- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 415 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (2)
บทที่ 415 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (2)
บทที่ 415 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (2)
อันหนิงอธิบายถึงที่มาที่ไปรวมถึงความคิดอ่านของสวีเอ้อร์หยาให้เหวินอันหนิงฟังอย่างละเอียด
เหวินอันหนิงตะลึงงันไปนานแสนนาน ก่อนจะระเบิดยิ้มออกมาทั่วใบหน้า
รอยยิ้มของนางชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกขนพองสยองเกล้า
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง... แต่นางมีสิทธิ์อะไร? นางมีสิทธิ์อะไรกัน!"
เหวินอันหนิงแทบจะเสียสติ
อันหนิงยื่นมือออกไปแตะที่หน้าผากของนางเบาๆ เหวินอันหนิงถึงได้กลับมาสงบเยือกเย็นลงอีกครั้ง
"ท่านเซียน"
เหวินอันหนิงคุกเข่าลงโขกศีรษะให้อันหนิง "ข้าต้องการให้สวีเอ้อร์หยามีชีวิตอยู่ ข้าจะให้นางอยู่เยี่ยงตายทั้งเป็น ให้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด ส่วนหลานเจี่ยเอ๋อร์ของข้า อิงเกอเอ๋อร์ของข้า ข้าต้องการให้ลูกๆของข้าอยู่ดีมีสุข พวกเขาจะต้องปลอดภัยและมั่นคง"
อันหนิงประคองเหวินอันหนิงให้ลุกขึ้น "ย่อมเป็นไปตามปรารถนาของเจ้า"
เหวินอันหนิงยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
ร่างของนางค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ
อันหนิงเปิดประตูมิติแห่งกาลเวลา แล้วก้าวเข้าสู่โลกของเหวินอันหนิงทันที
"ท่านแม่ ข้าขอร้องท่านเถิด ช่วยเอ้อร์หยาด้วย ท่านแม่... ข้าโขกหัวให้ท่านแล้ว ท่านช่วยเอ้อร์หยาด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
เมื่ออันหนิงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงร้องไห้อ้อนวอนอย่างโหยหวนดังมาจากด้านนอก
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย นอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้น
พอนางขยับตัว หลานเจี่ยเอ๋อร์ที่นอนอยู่ข้างๆก็ตื่นตามไปด้วย
หลานเจี่ยเอ๋อร์ขยี้ตาพลางถามว่า "ท่านแม่ ข้างนอกยังมืดอยู่เลย ท่านรีบตื่นขึ้นมาทำไมหรือเจ้าคะ?"
อันหนิงหยิบเสื้อบุนวมตัวหนึ่งมาคลุมทับให้หลานเจี่ยเอ๋อร์เพื่อกันหนาว "อาสะใภ้รองของเจ้าส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างนอก แม่จะข่มตาหลับลงได้อย่างไร"
ในตอนนั้นเอง เสียงของบ้านรองตระกูลสวีและเฟิงซื่อก็ดังเข้ามาอีกครั้ง
"ท่านย่า ช่วยน้องสาวข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าขอร้องท่าน"
นี่คือเสียงของสวีต้าหยา
"ท่านแม่ ท่าน... ท่านให้เงินข้าสักหน่อยเถิด ข้าจะไปตามหมอมาดูอาการเอ้อร์หยา"
ส่วนนี่คือเสียงของสวีจื้อหย่ง
แน่นอนว่าเสียงที่ดังที่สุดย่อมเป็นของเฟิงซื่อ "ท่านแม่ เอ้อร์หยาเป็นหลานสาวแท้ๆของท่านนะเจ้าคะ ต่อให้นางจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่นางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลสวี ท่านตัดใจดูนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้ลงคอเชียวหรือ?"
"ท่านแม่ ข้ากลัวเจ้าค่ะ"
หลานเจี่ยเอ๋อร์ยังเด็กนัก พอได้ยินเสียงกรีดร้องโวยวายจากด้านนอกก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในใจ
นางขยับเข้าไปเบียดกายชิดอันหนิง พยายามหาไออุ่นเพื่อเป็นที่พึ่งพา
อันหนิงโอบกอดลูกสาวไว้ พลางช่วยจัดมุมผ้าห่มให้มิดชิด "ไม่ต้องกลัว มีแม่อยู่ที่นี่เจ้านอนพักผ่อนเถิด เดี๋ยวแม่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง"
และในจังหวะนั้นเอง ท่านผู้เฒ่าหญิงสวีก็โพล่งขึ้นมา "ไม่ช่วย! มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องเอาเงินออกมาช่วย เงินข้ามันปลิวมาตามลมหรืออย่างไร? ก็แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว ตายไปเสียได้ก็ดี"
น้ำเสียงนั้นลอดผ่านเข้ามาถึงหูของหลานเจี่ยเอ๋อร์ ทำให้นางยิ่งหวาดกลัวหนักกว่าเดิม
นางกำชายเสื้อของอันหนิงไว้แน่น "ท่านแม่... ท่านย่า... ท่านย่ารังเกียจพวกเราที่เป็นลูกผู้หญิงขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ? แล้วพี่รองจะตายไหม?"
ความจริงแล้วหลานเจี่ยเอ๋อร์ยังคงมีความรู้สึกดีๆให้กับสวีเอ้อร์หยาอยู่บ้าง
เพราะก่อนที่สวีเอ้อร์หยาจะถูกวิญญาณอื่นมาสวมร่าง นางเป็นเด็กดีที่ซื่อสัตย์และคอยดูแลหลานเจี่ยเอ๋อร์มาตลอด ความสัมพันธ์ของพี่น้องนับว่าดีมาก
ยามนี้เมื่อเห็นสวีเอ้อร์หยาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต แต่ท่านย่าสวีกลับใจดำไม่ยอมช่วยเหลือ
หลานเจี่ยเอ๋อร์จึงรู้สึกว่าท่านย่าช่างโหดร้ายไร้น้ำใจ ความใจจืดใจดำของหญิงชราทำให้นางรู้สึกหวาดผวาอย่างบอกไม่ถูก
อันหนิงทอดถอนใจ กำลังจะเอ่ยปลอบหลานเจี่ยเอ๋อร์ แต่กลับได้ยินเสียงเปิดประตูมาจากห้องข้างๆ จากนั้นอิงเกอเอ๋อร์ก็หอบหมอนเดินเข้ามาหา
"ไม่กลัวหนาวหรืออย่างไร รีบมานี่เร็วเข้า"
อิงเกอเอ๋อร์สวมเสื้อผ้าเพียงบางเบา อันหนิงกลัวว่าเขาจะจับไข้ จึงรีบลงจากเตียงไปอุ้มเขามานอนข้างๆหลานเจี่ยเอ๋อร์ แล้วห่มผ้าหนาๆให้สองพี่น้องในผืนเดียวกัน
ถึงกระนั้นอันหนิงก็ยังไม่วางใจ เธอลูบมือของอิงเกอเอ๋อร์อีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามือของเขายังอุ่นอยู่จึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เธอจัดแจงห่มผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามอิงเกอเอ๋อร์ว่า "เมื่อครู่เจ้าได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกันแล้วใช่ไหม?"
อิงเกอเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ "ได้ยินขอรับ"
"เจ้าเองก็คิดว่าท่านย่าของเจ้าใจดำเกินไปงั้นหรือ?"
อิงเกอเอ๋อร์นิ่งคิดอยู่นาน "เหตุใดท่านย่าถึงไม่ช่วยพี่รองล่ะขอรับ?"
อันหนิงตบไหล่ปลอบอิงเกอเอ๋อร์เบาๆ พลางลูบมือของหลานเจี่ยเอ๋อร์ไปด้วย "ท่านย่าของเจ้าไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดนั้นหรอก พี่รองของเจ้าเป็นหลานสาวแท้ๆ มีหรือนางจะไม่ช่วย? เพียงแต่เรื่องนี้มัน... เอาเถอะ แม่จะค่อยๆเล่าให้พวกเจ้าฟังก็แล้วกัน"
อิงเกอเอ๋อร์และหลานเจี่ยเอ๋อร์หูผึ่งขึ้นมาทันที "ท่านแม่ เล่าเลยขอรับ/เจ้าค่ะ"
อันหนิงกระซิบเสียงเบา "บ้านเราน่ะ ตั้งแต่อาสามแต่งงานเข้ามาก็ได้เริ่ม 'แยกบ้านย่อย' กันแล้ว คือทรัพย์สินส่วนกลางยังไม่ได้แบ่งกันก็จริง แต่เงินที่แต่ละบ้านหามาได้หลังจากหักส่วนที่จะต้องส่งเข้ากองกลางเพื่อเป็นค่ากินอยู่แล้ว ที่เหลือแต่ละบ้านจะเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัวได้ อารองของพวกเจ้าน่ะเป็นคนขยัน นอกจากจะทำนาเก่งแล้วยังมีฝีมือทางงานไม้ มักจะออกไปรับงานข้างนอกหาเงินได้ไม่น้อย พูดไปแล้วหลายปีมานี้พวกเขาน่าจะมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่พอสมควร แต่เจ้าดูสิ ยามนี้เอ้อร์หยาป่วยหนักปางตาย พวกเขากลับไม่มีเงินมารักษา เรื่องนี้มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นหรอกนะ"
หลานเจี่ยเอ๋อร์ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในบ้านมีการแยกบ้านย่อยกันแล้ว
นางเอ่ยถามอันหนิงด้วยความสงสัย "ท่านแม่ แล้วบ้านเราล่ะเจ้าคะ? บ้านเรามีเงินมาจากไหนงั้นหรือ?"
อันหนิงยิ้มพลางตอบว่า "แม่มีเงินสินเดิมและที่ดินบางส่วนติดตัวมา นอกจากนี้หลายปีมานี้แม่ยังทำงานปักผ้าหาเงินได้อีกไม่น้อย วางใจเถอะ มีเพียงพอให้พวกเจ้าใช้จ่ายแน่นอน"
แต่อิงเกอเอ๋อร์กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยินมา
เขานึกขึ้นได้ว่าเฟิงซื่อมักจะกลับบ้านเดิมอยู่บ่อยครั้ง และมีอยู่หนหนึ่งเขายังเห็นแม่ของเฟิงซื่อแอบมาพบเฟิงซื่อที่หน้าหมู่บ้านอย่างลนลานก่อนจะรีบจากไป ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายขึ้นมาทันที "ท่านแม่ หรือว่าอาสะใภ้รองจะเอาเงินไปให้ทางบ้านเดิมของนางหมดขอรับ?"
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ภายในห้องปีกตะวันตก สวีเอ้อร์หยาก็ลืมตาตื่นขึ้น
นางเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เมื่อครู่สมองยังคงมึนงงกึ่งฝันกึ่งตื่นไม่อาจครองสติได้มั่น ทว่านางก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องโวยวายที่ดังมาจากด้านนอก
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เย็นชาและไร้น้ำใจของท่านผู้เฒ่าหญิงสวี สวีเอ้อร์หยาก็พลันรู้สึกโกรธจัดขึ้นมาทันที
นางด่าทอยายแก่ตัณหากลับที่รักลูกชายมากกว่าลูกสาวอยู่ในใจ ขอให้มันตายอย่างอนาถ ไอคนแก่เลอะเลือน! นางโมโหจนอยากจะพุ่งออกไปบีบคอหญิงชราให้ตายคามือ
ก่อนที่สวีเอ้อร์หยาจะทะลุมิติมา นางเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง
เนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นบรรยายถึงเรื่องราวของคนในตระกูลสวีเป็นหลัก
และนางเอกของเรื่องก็คือ สวีหมิ่นหลาน ซึ่งก็คือลูกสาวคนโตของบ้านใหญ่ตระกูลสวี
เด็กสาวคนนี้แม้จะสูญเสียบิดาไปตั้งแต่ยังเล็ก แต่ชีวิตในตระกูลสวีกลับสุขสบายอย่างยิ่ง
มารดาของสวีหมิ่นหลานเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ ปากพูดอย่างแต่ลับหลังทำอีกอย่าง เชี่ยวชาญการใช้คำหวานหู แต่กลับลอบหักหลังคนอื่นจนจมดิน
เมื่อมีมารดาเช่นนี้คอยปกป้อง สวีหมิ่นหลานย่อมไม่ต้องกังวลว่าท่านย่าจะปฏิบัติไม่ดีต่อนาง
นางเติบโตมาประดุจตกอยู่ในถังน้ำผึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออาหารการกินล้วนดีที่สุดในตระกูลสวี
ครั้นเติบโตขึ้น นางก็มีรูปโฉมงดงามโดดเด่น ทั้งยังมีโจวสวิน สหายร่วมสำนักของบิดาที่ได้ดิบได้ดีเป็นขุนนางใหญ่ โจวสวินซาบซึ้งในบุญคุณของสวีจื้อเหวินจึงดีต่อคนบ้านใหญ่อย่างยิ่ง ทั้งมอบเงินทองและข้าวของมากมาย ภายหลังยังรับสวีหมิ่นหลานเป็นลูกสาวบุญธรรม พาไปอยู่ที่เมืองหลวง และจัดการหาคู่ครองที่ดีพร้อมให้นางอีกด้วย
ในทางตรงกันข้ามกับสวีหมิ่นหลานอย่างสิ้นเชิงก็คือ สวีเอ้อร์หยาแห่งบ้านรอง
สวีเอ้อร์หยาเติบโตมาในกองทุกข์ สวีจื้อหย่งและครอบครัวเป็นคนซื่อบื้อ ส่วนเฟิงซื่อก็เป็นคนเงอะงะเก่งแต่ทำงานหนักอย่างเดียว จึงมักจะถูกคนบ้านใหญ่รังแกอยู่เสมอ
สวีเอ้อร์หยาเคยถูกคนเอาหินขว้างใส่จนหัวแตก พอกลับมาก็จับไข้สูง แต่ท่านย่าสวีนอกจากจะไม่ยอมรักษาแล้วยังเอาแต่ด่าทอไม่หยุดปาก
สุดท้ายเป็นเฟิงซื่อที่สงสารลูกสาว ยอมคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้ท่านย่าช่วยรักษา แต่หญิงชรากลับอยากให้สวีเอ้อร์หยาตายๆไปเสีย
เฟิงซื่อไม่มีทางเลือก จึงไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเหวินซื่อที่มีเงินมากที่สุดในบ้าน แต่เหวินซื่อกลับเลี่ยงที่จะพบหน้า เมื่อเฟิงซื่อบุกเข้าไปในห้องตอนที่เหวินซื่อกำลังเกล้าผมอยู่ บนศีรษะของนางประดับด้วยปิ่นเงินอันประณีต แต่นางกลับพูดจาไร้น้ำใจ ไม่ยอมสละเงินแม้เพียงแดงเดียวให้เฟิงซื่อ
เพราะไม่มีเงินรักษา สวีเอ้อร์หยาจึงต้องสิ้นใจไปตั้งแต่วัยเยาว์
หลังจากสวีเอ้อร์หยาตายไป เหวินซื่อกลับไม่รู้สึกละอายหรือสำนึกผิดแม้แต่น้อย นางยังคงพูดเล่นหัวเราะกับลูกๆของนาง และยังคงรังแกเฟิงซื่อต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จวบจนท้ายที่สุด เมื่อสวีหมิ่นหลานแต่งงานออกไปและมีลูกของตัวเองแล้ว เมื่อหวนนึกถึงพี่รองที่จากไปตั้งแต่เด็ก นางก็เพียงแต่ถอนหายใจออกมาคำหนึ่งเท่านั้น
ในตอนที่อ่านหนังสือเล่มนั้น วิญญาณที่มาเข้าร่างสวีเอ้อร์หยายังนึกสงสารครอบครัวบ้านรอง และด่าว่าคนบ้านนี้ว่าเป็นพวกคนอ่อนแอที่ใครจะบี้จะกำก็ได้ ที่แม้แต่ลูกของตัวเองยังปกป้องไว้ไม่ได้
นางไม่คาดคิดเลยว่าเพียงชั่วพริบตา นางจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสวีเอ้อร์หยาเสียเอง
แถมยังได้ยินกับหูว่าท่านย่าสวีพูดจาใจจืดใจดำร้ายกาจเพียงใด