เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 417 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (4)

บทที่ 417 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (4)

บทที่ 417 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (4)


สวีเอ้อร์หยานอนอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นของอันหนิง เธอก็โกรธจนแทบจะเสียสติ

ตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ เธอก็รู้อยู่แล้วว่าป้าสะใภ้ใหญ่คนนี้ไม่ใช่คนดีอะไร ตอนนี้ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นกับหู สวีเอ้อร์หยายิ่งรู้สึกว่าป้าสะใภ้คนนี้ช่างใจดำอำมหิตเหลือเกิน

เธอยิ่งสัมผัสได้ว่าครอบครัวบ้านรองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเพียงใดในบ้านหลังนี้

สวีเอ้อร์หยาอยากจะลุกขึ้นมาช่วยพูดแทนเฟิงซื่อสักสองสามประโยค ทว่าทั่วทั้งร่างของเธอกลับอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพียงแค่ออกแรงขยับหัวก็ปวดร้าวแทบระเบิด จนไม่อาจลุกขึ้นมาได้เลย

เธอทำได้เพียงกำหมัดแน่น พลางก่นด่าอันหนิงอยู่ในใจ และตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าขอเพียงเธอหายดีเมื่อไหร่ จะต้องหาทางพาครอบครัวบ้านรองแยกบ้านออกไปให้ได้ จากนั้นก็จะพาทุกคนสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย เพื่อตบหน้าหญิงชราตระกูลสวีและคนบ้านใหญ่

"ท่านแม่ ท่านอย่าตีอีกเลยขอรับ"

สวีจื้อหย่งยังคงรักและสงสารภรรยา เมื่อเห็นหญิงชราลงมือทุบตีเฟิงซื่ออย่างหนัก เขาจึงรีบเข้าไปห้ามทัพ

ในขณะเดียวกันเขาก็เอ่ยกับอันหนิงว่า "พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าพวกเราใจคอโหดเหี้ยมจ้องจะฮุบเงินของท่านนะขอรับ พวกเราหมดหนทางแล้วจริงๆ อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ได้ขอเงินเปล่าๆ แต่มาขอยืมเงินท่าน พวกเราจะคืนให้แน่นอนขอรับ"

"เหอะๆ"

อันหนิงแค่นยิ้มเย็นติดต่อกันหลายครั้ง "พูดจาได้ไพเราะเพราะพริ้งกว่าร้องเพลงเสียอีก ใครจะไปรู้ว่าในใจพวกเจ้าคิดอะไรอยู่ ญาติพี่น้องของสวีคนรองไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวเสียหน่อย เหตุใดจึงจงใจมาขอยืมเงินข้า? ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าเห็นสามีข้าจากไปแล้ว เห็นว่าบ้านข้ามีแต่ผู้หญิงกับเด็กเลยคิดว่ารังแกง่ายล่ะสิ เหตุใดเจ้าไม่ไปขอยืมคนอื่นล่ะ ในหมู่บ้านเสี่ยวกวนนี้ญาติสนิทมิตรสหายของเจ้ามีออกถมเถไป อีกอย่าง เหตุใดเฟิงซื่อถึงไม่กลับไปขอยืมเงินที่บ้านเดิมของนางเล่า นั่นน่ะพ่อแม่แท้ๆของนางนะ หรือว่าพวกเขาจะทนดูเอ้อร์หยาป่วยตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะไม่มีเงินรักษาได้ลงคอ?"

เมื่อพูดจบ อันหนิงก็สะบัดสายตาเย็นชาใส่ไปหลายครา ก่อนจะบิดสะโพกเดินเข้าห้องไป แล้วปิดประตูดังปัง

พอเธอก้าวเข้าสู่ห้อง ก็เห็นว่าอิงเกอเอ๋อร์และหลานเจี่ยเอ๋อร์ตื่นกันหมดแล้ว

สีหน้าตอนที่อันหนิงตอกกลับสวีจื้อหย่งเมื่อครู่นั้นช่างดูปากร้ายและใจดำอย่างถึงที่สุด

ทว่าตอนนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกๆของตนเอง สีหน้านั้นกลับเปลี่ยนเป็นสนิทสนมและอ่อนโยนอย่างยิ่ง

เธอรีบก้าวไปที่ข้างเตียง หยิบเสื้อผ้าที่ซุกไว้ในผ้าห่มจนอุ่นมาสวมให้เด็กทั้งสอง พลางอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ไม่ใช่ว่าแม่ไม่อยากช่วยพี่รองของพวกเจ้าหรอกนะ แต่เป็นเพราะครอบครัวอารองของเจ้าเห็นพวกเราเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะบีบจะกำก็ได้ หากจะว่ากันตามจริง แม่เป็นเพียงพี่สะใภ้ แต่อาสามกับอารองของเจ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน เหตุใดพวกเขาจึงไม่ไปขอยืมเงินอาสามเล่า? ก็เพราะรู้ว่าอาสามไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆน่ะสิ"

เดิมทีหลานเจี่ยเอ๋อร์ยังแอบรู้สึกว่าท่านแม่ของนางทำเกินไปบ้าง

แต่พออันหนิงอธิบายเช่นนี้ เมื่อนางลองตรึกตรองดูครู่หนึ่งก็พบว่าคำพูดของท่านแม่มีเหตุผลยิ่งนัก

นั่นสิ ตระกูลสวีไม่ได้มีพี่น้องแค่สองคนเสียหน่อย ในลานบ้านเดียวกันนี้ยังมีครอบครัวอาสามอาศัยอยู่ด้วย

อาสามเองก็เป็นคนหัวหมอ คงจะเก็บหอมรอมริบเงินไว้ไม่น้อยเช่นกัน เหตุใดอารองจึงไม่ขอยืมเงินอาสาม แต่กลับปล่อยให้เฟิงซื่อมาเคาะประตูบ้านแม่ม่ายเพื่อขอยืมเงินล่ะ ก็คงเห็นว่าบ้านของตนอ่อนแอที่สุดและขัดคนไม่เป็น หากบีบคั้นหนักเข้าก็อาจจะได้เงินออกมาจริงๆ

ส่วนอิงเกอเอ๋อร์นั้นคิดลึกซึ้งยิ่งกว่า

อิงเกอเอ๋อร์มีนิสัยเฉลียวฉลาดเหมือนกับสวีจื้อเหวินผู้ล่วงลับ การมองปัญหาของเขาจึงมีความลุ่มลึกกว่ามาก

เขาคิดว่าหากบ้านอารองยืมเงินไปได้ แล้ววันหน้าหากบ้านอาสามหาเรื่องมาขอยืมเงินบ้างจะทำอย่างไร? จะให้ยืมหรือไม่ให้ยืม?

หากไม่ให้ยืม อาสะใภ้สามต้องโกรธแน่นอน และคงจะหาว่าบ้านใหญ่ลำเอียงให้บ้านรองยืมแต่ไม่ให้บ้านสามยืม ถึงตอนนั้นคงวุ่นวายไม่จบสิ้น

แต่ถ้าให้ยืม ท่านพ่อก็จากไปแล้ว ในบ้านไม่มีเสาหลักหาเงิน หลายปีต่อจากนี้เกรงว่าจะมีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับ มีเงินทองมากมายเท่าไหร่ก็คงไม่พอให้คนมายืมหรอก

หากเงินหมดลงจริงๆ ท่านปู่ท่านย่าที่นับวันจะยิ่งแก่เฒ่าก็คงไม่ยื่นมือมาจุนเจือแน่

ทั้งบ้านรองและบ้านสามต่างก็มีแผนการในใจ มีหรือจะยอมเลี้ยงดูคนบ้านใหญ่?

อิงเกอเอ๋อร์รู้ดีว่าอันหนิงตั้งใจจะให้เขาเล่าเรียนเขียนอ่าน และหวังจะให้เขาเข้าสอบขุนนางเมื่อเติบโตขึ้น

เขารู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก หากไม่มีเงินแล้ว เขาจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือได้อย่างไร? สุดท้ายก็คงต้องขุดดินทำนาไปชั่วชีวิตเหมือนกับคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้ และไม่มีวันได้ดีไปตลอดชาติ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ อิงเกอเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่อันหนิงทำนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว

อันหนิงเห็นว่าลูกทั้งสองเข้าใจเจตนารมณ์ของเธอแล้ว จึงไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมอีก

เธอไม่เหมือนกับเจ้าของร่างเดิม

เจ้าของร่างเดิมนั้นแม้ภายนอกจะดูแข็งกร้าว แต่กลับไม่ยอมให้ลูกทั้งสองได้เห็นด้านนั้น เธอปกป้องลูกทั้งสองเกินไป

จนเด็กๆกลายเป็นคนซื่อบริสุทธิ์ ในตอนแรกหลานเจี่ยเอ๋อร์ถึงกับรู้สึกผิดต่อสวีเอ้อร์หยาเพราะท่านแม่ไม่ยอมให้บ้านรองยืมเงิน นางจึงดีต่อสวีเอ้อร์หยาเป็นพิเศษและไม่เคยมีใจระแวดระวังแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้สวีเอ้อร์หยาจึงสบโอกาสหลอกขายนางไปได้

ทว่าอันหนิงกลับเห็นว่าถึงเด็กจะยังเล็ก แต่ก็มีความสามารถในการแยกแยะถูกผิด เธอไม่อยากเลี้ยงลูกให้กลายเป็นพวกโลกสวยไร้เดียงสา ดังนั้นเรื่องราวหลายอย่างเธอจึงมักจะวิเคราะห์ให้พวกเขาฟัง

เพื่อให้เด็กๆได้รับรู้ถึงความยากลำบากของโลกใบนี้ และตระหนักว่าทุกสิ่งที่เธอทำในฐานะคนเป็นแม่นั้นก็เพื่อครอบครัวและเพื่อตัวของพวกเขาเอง

มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เด็กๆใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น ทั้งสามคนแม่ลูกจะได้รวมใจเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะช่วยให้รับมือและป้องกันแผนร้ายจากสวีเอ้อร์หยาได้ดียิ่งขึ้น

หลังจากอันหนิงช่วยลูกทั้งสองสวมเสื้อผ้า นำพวกเขาไปล้างหน้าล้างตาจนสะอาด และเกล้าผมให้หลานเจี่ยเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว จึงพาลูกทั้งสองไปที่เรือนหลักเพื่อเตรียมกินข้าว

งานครัวในบ้านนั้นสามบ้านจะผลัดกันทำ

วันนี้ถึงคราวของหลี่ซื่อสะใภ้สามเป็นคนลงครัว ยามนี้หลี่ซื่อจัดแจงธุระเสร็จเรียบร้อยและเข้าไปในห้องครัวแล้ว

อันหนิงพาหลานเจี่ยเอ๋อร์กับอิงเกอเอ๋อร์เดินเข้าไปในเรือนหลัก ก็เห็นท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางสนทนาเรื่องบางอย่างกันอยู่

เธอบอกให้ลูกทั้งสองเข้าไปคำนับผู้ใหญ่ ส่วนตัวเธอเองก็ยืนยิ้มอยู่ข้างกายท่านย่า "ท่านแม่ พูดก็พูดเถอะเจ้าค่ะ ท่านไม่จำเป็นต้องขุ่นเคืองใจเพราะเรื่องของน้องสะใภ้รองเลย ในเมื่อแยกบ้านกันแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ นางจัดการชีวิตตัวเองไม่ดี พอเกิดเรื่องขึ้นจะไปโทษผู้อื่นได้อย่างไร ถือเสียว่าครั้งนี้ให้นางได้ลำบากเสียบ้าง วันหน้าจะได้ไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก"

ระหว่างที่พูด อันหนิงก็ช่วยนวดไหล่ให้ฮูหยินเฒ่าสวีไปด้วย "ข้าทราบว่าท่านแม่โกรธ แต่ลูกหลานย่อมมีบุญวาสนาของตนเอง ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านแม่กับท่านพ่อต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อจะได้อยู่ไปนานๆ ไม่ใช่ท่านบอกหรือเจ้าคะว่ารอให้อิงเกอเอ๋อร์ของเราสอบติดจิ้นซื่อเป็นขุนนาง ถ้าเช่นนั้นท่านก็ยิ่งต้องกินให้อิ่มนอนให้หลับ ดูแลตัวเองให้มากนะเจ้าคะ"

"ท่านย่าขอรับ วันหน้าถ้าข้าได้เป็นขุนนาง ข้าจะรับท่านไปเป็นคุณหญิงผู้เฒ่า จะซื้อสาวใช้มาคอยปรนนิบัติท่านกับท่านปู่ให้สุขสบายเลยขอรับ"

อิงเกอเอ๋อร์เองก็เป็นเด็กฉลาดรีบวิ่งเข้าไปออเซาะท่านย่าทันที คำหวานพรั่งพรูออกมาจากปากไม่หยุดหย่อน ทำเอาผู้เฒ่าทั้งสองหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู

หลานเจี่ยเอ๋อร์เองก็ร่วมสมทบอยู่ข้างๆ "ท่านย่า ข้ากับพี่ชายจะช่วยกันกตัญญูต่อท่าน ให้ท่านมีความสุขในทุกๆวัน ให้ท่านกับท่านปู่อายุมั่นขวัญยืนเป็นร้อยปีเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อหลานๆเข้ามาอ้อนเช่นนี้ ฮูหยินเฒ่าสวีก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง

"โอ๊ย หลานรักของย่า"

ฮูหยินเฒ่าสวีโอบกอดอิงเกอเอ๋อร์ไว้ข้างหนึ่ง อีกมือก็ดึงหลานเจี่ยเอ๋อร์เข้ามาหา รักใคร่เอ็นดูจนไม่รู้จะรักอย่างไรไหว "มีแต่หลานรักของย่านี่แหละที่กตัญญูที่สุด ไม่เหมือนคนบางคน ที่อยากให้คนแก่อย่างพวกเราตายๆไปเสียให้พ้น"

"ท่านแม่ ต่อให้ไม่เห็นแก่เรื่องอื่น เห็นแก่ลูกทั้งสองของข้า ท่านกับท่านพ่อก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ"

อันหนิงนวดไหล่ให้ฮูหยินเฒ่าสวีพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะมีหยาดน้ำตาคลอหน่วย "หากท่านทั้งสองแข็งแรงดี พวกเราถึงจะมีชีวิตที่ดีได้ มิเช่นนั้น ข้าคง..."

เมื่อเห็นท่าทางเศร้าสร้อยของอันหนิง ฮูหยินเฒ่าสวีก็พลอยรู้สึกสงสารและเห็นใจจากใจจริง "แม่เข้าใจดี แม่รู้ความในใจของเจ้า"

อันหนิงกล่าวต่อ "ดูสิเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านโกรธจนบ่าแข็งเกร็งไปหมดแล้ว แบบนี้ไม่ดีนะเจ้าคะ ข้าจะช่วยนวดให้คลายออก วันหน้าท่านแม่ต้องหมั่นขยับไหล่บ่อยๆนะเจ้าคะ"

คำพูดนี้ทำให้ในใจของฮูหยินเฒ่าสวีรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก

นางคิดในใจว่า เจ้าสองกับเจ้าสามมักจะตัดพ้อว่านางลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่ แต่พวกมันไม่เคยย้อนดูเลยว่าเมียของพวกมันเคยใส่ใจนางเช่นนี้บ้างหรือไม่

ทั้งเฟิงซื่อและหลี่ซื่อ วันๆเอาแต่จ้องจะฮุบเงินส่วนตัวของนาง แทบอยากจะให้แบ่งเงินในมือให้จบๆไปเสียเดี๋ยวนี้

ผิดกับสะใภ้ใหญ่ที่กตัญญูและห่วงใยแม่สามีอย่างจริงใจ ลูกทั้งสองก็เป็นเด็กดี นางไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ให้นางลำเอียงรักบ้านใหญ่มากกว่าได้อย่างไร

อีกประการหนึ่ง สะใภ้ใหญ่ไม่เคยร้องขอเงินทองจากนางเลย บางครั้งยังซื้อของมากำนัลผู้เฒ่าทั้งสองด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือไม่เคยลักลอบหอบข้าวของในบ้านไปจุนเจือบ้านเดิมของตน ไม่เหมือนสะใภ้รองที่แทบอยากจะยกตระกูลสวีทั้งตระกูลไปประเคนให้บ้านแม่ตัวเอง

เมื่อนึกถึงเฟิงซื่อ แววตาของฮูหยินเฒ่าสวีก็พลันฉายประกายกร้าว

พักหลังมานี้เฟิงซื่อชักจะทำตัวเหลวไหลเกินไปแล้ว เห็นทีครั้งนี้ต้องสั่งสอนให้นางเข็ดหลาบเสียบ้าง

จบบทที่ บทที่ 417 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (4)

คัดลอกลิงก์แล้ว