- หน้าแรก
- วิถีผู้ฝึกยุทธ์
- บทที่ 18 เข้าช่วยเหลือ
บทที่ 18 เข้าช่วยเหลือ
บทที่ 18 เข้าช่วยเหลือ
บทที่ 18 เข้าช่วยเหลือ
เสิ่นหยวนเดินเลียบไปตามแม่น้ำและมาถึงจุดที่เขาเคยตกปลาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นต้นไม้เก่าแก่ สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เขาเดินไปที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วถอดเสื้อตัวนอกออก
ปัง!!
หมัดที่แดงก่ำพุ่งกระแทกเข้ากับลำต้นของต้นไม้อย่างจัง เปลือกไม้ปลิวว่อนเผยให้เห็นเนื้อไม้สีขาวน้ำนมด้านใน
ต้นไม้ทั้งต้นสั่นสะเทือน หิมะที่กองทับถมอยู่เบื้องบนร่วงกราวลงมา
ทว่าผู้ลงมือกลับผละออกจากโคนต้นไม้ไปเสียแล้ว
เสิ่นหยวนเดินกลับไปดูจุดที่เขาเพิ่งชก รอยหมัดลึกเกือบหนึ่งนิ้วประทับอยู่บนลำต้น เขายื่นมือไปสัมผัสมันและรู้สึกได้ถึงไอร้อนจางๆ
"มีรอยไหม้เล็กน้อย แต่ยังใช้งานจริงไม่ได้ดีนัก อาจเป็นเพราะระดับของข้ายังต่ำเกินไปและยังไม่ถึงเกณฑ์ หรือไม่ก็อาจจะมีเคล็ดวิชาพิเศษบางอย่างที่อาจารย์ยังไม่ได้สอนข้า"
ถึงอย่างไรเสิ่นหยวนก็พัฒนาได้เร็วเกินไป ลู่เสี่ยวหู่ที่เข้าสำนักยุทธ์หงสือก่อนเขาไม่กี่วัน ตอนนี้ยังคงต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงอยู่เลย
"เอาต่อเถอะ นานๆ ทีจะมีที่ให้ปลดปล่อย" เสิ่นหยวนโคจรปราณโลหิตทั้งหมด ตั้งท่าเตรียมพร้อม และเริ่มปลดปล่อยความปรารถนาในการทำลายล้างที่อัดอั้นอยู่ภายใน
ปัง ปัง ปัง!!
......
"ฟู่"
เสิ่นหยวนผ่อนลมหายใจออกช้าๆ หลังจากออกหมัดเต็มแรงมานับชั่วโมง บนหน้าผากของเขากลับไม่มีเหงื่อผุดขึ้นมาเลยแม้แต่หยดเดียว
ในเวลานี้ ลำต้นของต้นไม้ใหญ่ราวสิบกว่าต้นรอบตัวเขาเต็มไปด้วยรอยหมัด เมื่อมองจากที่ไกลๆ ดูราวกับว่าต้นไม้เหล่านี้เกิดการกลายพันธุ์
เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้หักโค่น เขาจึงกระจายแรงชกไปยังต้นไม้แต่ละต้นอย่างเท่าเทียมกัน
"สะใจชะมัด" รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเสิ่นหยวน
แรงกระตุ้นในการทำลายล้างภายในใจของเขาสงบลงในที่สุด
ว่ากันตามตรง เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่ถูกครอบงำด้วยตัณหาของตนเอง
เสิ่นหยวนสวมเสื้อตัวนอกแล้วเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เพิ่งเดินมา
ขณะที่เขากำลังจะถึงถนนใหญ่ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังมาจากบริเวณใกล้เคียง
เดิมทีเสิ่นหยวนไม่อยากแส่หาเรื่อง ทว่าเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปอย่างดุดันทันที
......
"พวกเจ้า ต้องการจะทำอะไร?" ลู่จิ่งฝูจ้องมองชายร่างกำยำที่มีใบหน้าอัปลักษณ์ถมึงทึง พลางก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง
ข้างกายเขาคือแม่ของลู่เสี่ยวหู่ นามว่าลู่เฉินซื่อ หญิงวัยกลางคนที่มีผมหงอกประปรายและใบหน้าซูบซีด นางถือตะกร้าปลาซ่อนไว้ด้านหลัง
"หึ พวกเจ้ามาจับปลาในถิ่นของพรรคอสรพิษเขียว แล้วยังกล้าถามอีกหรือว่าพวกข้าจะทำอะไร?" หนึ่งในชายร่างกำยำแค่นเสียงหยัน
"ส่งปลามาแปดในสิบส่วนซะดีๆ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ฮี่ๆ..." ชายตาตี่ดึงกริชออกมาแล้วแลบลิ้นเลียมัน
"พรรคอสรพิษเขียวไม่ได้งดเก็บค่าคุ้มครองในเดือนสิบสองหรอกหรือ?" แม้ความหวาดกลัวจะฉายชัดบนใบหน้าของลู่จิ่งฝู แต่เขาก็ยังไม่อยากสูญเสียปลาที่จับได้ในวันนี้ไป
เพื่อให้ลู่เสี่ยวหู่ได้ฝึกยุทธ์อย่างสบายใจ สองสามีภรรยาต้องออกหาปลาตั้งแต่รุ่งสางจรดค่ำ ได้นอนเพียงแค่วันละหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
"ใครบอกเจ้าว่าพวกเราไม่เก็บ? ถ้าวันนี้ไม่ส่งของมา พวกข้าจะหักขาเจ้าซะ" ชายร่างกำยำถลึงตาใส่
"เรามอบปลาให้พวกมันไปเถอะ คนพวกนี้น่าจะเป็นพวกโจรแม่น้ำ" ลู่เฉินซื่อกระซิบ
ภายใต้การปกครองของพรรค โดยทั่วไปแล้วโจรแม่น้ำจะไม่ปรากฏตัวขึ้น จะมีก็แต่เพียงในเดือนสิบสองที่ทางพรรคจะละเว้นการดูแลแม่น้ำโดยรอบ
ทว่าพวกอันธพาลบางกลุ่มที่ไร้ความสามารถและหางานทำไม่ได้ มักจะผันตัวมาเป็นโจรและคอยดักปล้นชาวประมงเหล่านี้
"ไม่ ถ้าเป็นของอย่างอื่นก็ยังพอว่า แต่ปลาชิงหลิงที่ได้มาในวันนี้จะยกให้พวกมันไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือความหวังของลูกชายเรานะ" ลู่จิ่งฝูปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าและตวาดลั่น
"ลูกชายข้าเป็นคนของสำนักยุทธ์หงสือ พวกเจ้ากล้าแตะต้องพวกข้างั้นรึ?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฝีเท้าของโจรแม่น้ำทั้งสามก็ชะงักไป
"ลูกพี่ จะเอาไงดี? ดูจากท่าทางของตาเฒ่านี่แล้ว อาจจะเป็นความจริงก็ได้นะ" โจรแม่น้ำคนที่สามซึ่งมีท่าทีขี้ขลาดกว่าใครเพื่อนเอ่ยถามเสียงเบา
"ไม่หรอกลูกพี่ ตาเฒ่านั่นยอมตายดีกว่ายอมส่งของให้ แสดงว่ามันต้องได้ของดีมาแน่ ถึงยังไงที่นี่ก็ไม่มีคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าเราฆ่าพวกมันทิ้ง จะมีใครมารู้เห็นได้?"
ประกายความเย็นชาพาดผ่านดวงตาของชายตาตี่
"ลงมือเลย" ชายร่างกำยำตวัดสายตา พลางเอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม
เมื่อเห็นประกายตาอันเย็นเยียบของคนทั้งสาม ลู่จิ่งฝูที่ใช้ชีวิตคลุกคลีกับโลกภายนอกมานานย่อมเข้าใจเจตนาของพวกมันทะลุปรุโปร่ง
โจรแม่น้ำทั้งสามเตรียมจะลงมือ ทว่ากลับพบว่าลู่จิ่งฝูและภรรยาได้หันหลังวิ่งหนีไปแล้ว
"คิดจะหนีรึ?" ทั้งสามแค่นเสียงหยันแล้วรีบวิ่งไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าสองสามีภรรยาตระกูลลู่จะวิ่งนำไปก่อน แต่ด้วยความแก่ชราและเรี่ยวแรงที่ถดถอย พวกเขาจะวิ่งหนีโจรแม่น้ำพ้นได้อย่างไร?
ทั้งสองวิ่งไปพลางตะโกนขอความช่วยเหลือไปพลาง
ไม่นานพวกเขาก็ถูกตามทัน ชายตาตี่วิ่งไวที่สุด เขากำกริชในมือแน่นแล้วพุ่งแทงเข้าใส่ลู่จิ่งฝู
ลู่จิ่งฝูในตอนนี้กำลังหอบเหนื่อยอย่างหนัก เขาไม่อาจหลบหลีกได้ทัน ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองกริชที่พุ่งตรงเข้ามาหาอย่างหมดหนทาง
"ฉึก!"
ในช่วงจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ลู่เฉินซื่อที่อยู่ด้านข้างก็ผลักเขาออกไป กริชเล่มนั้นจึงปักเข้าที่กลางหลังของนางแทน ริมฝีปากของนางขยับอ้าเล็กน้อย "หนี... หนีไปให้เร็ว"
"นังแก่ ไสหัวไป!" ดวงตาของชายตาตี่สาดประกายดุดัน เขากระชากกริชออกแล้วผลักร่างลู่เฉินซื่อกระเด็นออกไป
"ตายซะเถอะ!"
เมื่อมองดูกริชที่กำลังจะแทงทะลุหน้าอกของตน ลู่จิ่งฝูก็รู้สึกเสียใจ ทว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะทำเช่นเดิม
เพราะสำหรับคนยากจนที่ต้องการจะลืมตาอ้าปากและสร้างเนื้อสร้างตัว พวกเขาจำต้องไขว่คว้าทุกโอกาสเอาไว้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
ทว่าในวินาทีที่กริชกำลังจะทิ่มแทงเข้าสู่หน้าอกของลู่จิ่งฝู จู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามา จากนั้นฝ่ามือที่แดงฉานดั่งเปลวเพลิงก็คว้าหมับเข้าที่แขนของชายตาตี่
"กร๊อบ"
เสียงกระดูกแตกหักดังลั่น แขนทั้งท่อนของชายตาตี่ถูกเสิ่นหยวนขยี้จนแหลกเหลวกลายเป็นกองเลือด
"อ๊าก!"
ตามด้วยหมัดลุ่นๆ ที่กระแทกเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง!
ปัง!!
เนื่องจากเสิ่นหยวนยึดแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ ชายตาตี่จึงไม่กระเด็นลอยไปไหน ทว่าหน้าอกของเขายุบตัวลงลึก เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก
ชายอีกสองคนชะงักงันไปชั่วขณะ เมื่อเห็นสภาพอันน่าสมเพชของเพื่อนร่วมแก๊ง พวกเขาก็รู้ทันทีว่าได้เผชิญหน้ากับคนจริงเข้าให้แล้ว จึงรีบหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต
"ตายซะ!!"
เสิ่นหยวนโยนศพทิ้งไว้ข้างทางและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา เขาก็โผล่มาอยู่ด้านหลังของชายคนหนึ่ง พร้อมกับฟาดฝ่ามือลงกลางกระหม่อมของอีกฝ่าย
"ไว้ชี..." ชายร่างกำยำยังไม่ทันได้เอ่ยปากร้องขอชีวิต กะโหลกศีรษะของเขาก็ถูกกระแทกจนแหลกละเอียด สมองและเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว ศีรษะครึ่งหนึ่งที่เหลือยุบจมลงไปในหน้าอก ขาดใจตายคาที่
เสิ่นหยวนก้าวเท้ายาวๆ เพียงสองก้าวก็ไล่ตามชายร่างกำยำคนสุดท้ายทัน ก่อนจะซัดหมัดเข้าใส่เต็มแรง
ชายร่างกำยำไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบสนอง แผ่นหลังของเขาถูกเสิ่นหยวนชกเข้าอย่างจัง ร่างกายทั้งร่างราวกับถูกก้อนหินยักษ์พุ่งชนเข้าอย่างแรง
พละกำลังอันมหาศาลทะลวงผ่านร่างของอีกฝ่ายในชั่วพริบตา ส่งผลให้ซี่โครงสีขาวในหน้าอกหักสะบั้น แทงทะลุผิวหนังออกมาสัมผัสอากาศภายนอก
จากนั้น ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วกระเด็นไปไกลถึงสี่ห้าจั้ง
"ท่านลุงลู่"
หลังจากจัดการทั้งสามคนเสร็จสิ้น เสิ่นหยวนก็รีบเข้าไปตรวจดูอาการของลู่เฉินซื่อเป็นอันดับแรก ทว่ากลับพบว่านางได้สิ้นใจไปเสียแล้ว เขาจึงเดินไปประคองลู่จิ่งฝูให้ลุกขึ้น
น้ำตาของชายชราไหลรินอย่างพรั่งพรู ใบหน้าของลู่จิ่งฝูดูเหมือนจะแก่ชราลงไปอีกนับสิบปี เขาทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ข้างศพของลู่เฉินซื่อ "ข้าขอโทษ"
เนิ่นนานผ่านไป
"ท่านลุงลู่ ข้างนอกนี้หนาวเกินไป เรากลับกันก่อนเถอะ" เสิ่นหยวนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มมืดมิดและสายลมหนาวพัดโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น
เขาไม่ได้รู้สึกหนาวเหน็บอันใด แต่ลู่จิ่งฝูคงไม่อาจทนรับความหนาวนี้ได้
"ตกลง ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าในวันนี้" ลู่จิ่งฝูปาดน้ำตาออกจากหางตาพลางกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"อืม รีบกลับเถอะ เสี่ยวหู่ก็น่าจะใกล้กลับมาแล้วเหมือนกัน"
เสิ่นหยวนถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วนำไปคลุมร่างให้ลู่จิ่งฝูก่อน จากนั้นจึงแบกร่างไร้วิญญาณของลู่เฉินซื่อขึ้นหลัง
ลู่จิ่งฝูเองก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดี เขาจึงเดินตามหลังเสิ่นหยวนไปอย่างเงียบๆ ตลอดทาง
แม้ว่าเสิ่นหยวนจะเดินช้ามากเพียงใด แต่ลู่จิ่งฝูก็ยังต้องหยุดพักอยู่หลายหนกว่าจะกลับถึงบ้านในที่สุด