาต้องเป็นอะไรไป ข้า... ข้าจะไปสู้ตายกับนาง!"
"อุ๊ยตาย..."
พลันมีกระแสเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานสายหนึ่งดังขัดขึ้น
วินาทีถัดมา อันหนิงก็ประคองถ้วยยาทาแผลก้าวเข้ามาในห้อง เธอเผยรอยยิ้มละไมตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามา ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงแววเย้ยหยันอยู่หลายส่วน "อย่างไรกัน คิดจะมาสู้ตายกับข้ารึ ข้าทุบตีนางแล้วจะทำไม หากเจ้ามีดีพอ ก็จงเข้ามาสู้ตายกับข้าเสียเดี๋ยวนี้เลยสิ"
สวีต้าหยาตกใจจนรีบผละลงจากเตียง ค้อมกายคำนับอันหนิงอย่างลนลาน "ป้าใหญ่เจ้าค่ะ"
เฟิงซื่อเองก็ขวัญหนีดีฝ่อเช่นกัน นางเอ่ยอย่างลนลานด้วยความหวาดกลัว "พี่สะใภ้ใหญ่ ข้า... ข้าเพียงแต่กล่าววาจาเหลวไหลยามโกรธเท่านั้นเจ้าค่ะ"
"ขี้ขลาดตาขาว"
อันหนิงถ่มน้ำลายอย่างนึกรังเกียจ ก่อนจะวางถ้วยยาลงบนโต๊ะ "อย่ามาปรักปรำว่าข้าใจคอคับแคบไร้ความเมตตา ข้าเองก็ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตนังเด็กเอ้อร์หยาหรอกนะ ดูเถิด นี่ยังอุตส่าห์เสาะหายาสมานแผลมามอบให้พวกเจ้าถึงที่"
เฟิงซื่อถูกอันหนิงเหน็บแนมจนใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย "เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่โปรดอย่าได้ถือสาหาความคนอย่างข้าเลยนะเจ้าค่ะ"
อันหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะสั่งสอนเจ้าหรอกนะ ทว่าหากเจ้าเป็นมารดาที่พึ่งพาได้เสียหน่อย ก็ควรจะอบรมสั่งสอนเอ้อร์หยาให้ดีกว่านี้ แต่ก่อนนางก็ดูเสงี่ยมเจียมตัวดี ทว่ากลับเจียมตัวเกินไปจนไม่กล้าเอ่ยปากพูดจาแม้แต่ครึ่งคำ ยามนี้กลับตลบหลังเปลี่ยนไปเป็นคนละคน หากวันใดไม่ได้ก่อเรื่องสร้างความเดือดร้อนสักสองสามหน นางคงจะอกแตกตายกระมัง เจ้าคิดว่าคฤหาสน์ตระกูลฉวี่เป็นเพียงตระกูลธรรมดาๆรึ? พวกเขาเป็นถึงมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแถบนี้ บุตรสาวของตระกูลกำลังจะแต่งออกไปเป็นสะใภ้บ้านนายอำเภอ งานปักที่ข้ากำลังลงแรงอยู่คือสิ่งของมงคลที่บุตรสาวตระกูลใหญ่ต้องใช้ในวันออกเรือน เจ้าลองตรองดูเถิด หากเอ้อร์หยาทำมันพังพินาศย่อยยับ บ้านใหญ่ของข้าย่อมหลีกหนีความผิดไม่พ้น แล้วพวกเจ้าบ้านรองจะรอดพ้นคดีความไปได้รึ? ขุนนางพวกนั้นหาได้สนใจหรอกว่าใครบ้านใหญ่ใครบ้านรอง หากโกรธกริ้วขึ้นมาพวกเขาย่อมสั่งลงทัณฑ์ร่วมกันทั้งหมด ต่อให้เอาชีวิตของคนทั้งสิบกว่าชีวิตในตระกูลสวีไปเซ่นสังเวย ก็ยังมิอาจชดใช้ความกริ้วของพวกเขาได้เลย!"
เฟิงซื่อฟังจนใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ "กะ... ก็แค่ งานปักชิ้นหนึ่ง คงไม่ถึงขั้นล่มจมปานนั้นกระมังเจ้าคะ"
อันหนิงแค่นยิ้มหยัน "ไม่ถึงขั้นนั้นรึ? เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'เจ้าเมืองสั่งยึดทรัพย์ นายอำเภอสั่งล้างตระกูล' บ้างหรือไม่? พวกใต้เท้าเหล่านั้นเพียงแค่เอ่ยปากประโยคเดียว ก็สามารถบีบคั้นให้พวกเราไม่มีที่ซุกหัวนอนได้แล้ว เอาแค่เรื่องใกล้ตัว ยามที่มีการเกณฑ์แรงงาน หากพวกเขาจงใจกลั่นแกล้งบ้านเรา บ้านใหญ่ของข้าไร้ชายฉกรรจ์ที่เป็นเสาหลักแล้ว ทว่าเจ้าสองกับเจ้าสามยังอยู่ไม่ใช่รึ? หากพวกเขาเจาะจงตราหน้าเกณฑ์ตัวสองคนนั้นไปทำงานโยธาที่ตรากตรำและทำลายสุขภาพที่สุด ต่อให้พวกเขามีชีวิตรอดกลับมาได้ ก็คงกลายเป็นคนพิการปางตายไปครึ่งตัว เจ้ามัวแต่เวทนาสงสารบุตรสาวของเจ้า เหตุใดจึงไม่นึกเวทนาสงสารสามีของเจ้าบ้างเล่า!"
กล่าวจบ อันหนิงก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวเดินผละจากไปทันที "ข้าคร้านจะสนทนากับคนเขลาเบาปัญญาเช่นเจ้าแล้ว ยามนี้ท่านแม่ยังคงโกรธจนอกแทบระเบิด ข้าต้องรีบไปอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยให้ท่านคลายใจ เสียเวลาประเดี๋ยวท่านเกิดล้มหมอนนอนเสื่อเพราะความโกรธที่มีต่อเด็กอกตัญญูบ้านเจ้าขึ้นมาจะแย่เอา"
สวีเอ้อร์หยาเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังจะดับสูญสิ้นใจไปในไม่ช้า
สติรับรู้ของเธอยังคงแจ่มชัด ทว่ากลับไม่อาจเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้
ในตอนที่สติสัมปชัญญะกึ่งหลับกึ่งตื่น ทุกถ้อยคำของอันหนิงกลับหลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาทของเธออย่างครบถ้วน
และเพราะได้ฟังวาจาเหล่านั้น สวีเอ้อร์หยาจึงพลันหูตาสว่างและได้สติขึ้นมาไม่น้อย
จริงด้วย... เธอหลงลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือโลกโบราณ ยุคสมัยที่กฎหมายบ้านเมืองยังคงใช้ระบบโทษทัณฑ์ร่วมกันทั้งตระกูล ตัวเธอกับคนตระกูลสวีล้วนลงเรือลำเดียวกัน หากคนในตระกูลก่อเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา ตัวเธอเองก็ย่อมไม่มีวันพบจุดจบที่ดีได้
ก่อนหน้านี้สวีเอ้อร์หยายังคงลิงโลดลำพองใจ ทะนงตนว่าตนเองเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ทั้งยังนึกเหยียดหยามดูแคลนผู้คนในโลกโบราณเหล่านี้อยู่ลึกๆ
ทว่าเมื่อได้รับบทเรียนอันแสนสาหัสในครานี้ เธอจึงได้ประจักษ์แจ้งว่าตนจำเป็นต้องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
ธรรมเนียมปฏิบัติของโลกโบราณและโลกยุคปัจจุบันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้กระทั่งความคิดอ่านของผู้คนก็หาได้เหมือนกันไม่ ที่นี่คือสถานที่ที่คำว่าความกตัญญูยิ่งใหญ่เหนือค้ำฟ้า ต่อให้วันนี้หญิงชราทุบตีเธอจนสิ้นใจตายไป ก็ย่อมไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาร้องเรียนทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ตระกูลเธออย่างแน่นอน
เมื่อตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ สวีเอ้อร์หยาจึงเริ่มหันกลับมาทบทวนและสำนึกเสียใจต่อพฤติกรรมโอหังอวดดีที่ตนเคยแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อหญิงชราในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ตัวเธอในตอนนั้น... ช่างกระทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาลงไปแท้ๆ