- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 421 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (8)
บทที่ 421 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (8)
บทที่ 421 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (8)
สวีเอ้อร์หยาประคองก้อนทองคำกลับมาถึงเรือน ยามเมื่อนั่งลงในห้องก็เริ่มเปิดฉากคิดอ่านวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้หญิงชรายอมตกลงแยกบ้าน
เธอครุ่นคิดตริตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็คิดอุบายหนึ่งขึ้นมาได้
อุบายนี้แม้จะดูไม่สู้ดีนัก ทั้งยังทำให้สวีจื้อหย่งต้องรับกรรมทนทุกข์ทรมานอยู่บ้าง ทว่าส่วนดีของมันคือสามารถทำให้การแยกบ้านบรรลุผลสำเร็จได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของหญิงชราและคนบ้านใหญ่ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ประจักษ์แจ้งอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน อันหนิงกำลังนั่งสนทนาอยู่กับหญิงชรา
"ท่านแม่ เรื่องแยกบ้านนั้นโปรดรอก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งจะมีปากเสียงกับน้องสะใภ้ไปเมื่อวานนี้เอง หากขืนประกาศแยกบ้านกันในยามนี้ บ้านรองกับบ้านสามย่อมต้องคิดว่าข้าเป็นคนยุแยงเป็นแน่ ถึงเวลานั้นคงพาลมานึกโกรธแค้นเคืองข้าเอาได้เจ้าค่ะ"
หญิงชราตรองดูแล้วเห็นว่าวาจาของอันหนิงมีเหตุผล จึงพยักหน้ารับคำ "เอาเถอะ แม่ฟังเจ้า"
อันหนิงเผยรอยยิ้มบางๆก่อนจะหยิบงานปักผ้าขึ้นมาทำต่อ
หญิงชราขยับเข้าไปชะโงกหน้ามองดู จึงได้เห็นว่าอันหนิงกำลังปักลวดลายคู่ยวนยางเล่นน้ำ คู่ยวนยางที่นางปักช่างงดงามมีชีวิตชีวา ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ แม้กระทั่งใบบัวและดอกบัวก็ดูสมจริงยิ่งนัก ราวกับกำลังเริงระบำล้อไปกับสายลม หญิงชราใช้ชีวิตล่วงเลยมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยพบเห็นงานปักที่งดงามประณีตและมีสีสันสดใสถึงเพียงนี้มาก่อน
"ฝีมือของเจ้าในยามนี้ ยิ่งนับวันก็ยิ่งล้ำเลิศขึ้นทุกที"
อันหนิงเพียรปักผ้าพลางเอ่ยตอบ "ข้าลงมือทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมต้องมีความก้าวหน้าขึ้นบ้างเจ้าค่ะ นี่เป็นผ้าปูที่นอนที่ทางคฤหาสน์ของนายท่านฉวี่ในตัวตำบลสั่งทำขึ้นเพื่อมอบให้บุตรสาวสายตรง บุตรสาวตระกูลฉวี่ผู้นั้นแว่วมาว่าจะแต่งออกไปให้กับบุตรชายของท่านนายอำเภอเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้าก็ต้องตั้งใจปักให้ดีเชียวล่ะ"
หญิงชราเอ่ยกำชับอีกประโยคหนึ่งก่อนจะเดินผละออกไป
อันหนิงเพียรปักผ้าต่ออยู่อีกครู่ใหญ่ จึงค่อยยกมือขึ้นนวดคลึงลำคอแล้วเดินออกไปยืดเส้นยืดสายที่ลานบ้าน
เธอคิดไว้ว่า หลังจากแยกบ้านกันเรียบร้อยแล้ว จะพาสองผู้เฒ่าและบุตรธิดาทั้งสองย้ายเข้าไปอยู่ในตัวตำบล
ในช่วงหลายปีมานี้ร่างเดิมก็พอมีเงินเก็บออมอยู่บ้าง เมื่อสมทบเข้ากับสินเดิมของเธอแล้ว ก็น่าจะเพียงพอสำหรับซื้อจวนขนาดเล็กในตำบลได้สักหลัง ทว่าการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าล้วนต้องใช้เงินทอง ทั้งค่าน้ำใจในการคบค้าสมาคม ค่าเล่าเรียนของบุตรชาย หากนำเงินไปทุ่มซื้อจวนจนหมดสิ้น แล้วไม่มีเงินสดหลงเหลือติดตัวเลย การดำเนินชีวิตย่อมต้องยากลำบากเป็นแน่
อันหนิงจึงคิดที่จะหาเงินเพิ่มอีกสักก้อน
ความจริงแล้วเธอมีวิชาความรู้มากมายที่สามารถเนรมิตเงินทองขึ้นมาได้ในพริบตา
ทว่าในตอนนี้ เธอกับหญิงชรายังคงอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน หญิงชราเป็นคนเฉลียวฉลาดปานนั้น ย่อมต้องระแคะระคายเงินทองในมือของเธออยู่บ้างเป็นแน่
อีกทั้งหญิงชรายังรู้เกี่ยวกับความสามารถของร่างเดิมดี หากอันหนิงทำอะไรที่เกินตัวไปมาก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสงสัยเอาได้
ดังนั้น อันหนิงจึงทำได้เพียงอาศัยวิชาความรู้เดิมที่มีติดตัวมาใช้ในการหาเงินเท่านั้น
และสิ่งเดียวที่ร่างเดิมสามารถหยิบยกขึ้นมาเชิดหน้าชูตาได้มากที่สุดก็คืองานปักผ้า
อันหนิงคิดจะอาศัยโอกาสที่ทำงานปักให้คฤหาสน์ตระกูลฉวี่ในครานี้ เพื่อสร้างชื่อเสียงของตนเองให้ขจรขจายออกไป จากนั้นค่อยเสาะหาช่องทางรับงานปักชิ้นใหญ่ๆ แม้จะเหนื่อยยากและวุ่นวายอยู่บ้าง ทว่างานปักชิ้นใหญ่เพียงชิ้นเดียวก็อาจสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวไปได้อีกหลายปี
ในขณะที่อันหนิงกำลังไตร่ตรองเรื่องการหาเงิน สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นสวีเอ้อร์หยาที่กำลังเดินลับๆล่อๆออกจากเรือนไป
อันหนิงลอบหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยเรียกอันซินออกมา "เธอไปจับตาดูสวีเอ้อร์หยาหน่อย ดูซิว่ากำลังคิดจะทำอะไร"
อันซินผละจากไปไม่นานนักก็เดินกระฟัดกระเฟียดกลับมาด้วยความโมโห
ตอนที่เธอกลับมาถึง อันหนิงยังคงตั้งหน้าตั้งตาปักผ้าอยู่เช่นเดิม
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?"
อันหนิงสัมผัสได้ถึงความโกรธของอันซิน จึงรีบวางงานในมือลงแล้วเอ่ยถาม
อันซินเอ่ยด้วยความเดือดดาล "สวีเอ้อร์หยาคนนี้ไม่ใช่คนดีเลย! เธอไปว่าจ้างนักเลงหัวไม้ที่ท้ายหมู่บ้าน มอบเงินทองให้มันไปดักทุบตีจนขาของสวีจื้อหย่งหัก"
อันหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "แล้วเธอจะเดือดเนื้อร้อนใจไปทำไม อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเธอ พวกเธอจะอาละวาดจนบ้านแตกสาแหรกขาดยังไงก็ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเรา"
"แต่ฉันเห็นว่าจิตใจของสวีเอ้อร์หยานั้นอำมหิตเกินไป เพียงเพื่อต้องการแยกบ้าน ถึงขั้นยอมให้คนทุบตีขาของบิดาบังเกิดเกล้าจนหัก วันหน้าไม่รู้ว่าจะแอบทำเรื่องชั่วช้าอะไรขึ้นมาอีก"
อันซินยังคงขุ่นเคืองใจ โมโหจนแก้มทั้งสองข้างพองลมโต
อันหนิงเอื้อมมือไปจิ้มแก้มของอันซินเบาๆ "เธอเฝ้าจับตาดูต่อไป ดูว่านางไปพบปะพูดคุยกับใคร และพูดอะไรบ้าง ทางที่ดีที่สุดคือแอบเก็บหลักฐานเอาไว้"
"โอเคค่ะ"
อันซินรับคำสั่ง ก่อนจะผละไปเฝ้าจับตาสวีเอ้อร์หยาต่อไป
ส่วนอันหนิงก็หันกลับมาตั้งอกตั้งใจปักผ้าของเธอต่ออย่างประณีต
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อกลางวัน อันหนิงพาบุตรทั้งสองนอนพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง เข้าสู่ยามบ่ายจึงคอยควบคุมให้บุตรทั้งสองฝึกฝนคัดลายมือ โดยมีเธอคอยเฝ้ามองอยู่ข้างๆ
สวีเอ้อร์หยายืนอยู่ใต้ชายคาเรือน สายตาจับจ้องมองภาพความผูกพันอันอบอุ่นของสามแม่ลูกบ้านใหญ่อยู่เงียบๆ ตอนเห็นอิงเกอเอ๋อร์ถือพู่กันคัดอักษร แววตาของเธอก็สาดประกายวับ ลอบซ่อนความริษยาเอาไว้ภายใต้แววตาคู่นั้น
อันหนิงเห็นสวีเอ้อร์หยายืนอยู่ ทว่าเธอกลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่เดินกลับเข้าห้องเพื่อหยิบผลไม้ตากแห้งจำนวนหนึ่งมาให้อิงเกอเอ๋อร์และหลานเจี่ยเอ๋อร์เคี้ยวเล่น
ภาพนั้นยิ่งทำให้สวีเอ้อร์หยารู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก
เธอได้ยินเสียงอันหนิงลูบศีรษะของหลานเจี่ยเอ๋อร์พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลว่า "หลานเจี่ยเอ๋อร์ ช่วงนี้เจ้าต้องทำตัวเป็นเด็กดีนะ รอให้แม่ปักผ้าชิ้นนี้เสร็จจนได้เงินมาแล้ว จะนำเงินไปตัดชุดใหม่ให้เจ้า ดีหรือไม่?"
"ข้ายังอยากได้ผ้าผูกผมสวยๆอีกสักชิ้นด้วยเจ้าค่ะ"
หลานเจี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กร่าเริงและรักสวยรักงาม สิ่งที่นางชื่นชอบที่สุดก็คือเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
อันหนิงแย้มยิ้มพลางเอ่ยปากรับคำบุตรสาว
สวีเอ้อร์หยาพลันฉุกคิดถึงเรื่องที่เคยได้ยินมารดาบอกเล่าว่า ตอนนี้บ้านใหญ่ได้รับงานปักผ้าชิ้นสำคัญยิ่งมางานหนึ่ง หากทำออกมาได้ดี ย่อมจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความริษยาและนึกแค้นเคืองในใจว่าสวรรค์ช่างไร้ตา เหตุใดสตรีจิตใจอมหิตผิดมนุษย์เช่นนี้กลับมีฝีมือการปักผ้าที่เลิศล้ำแบบนี้
เมื่อสายตาจับจ้องไปยังแท่นสะดึงปักผ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องของอันหนิง แผนการชั่วร้ายสายหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาในหัวของสวีเอ้อร์หยา
ช่วงมื้อค่ำ อันหนิงพาลูกทั้งสองคนไปยังเรือนโถงใหญ่ เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทว่ากลับไร้เงาของสวีเอ้อร์หยา
อันหนิงจัดแจงให้อิงเกอเอ๋อร์และหลานเจี่ยเอ๋อร์นั่งประจำที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะก้มลงตักข้าวปลาอาหารปรนนิบัติหญิงชรา ทว่าในจังหวะที่กำลังจะทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะนั้น ร่างกายของเธอกลับโอนเอนไปวูบหนึ่ง ส่งผลให้มือสั่นระริกจนน้ำแกงในถ้วยกระฉอกรดใส่กระโปรงจนเป็นคราบดวง
"เป็นอะไรมากหรือไม่?"
หญิงชรารีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
อันหนิงสั่นศีรษะ "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ น้ำแกงไม่ได้ร้อนจัด เพียงแต่เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปเสียแล้ว ข้าขอตัวกลับห้องไปผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ประเดี๋ยวก็เรียบร้อยเจ้าค่ะ"
นางลุกขึ้นยืนพร้อมค้อมกายคำนับหญิงชราตามมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกจากเรือนโถงใหญ่
"สะใภ้ใหญ่คงจะเหน็ดเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้วเป็นแน่"
หญิงชราเปรยขึ้นมาประโยคหนึ่ง พร้อมปรายตามองตาเฒ่าสวีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงยกชามข้าวขึ้นมาเริ่มลงมือรับประทาน
ทว่าทันทีที่ฝีเท้าของอันหนิงก้าวพ้นออกมาจากเรือนโถงใหญ่ เธอกลับจงใจผ่อนน้ำหนักลงจนฝีเท้าแผ่วเบาราวกับแมวย่อง
เธอลอบเปิดประตูห้องปีกตะวันออกออกอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่ย่างก้าวเข้าไปด้านใน สายตาไปปะทะเข้ากับร่างของสวีเอ้อร์หยาที่กำลังถือเทียนไขเล่มหนึ่ง ยืนดักอยู่เบื้องหน้าสะดึงปักผ้า
"กำลังทำสิ่งใดอยู่รึ?"
อันหนิงถลันกายเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว พร้อมยื่นมือออกไปบีบข้อมือของสวีเอ้อร์หยาไว้แน่น "เจ้าไม่ไปร่วมโต๊ะกินข้าวที่เรือนใหญ่ แต่กลับลอบเข้ามาในห้องของข้าเพื่อประสงค์สิ่งใดกัน?"
เธอก้มลงมองสำรวจลวดลายบนผืนผ้าปัก พลันพบว่ามุมหนึ่งของผ้าเริ่มมีรอยเปรอะเปื้อนด่างพร้อยเสียแล้ว
"เจ้าคิดจะทำลายงานปักของข้ารึ?"
แววตาของอันหนิงสาดประกายดุร้ายอำมหิตขึ้นมาทันควัน เธอจ้องมองสวีเอ้อร์หยาด้วยสีหน้าท่าทางข่มขวัญ
สวีเอ้อร์หยาตกใจจนลนลาน ทำเอาเทียนไขในมือหลุดร่วงหล่นลงมา
หากเทียนไขเล่มนี้ตกลงไปสัมผัสถูกผืนผ้าปัก ย่อมต้องแผดเผาทำลายงานปักชิ้นเอกนี้จนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านอย่างไม่ต้องสงสัย
แววตาของผู้ลงมือพลันฉายแววสะใจขึ้นมาแวบหนึ่ง
ทว่าในวินาทีถัดมา เธอกลับต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นอันหนิงตวัดฝ่ามือวูบเดียว ก็สามารถคว้าจับเทียนไขเล่มนั้นไว้ได้อย่างมั่นคงและแม่นยำ ก่อนจะสะบัดมืออีกครา โยนเทียนไขนั้นทิ้งลงสู่พื้นเรือนอย่างไม่ไยดี
"อย่างไรกัน... ถึงขั้นคิดจะเผาทำลายผ้าปักของข้าเชียวรึ?"
อันหนิงเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือ บดขยี้จนสวีเอ้อร์หยาเจ็บปวดจนหน้าบิดเบี้ยว
"ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ! เมื่อครู่ข้าเพียงแต่พลั้งเผลอไม่ระวังเท่านั้น!"
มีหรือที่สวีเอ้อร์หยาจะยอมรับความผิดแต่โดยดี เธอยังคงปากแข็งยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งว่าตนไม่ได้มีเจตนาชั่วร้ายประการใด
"หากมิได้มีใจคิดคด แล้วเจ้าลอบเข้ามาในห้องของข้าด้วยเหตุใด? หรือที่แท้แล้วมีใจกำเริบคิดจะเข้ามาโจรกรรมลักทรัพย์กันแน่?"
"ข้าไม่ได้ขโมยนะเจ้าคะ! ข้าเพียงแต่... เพียงแต่เห็นว่าฝีมือการปักผ้าของท่านป้าใหญ่งดงามล้ำเลิศนัก จึงอยากจะลอบเข้ามาขอยลเป็นบุญตาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"
สวีเอ้อร์หยาขบฟันแน่น เค้นสมองจนสุดกำลังเพื่อหาข้อแก้ตัวเอาตัวรอด
ทว่าอันหนิงกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจหายคอ เธอออกแรงฉุดกระชากลากตัวสวีเอ้อร์หยาให้เดินตามออกไปด้านนอกทันที
"เจ้าสอง! นังเฟิงซื่อ! พวกเจ้าจงออกมาดูผลงานของบุตรสาวตัวดีที่พวกเจ้าเสี้ยมสอนสั่งมาเถิด!"
อันหนิงฉุดลากสวีเอ้อร์หยาเข้ามาในเรือนโถงใหญ่ ก่อนจะออกแรงถีบส่งจนร่างของเธอล้มคะมำลงไปกองอยู่บนพื้นเรือนอย่างหมดสภาพ
ผู้คนในบ้านตระกูลสวีที่กำลังล้อมวงรับประทานอาหารกันอยู่ถึงกับตกตะลึงลานไปตามๆกัน
"เกิดเรื่องราวใหญ่โตอันใดขึ้นกันแน่?"
หญิงชรามีสีหน้ามืดครึ้มลงทันควัน นางวางชามข้าวในมือลงแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม
เฟิงซื่ออุทานออกมาด้วยความตกใจ ถลันกายเข้าไปหมายจะประคองร่างของบุตรสาวขึ้นมา
"จะเกิดเรื่องอันใดขึ้นได้อีกเล่าเจ้าคะ! ก็เอ้อร์หยาอาศัยจังหวะที่พวกเรากำลังล้อมวงกินข้าว ลอบมุดเข้าไปในห้องของข้าเพื่อหมายจะจุดไฟเผาทำลายงานปักผ้าของข้าน่ะสิเจ้าคะ! ยังดีที่ข้าย้อนกลับไปพบเข้าทันท่วงที มิเช่นนั้นข้าจะเอาหน้าทีไหนไปส่งมอบงานให้แก่นายท่านฉวี่ได้ หากงานมงคลของผู้อื่นต้องมาพังพินาศย่อยยับเพราะน้ำมือของนาง จนทำให้บุตรสาวตระกูลใหญ่ต้องไปขายหน้าในวันแต่งงาน ต่อให้พวกเราเอาชีวิตของคนทั้งตระกูลสวีไปชดใช้ ก็ยังมิอาจชดเชยความผิดในครานี้ได้หมดสิ้น!"