- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 420 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (7)
บทที่ 420 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (7)
บทที่ 420 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (7)
สวีจื้อหย่งถึงกับอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
"ท่านแม่... ท่าน... ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
หญิงชราโกรธจนอยากจะยัดเจ้าลูกซื่อบื้อคนนี้กลับเข้าท้องไปเกิดใหม่เสียให้รู้แล้วรู้รอด "หมายความว่าอย่างไรน่ะรึ? เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ อย่างไรเสียก็เป็นเมียของเจ้าที่เอาเงินที่เจ้าหามาได้ทั้งหมดไปประเคนให้บ้านเดิมของนางน่ะสิ!"
"คงไม่ใช่มั้งขอรับ?"
สวีจื้อหย่งยังคงไม่ยากจะเชื่อ
"งั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เงินที่เจ้าหามาได้มันหายไปไหนหมด? หรือว่าเมียของเจ้าแอบเอาไปเลี้ยงชายชู้กันเล่า?"
วาจาของหญิงชรายิ่งทวีความดุดันและไม่ไว้หน้ามากขึ้นไปอีก
ใบหน้าของสวีจื้อหย่งพลันเขียวคล้ำขึ้นมาทันตา "ท่านแม่ ท่านอย่ากล่าววาจาเลื่อนลอยเช่นนี้สิขอรับ เมียของข้าไม่ใช่คนประเภทนั้นแน่ๆ"
ช่างเถอะ... หญิงชราหลับตาลงพลางโบกมือไล่ "เจ้าไปซะเถอะ"
สวีจื้อหย่งเดินผละจากไปด้วยความงุนงงเต็มประดา
หญิงชรารอจนเขาเดินลับสายตาไปจึงค่อยลืมตาขึ้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา "โคลนตมต้อยต่ำ ยากจะฉาบขึ้นเป็นกำแพงสูงได้จริงๆ"
ล่วงเข้าสู่ยามค่ำคืนอันเป็นเวลาหลับนอน หญิงชรากลับไม่ยอมปล่อยให้ตาเฒ่าสวีได้นอนหลับอย่างเป็นสุข ครั้นเห็นตาเฒ่าหลับตาลงเมื่อใด นางเป็นต้องเอื้อมมือไปหยิกเนื้อให้เขาตกใจตื่นอยู่ร่ำไป
"เจ้าจะทำอะไรของเจ้ากันแน่?"
ตาเฒ่าสวีเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว "จะไม่ปล่อยให้คนเขาหลับนอนเลยหรืออย่างไร"
หญิงชราโกรธจนฟาดฝ่ามือใส่ตาเฒ่าสวีไปฉาดหนึ่ง "นอนรึ? นอนเข้าไปเถอะ ในบ้านเกิดเรื่องราวปานนี้แล้วเจ้ายังจะนอนหลับลงอีกหรือ"
ตาเฒ่าสวีหมดปัญญา ทำได้เพียงยกมือขึ้นลูบหน้าเรียกสติให้ตื่นเต็มตาครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม "มันเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกันแน่ ใครมาทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจอีกเล่า?"
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ตาเฒ่า... พวกเราแยกบ้านกันเถอะ"
"อะไรนะ?!"
ตาเฒ่าสวีตกใจจนผวาเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที "เหตุใดจึงคิดเรื่องแยกบ้านขึ้นมาได้เล่า ยามที่เจ้าใหญ่จากไปใหม่ๆ เจ้ายังเป็นคนบอกกับข้าเองว่าไม่อยากแยกบ้าน หวังจะให้เจ้าสองกับเจ้าสามคอยช่วยดูแลเกื้อกูลบ้านใหญ่ต่อไปอีกสักสองสามปี แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงอยากจะแยกบ้านขึ้นมาเสียแล้ว?"
หญิงชราขยับลุกขึ้นนั่งเช่นกัน "แต่แรกข้าเห็นว่าบ้านใหญ่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จึงคิดจะให้เจ้าสองกับเจ้าสามช่วยแบ่งเบาภาระของพี่สะใภ้ใหญ่สักสองสามปี ใครจะไปคาดคิดว่าในช่วงสองปีมานี้ ทั้งสามบ้านกลับผูกใจเจ็บและก่อความขุ่นเคืองต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะใภ้ใหญ่เองก็ต้องทนรับความอยุติธรรมมาไม่น้อย หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าครอบครัวนี้คงต้องแตกซ่านเป็นแน่"
เมื่อคิดถึงเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตาเฒ่าสวีเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
"ถ้อยคำที่เอ้อร์หยาพูดออกมาเหล่านั้น ย่อมต้องมีผู้ใหญ่คอยเสี้ยมสอนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่"
เขาถอนหายใจยาวออกมาคราหนึ่ง "เจ้าลองคิดดูสิ เจ้าสองกับเจ้าสามพวกมันคิดอ่านอะไรกันอยู่? แม้พวกเราจะยังไม่ได้ประกาศแยกบ้านอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงก็เหมือนแยกบ้านกันกลายๆไปแล้ว เงินทองที่แต่ละบ้านหามาได้ต่างก็เก็บงำไว้เอง เพียงแค่เจียดมาจ่ายค่ากินค่าน้ำเข้ากองกลางในแต่ละเดือนเท่านั้น ขนาดนี้พวกมันยังทนเห็นดีเห็นงามด้วยไม่ได้เลย"
ตาเฒ่าสวีรู้สึกสะเทือนใจอย่างแท้จริง
เดิมทีเขาเกรงว่าแต่ละบ้านจะมีข้อครหาต่อกัน จึงได้ตกลงให้แยกกระเป๋าเงินกันเป็นการภายในเงียบๆ ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวกลับกลายเป็นเช่นนี้ ลูกชายทั้งสองคนยังคงไม่รู้จักพอและคอยหาเรื่องราวมิได้หยุดหย่อน
"ยังจะมีเมียของเจ้าสองอีกคน"
เมื่อคิดถึงเฟิงซื่อ หญิงชราก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน "นังคนนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีอันใด หน้าตาภายนอกดูซื่อสัตย์เอียงอายเหนียมเจียม แต่ยามที่นางลอบแว้งกัดขึ้นมาสะบัดเขี้ยวใส่ผู้อื่นก็นับว่าอำมหิตผิดมนุษย์นัก"
"แล้วเรื่องแยกบ้านจะจัดการอย่างไรเล่า"
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตาเฒ่าสวีแทบไม่เคยมีปากเสียงกับหญิงชราเลยสักครั้ง
เขารู้ดีว่าหญิงชราเป็นคนเฉลียวฉลาดและเฉียบขาด เรื่องราวส่วนใหญ่ในบ้านเขาจึงมักจะคล้อยตามความคิดของนางเสมอ ในเมื่อนางเอ่ยปากว่าต้องการแยกบ้าน เขาจึงคิดอ่านต่อไปว่าควรจะจัดสรรแบ่งส่วนอย่างไร
"จะจัดสรรอย่างไรได้อีกเล่า?"
หญิงชราแค่นยิ้มเย็นชา "ทรัพย์สินในกองกลางทั้งหมดล้วนเป็นของพวกเราสองคน เงินทองที่แต่ละบ้านเก็บหอมรอมริบไว้ก็ให้พวกมันเอาคืนไป ส่วนเรือนหลังนี้ก็เป็นน้ำพักน้ำแรงของพวกเราสองคนถนอมสร้างขึ้นมา เจ้าลูกซื่อบื้อสองคนนั้นอย่าได้หวังว่าจะได้ส่วนแบ่งแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ทั้งหมดต้องถูกแม่เฒ่าคนนี้ไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปแต่ตัว!"
ตาเฒ่าสวีถึงกับตะลึงงัน "แล้ว... แล้วพวกเราสองคนจะไปฝากผีฝากไข้ให้บ้านไหนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าเล่า?"
เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าหญิงชราจะใจเด็ดถึงขั้นขับไล่บุตรชายทั้งสองคนออกไปตัวเปล่าเช่นนี้
หญิงชราฟาดมือใส่ตาเฒ่าสวีไปอีกทีหนึ่ง "ก็อยู่กับบ้านใหญ่น่ะสิ ตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณมา ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของบุตรชายคนโตที่ต้องปรนนิบัติเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าอยู่แล้ว"
ตาเฒ่าสวีอุทานเสียงหลงด้วยความตระหนก "จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน! เจ้าใหญ่ด่วนจากไปแล้ว ยามนี้สะใภ้ใหญ่ต้องลำบากตรากตรำเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งสองคนก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่แล้ว หากยังต้องมารับภาระเลี้ยงดูคนแก่อย่างพวกเราอีกสองคน..."
ตามหลักปฏิบัติในแถบชนบท ย่อมต้องเป็นบุตรชายคนโตที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูบิดามารดา ทว่าสถานการณ์ในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไป บุตรชายคนโตสิ้นชีพไปแล้ว ตามเหตุผลพวกตนสมควรต้องย้ายไปพึ่งพิงอยู่กับบ้านรอง แต่เดิมตาเฒ่าสวีก็คิดไว้ว่าหากแยกบ้านกันในวันหน้าจะไปอาศัยอยู่กับเจ้าสอง ทว่าหญิงชรากลับไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย
"หรือเจ้าอยากจะไปอยู่กับเจ้าสองให้มันทุกข์ระทมใจเล่นรึ? หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่าเจ้าคงต้องเอาชีวิตวัยชราไปทิ้งไว้ที่นั่นแน่ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้ายังไม่อยากตรอมใจตาย ข้ายังปรารถนาจะอยู่ดูโลกไปอีกหลายปี ยังต้องรอคอยให้หลานชายสุดที่รักของข้าเติบใหญ่ และได้เห็นเขาเข้าสอบได้เป็นจิ้นซื่ออย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรีอยู่นะ"
ตาเฒ่าสวีตกอยู่ในความเงียบงันทันที
หากพูดกันตามความสัตย์จริง ตัวเขาเองก็ไม่นึกนิยมชมชอบในท่าทางและการกระทำของเจ้าสองเช่นกัน
"เช่นนั้น... เจ้าลองไปหารือกับสะใภ้ใหญ่ดูเสียก่อนเถอะ ดูว่านางจะยินยอมพร้อมใจรับพวกเราไว้หรือไม่?"
ในเวลานั้นเอง ตัวเฒ่าสวีก็เริ่มมีความคิดที่จะย้ายไปอยู่กับบ้านใหญ่เช่นกัน
สะใภ้ใหญ่ต้องกลายเป็นม่ายไร้คนพึ่งพิง สตรีตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูบุตรธิดาถึงสองคนช่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบากนัก หากพวกตนสองคนเฒ่าแปรพักตร์ไปอยู่ด้วย ในยามที่ร่างกายยังพอขยับเขยื้อนไหวก็ยังพอจะช่วยหยิบจับแบ่งเบาภาระได้บ้าง
"ตกลง"
หญิงชราเอ่ยปากรับคำ "ข้าคิดว่าสะใภ้ใหญ่ย่อมต้องยินยอมพร้อมใจเป็นแน่"
"เจ้าก็ลองไปถามนางดูเถอะ"
ท่านผู้เฒ่าทอดถอนใจออกมาอีกสองสามครา ไม่นานนักก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไป
ทว่าหญิงชรากลับพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ กระทั่งจวบจนใกล้รุ่งสางจึงพอได้งีบหลับไปชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง
วันนี้ประจวบเหมาะเป็นเวรของเฟิงซื่อที่ต้องลุกขึ้นมาตระเตรียมอาหาร
หญิงชราเพิ่งจะงีบหลับไปได้เพียงครู่เดียว ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโครมครามจากการทำครัวอย่างเอิกเกริกของเฟิงซื่อ จนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงด่าทอออกไปอีกสองสามประโยคด้วยความขุ่นเคือง
สวีเอ้อร์หยาที่เก็บตัวซ่อนอยู่ในห้อง แววตาพลันสาดประกายดุร้ายอำมหิตออกมา
เธอรู้สึกว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอย่อมไม่อาจทนทานได้อีกเป็นแน่
คนประเภทหญิงชราและเหวินซื่อที่ไร้ยางอาย ทั้งยังจิตใจคออำมหิตเช่นนั้น เธอไม่อาจทนร่วมชายคาด้วยได้แม้แต่เพียงนาทีเดียว ตอนคิดถึงเฟิงซื่อที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดตรากตรำทำงานหนักทว่ากลับต้องมาถูกด่าว่าทุบตี ในขณะที่เหวินซื่อแห่งบ้านใหญ่กลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายชีวีในทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของหญิงชราอย่างยิ่ง สวีเอ้อร์หยาก็ยิ่งทวีความเดือดดาลและรู้สึกอยุติธรรมแทนเฟิงซื่อยิ่งนัก
เธอคิดในใจว่า ตนต้องเสาะหาหนทางเพื่อแยกบ้านให้ได้โดยเร็ววัน
เมื่อความอัดอั้นตันใจไม่อาจระบายออก สวีเอ้อร์หยาจึงลอบนำน้ำพุวิญญาณออกมาดื่มดื่มกิน
ใช่แล้ว สวีเอ้อร์หยาหาใช่เพียงผู้ทะลุมิติมาธรรมดาๆ ทว่าเธอยังครอบครองสิ่งของวิเศษเหนือธรรมชาติ ซึ่งก็คือมิติน้ำพุวิญญาณนั่นเอง
เธอเพิ่งจะค้นพบเมื่อวานนี้เองว่าตนเองมีมิติน้ำพุวิญญาณซุกซ่อนอยู่
แม้ว่ามิติแห่งนี้จะไม่สามารถเก็บงำสิ่งของได้มากมาย ทั้งยังไร้ซึ่งคัมภีร์ยุทธ์หรือวิชาเคล็ดลับใดๆ ทว่าภายในกลับมีบ่อน้ำวิเศษที่สามารถให้กำเนิดน้ำพุวิญญาณได้
บ่อน้ำแห่งนั้นสามารถผลิตน้ำพุวิญญาณได้วันละหนึ่งชาม ซึ่งน้ำพุวิญญาณนี้มีสรรพคุณช่วยปรับเปลี่ยนรูปโฉมให้งดงามหมดจด ทั่งยังช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงกำยำ ไร้ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ
และเป็นเพราะสวีเอ้อร์หยามีมิติน้ำพุวิญญาณเป็นที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ เธอจึงเกิดความมั่นใจและปรารถนาที่จะแยกบ้านออกไปใช้ชีวิตลำพัง
หลังจากดื่มน้ำพุวิญญาณเข้าไป จิตใจที่เคยพลุ่งพล่านด้วยโทสะของเธอจึงค่อยๆสงบระงับลงบ้าง
ทางด้านอันหนิงที่ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาปรนนิบัติหวีผมให้หลานเจี่ยเอ๋อร์ พลันสัมผัสได้ถึงกระแสความเคลื่อนไหวอันผิดปกติบางอย่าง
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มลุ่มลึกที่ยากจะคาดเดา
สวีเอ้อร์หยาอุดอู้อยู่แต่ในเรือนจนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสาย จึงได้เอ่ยปากอ้างว่าจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกแล้วลอบเร้นกายออกจากบ้านตระกูลสวี
ตอนที่เธอย้อนนึกถึงเนื้อความในนิยายเล่มนั้น เธอจำได้ขึ้นใจว่า มีอยู่คราหนึ่งที่อิงเกอเอ๋อร์บ้านใหญ่ไปวิ่งเล่นที่ท้ายภูเขาแล้วบังเอิญเก็บก้อนทองคำได้
ตอนนี้เธอไร้ซึ่งเงินทองติดตัว แม้จะมีน้ำพุวิญญาณทว่าก็ไม่สะดวกใจที่จะนำออกมาเปิดเผยต่อหน้าผู้คน เธอจึงคิดอ่านว่าหากตนสามารถตัดหน้าเก็บก้อนทองคำนั้นมาได้ แผนการดำเนินชีวิตในวันหน้าย่อมต้องราบรื่นเป็นแน่
สวีเอ้อร์หยาเดินๆหยุดๆ จนกระทั่งมาถึงข้างต้นหลิวคอเอียงตามที่ระบุไว้ในหนังสือ เธอเดินวนรอบต้นหลิวอยู่สองสามรอบ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นแสงประกายเรืองรองวับแวมอยู่ท่ามกลางดงหญ้า จึงรีบถลันกายเข้าไปดู และก็เป็นไปตามคาด เธอได้พบก้อนทองคำเข้าจริงๆ
เธอหยิบก้อนทองคำนั้นขึ้นมาด้วยความเบิกบานใจ จัดแจงซุกซ่อนเก็บงำไว้เป็นอย่างดี ก่อนจะแสร้งทำเป็นเกี่ยวหญ้าหมูใส่จนเต็มครึ่งตะกร้าแล้วจึงค่อยเดินกลับเรือน
ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นมื้อเช้า หญิงชราก็เดินตรงมายังห้องของอันหนิงทันที
นางเอ่ยปากไล่ให้หลานเจี่ยเอ๋อร์และอิงเกอเอ๋อร์ออกไปวิ่งเล่นด้านนอก เพื่อที่ตนจะได้อยู่สนทนากับอันหนิงตามลำพัง
"สะใภ้ใหญ่ ข้าคิดจะจัดการแยกบ้านให้พวกเจ้า"
อันหนิงวางงานปักผ้าในมือลง ก่อนจะจับจ้องสายตาไปยังหญิงชรา "เหตุใดท่านแม่จึงคิดเรื่องแยกบ้านขึ้นมาได้เล่าเจ้าคะ? แต่ก่อนท่านแม่มิใช่เป็นผู้ไม่ยินยอมพร้อมใจหรอกหรือ?"
หญิงชราไม่ได้ปิดบังอันหนิงแต่อย่างใด นางระบายความกังวลและเรื่องราวที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น
"ในเมื่อท่านพ่อและท่านแม่คิดอ่านไตร่ตรองไว้พร้อมสรรพแล้ว ตัวข้าย่อมไม่มีข้อคิดเห็นคัดค้านอันใดเจ้าค่ะ"
อันหนิงเผยรอยยิ้มบางๆ "ถึงแม้ข้าจะเป็นเพียงสตรีตัวคนเดียว ทว่าอาศัยเพียงฝีมือการปักผ้าก็ย่อมสามารถเลี้ยงดูท่านพ่อท่านแม่รวมถึงบุตรทั้งสองคนได้ เมื่อแยกบ้านกันแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ย้ายมาอยู่เสวยสุขกับพวกเราบ้านใหญ่เถิดเจ้าค่ะ"
หญิงชรานึกไม่ถึงว่าอันหนิงจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากอาสาเลี้ยงดูปรนนิบัติยามแก่ชราด้วยตนเองเช่นนี้ ในใจพลันบังเกิดความปิตียินดียิ่งนัก ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกเวทนาและเอ็นดูสะใภ้ใหญ่ผู้นี้มากขึ้นไปอีก
"พวกเราสองคนเฒ่ายังพอมีแรงกำลังทำงานไหว เมื่อแยกบ้านกันแล้ว พ่อของเจ้าจะช่วยเจ้าดูแลจัดการสวนไร่นา ส่วนตัวข้าก็ยังช่วยเจ้าเลี้ยงดูเด็กๆ ทั้งยังช่วยตระเตรียมอาหารได้ ผู้คนภายนอกจะได้ไม่กล้าเข้ามาข่มเหงรังแกพวกเจ้าแม่ลูก"
อันหนิงหัวเราะเสียงเบา "ถึงแม้ท่านพี่จะไม่อยู่แล้ว แต่ในเมื่อข้าเป็นภรรยาของเขา ย่อมต้องทำหน้าที่กตัญญูต่อบิดามารดาแทนสามีเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่กับข้าเถิด ข้าอิ่มท้องอิ่มกายมื้อใด ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องทนอดอยากหิวโหยเป็นแน่ เรื่องตรากตรำทำงานนั้นอย่าได้กล่าวถึงอีกเลยเจ้าค่ะ หากข้ายังใจดำปล่อยให้คนแก่เช่นท่านพ่อท่านแม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยเพื่อข้าอีก ข้าคงจะกลายเป็นคนอกตัญญูที่ใช้ไม่ได้แล้ว"
ประจวบเหมาะกับที่อิงเกอเอ๋อร์เดินเข้ามาในห้องเพื่อหาน้ำดื่ม ครั้นได้ยินประโยคดังกล่าวเข้า จึงรีบวิ่งถลันเข้าไปคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหญิงชราทันที "ท่านย่าขอรับ ข้าจะเป็นคนเลี้ยงดูปรนนิบัติท่านย่ากับท่านปู่ยามแก่เฒ่าเองขอรับ ขอเวลาให้ข้าเติบใหญ่ขึ้นอีกสองสามปี เมื่อข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมต้องกตัญญูต่อท่านปู่ท่านย่าแทนท่านพ่ออย่างแน่นอนขอรับ!"