- หน้าแรก
- เชิญลำบากเป็นเซียนกันไปเถอะ ข้าขอกลับบ้านไปมีลูกเมีย
- บทที่ 9: หนึ่งตระกูล สามเซียนเทียน
บทที่ 9: หนึ่งตระกูล สามเซียนเทียน
บทที่ 9: หนึ่งตระกูล สามเซียนเทียน
บทที่ 9: หนึ่งตระกูล สามเซียนเทียน
การมาเยือนของคนตระกูลจางย่อมไม่ใช่เพื่อมาแสดงความยินดีกับหลินฮ่าวอย่างแน่นอน
เวลาล่วงเลยมาสี่วันแล้ว หลินฮ่าวนึกว่าพวกเขาจะอดทนอดกลั้นและไม่มาหาเขาเสียอีก
ข่าวที่ว่าหลินฮ่าวบรรลุขอบเขตเซียนเทียนได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองลู่แล้ว
แต่ทว่าหลินฮ่าวผู้นี้คือใคร หลายคนกลับยังไม่รู้แน่ชัด
มีเพียงข่าวลือว่าเมืองลู่ได้ถือกำเนิดยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แน่นอนว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ปักใจเชื่อ
หลินฮ่าวนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
เขามองเห็นชายสามคนกำลังเดินตรงมาที่ห้องโถงรับรอง
ผู้ที่เดินนำหน้าสุดคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
เบื้องหลังเขามีผู้ติดตามอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือติงหลุน
ส่วนอีกคนหลินฮ่าวไม่รู้จักหน้าค่าตา คาดว่าน่าจะเป็นผู้คุ้มกฎของตระกูลจางเช่นกัน
ชายวัยกลางคนผู้นั้นสวมชุดอาภรณ์สีม่วง เขาคือนายท่านรองแห่งตระกูลจาง จางสื้อเจี๋ย น้องชายแท้ๆ ของผู้นำตระกูลจางนั่นเอง
เขาเองก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนเช่นเดียวกัน
ตระกูลจางมียอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนทั้งหมดสามคน
นอกจากผู้นำตระกูลและจางสื้อเจี๋ยแล้ว ยังมีบรรพชนตระกูลจางที่ไม่ได้ลงมือต่อสู้มานานนับหลายสิบปีอีกหนึ่งคน
ลือกันว่าบรรพชนตระกูลจางได้บรรลุถึงระดับปรมาจารย์เซียนเทียนแล้ว มีความสามารถเหาะเหินเดินอากาศและดำดินได้
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่เกินจริง ต่อให้เป็นถึงปรมาจารย์เซียนเทียนก็ไม่อาจเหาะเหินเดินอากาศได้หรอก
อย่างมากก็แค่กระโดดได้ไกลกว่าคนทั่วไปเท่านั้น
"น้องหลิน ขอแสดงความยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ"
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องโถง จางสื้อเจี๋ยก็ประสานมือคารวะพร้อมกับหัวเราะร่วน
เขาทำตัวสนิทสนมเป็นอย่างมาก ทว่าหลินฮ่าวกลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
"น้องหลิน ดูเหมือนเจ้าจะไม่ต้อนรับข้าสินะ"
นัยน์ตาของจางสื้อเจี๋ยหรี่แคบลงทันที
ในฐานะที่เขาเป็นถึงยอดฝีมือเซียนเทียนของตระกูลจาง หลินฮ่าวไม่เพียงแต่ไม่ออกไปต้อนรับ แต่ขนาดเขาเดินเข้ามาถึงในห้องโถงแล้ว อีกฝ่ายก็ยังคงเมินเฉย
สิ่งนี้ทำให้จางสื้อเจี๋ยผู้เย่อหยิ่งจองหองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งในใจ
เหตุผลที่เขาเพิ่งมาปรากฏตัวหลังจากผ่านไปสี่วัน ย่อมเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขากำลังสืบประวัติของหลินฮ่าวอยู่นั่นเอง
ทว่าด้วยเส้นสายอันกว้างขวางของตระกูลจาง เขากลับสืบหาอะไรไม่ได้เลย
ราวกับว่าชายหนุ่มผู้นี้โผล่มาจากความว่างเปล่าอย่างไรอย่างนั้น
อันที่จริง คนประเภทนี้น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียอีก
ยิ่งสืบหาอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความลึกลับของหลินฮ่าวมากขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าในฐานะขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งเมืองลู่ ตระกูลจางของเขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้คนอย่างหลินฮ่าวมีตัวตนอยู่ต่อไปแน่
"ท่านพูดถูกแล้วล่ะ" มุมปากของหลินฮ่าวโค้งขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวเย้ยหยัน "ข้าไม่ต้อนรับท่าน"
สำหรับตระกูลในโลกโลกีย์เช่นนี้ หลินฮ่าวย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา
หากเขาอารมณ์ดี เขาก็อาจจะมอบรอยยิ้มให้สักนิด
แต่หากเขาอารมณ์เสีย ก็คงทำได้เพียงทำท่าทีเย็นชาใส่เท่านั้น
"สามหาว!"
ผู้คุ้มกฎที่อยู่เบื้องหลังจางสื้อเจี๋ยตวาดลั่น "ไอ้หนุ่ม อย่าคิดว่าบรรลุเซียนเทียนแล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้นะ ในเมืองลู่แห่งนี้ ไม่มีใครกล้าพูดจาสามหาวกับนายท่านรองเช่นนี้หรอก!"
ผู้คุ้มกฎผู้นี้รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาจริงๆ
ตระกูลจางมีสถานะเช่นไรในเมืองลู่แห่งนี้?
อย่าว่าแต่จางสื้อเจี๋ยเลย แม้แต่ตัวเขาที่เป็นเพียงผู้คุ้มกฎของตระกูลจาง มีตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลใดบ้างในเมืองลู่ที่ไม่เคารพนบนอบและเกรงใจเขา?
"ข้าถือว่าความไม่รู้ไม่ใช่ความผิด นี่เป็นครั้งแรกก็แล้วกัน"
หลินฮ่าวไม่ได้ถูกยั่วยุด้วยคำพูดของผู้คุ้มกฎเพียงคนเดียว เขามองไปที่จางสื้อเจี๋ย "ท่านไม่จำเป็นต้องมาหยั่งเชิงข้าหรอก แน่นอนว่าหากท่านพร้อมจะรับผลที่ตามมาจากการหยั่งเชิงนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง"
หลินฮ่าวรู้ดีว่าการมาของจางสื้อเจี๋ยเป็นเพียงแค่อยากจะทดสอบว่าเขาบรรลุขอบเขตเซียนเทียนจริงหรือไม่เท่านั้น
ทว่าหลินฮ่าวก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเปิดเผยเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายรู้
"น้องหลิน ดังคำกล่าวที่ว่า มีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคนก็เหมือนมีเส้นทางเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสาย อายุยังน้อย อย่าทำทางเดินของตัวเองให้คับแคบลงไปเรื่อยๆ เลย"
สีหน้าของจางสื้อเจี๋ยค่อยๆ มืดมนลง
เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าหลินฮ่าวมีไพ่ตายอะไรซุกซ่อนอยู่
ต่อให้หลินฮ่าวจะบรรลุเซียนเทียนแล้วก็ตาม ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลจางของเขา อีกฝ่ายก็ไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
ตระกูลจางเคยสังหารยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนมาแล้ว ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน
"จะเป็นเพื่อนกับข้า พวกท่านยังไม่มีคุณสมบัติพอหรอก"
หลินฮ่าวลุกขึ้นยืนช้าๆ "ตราบใดที่พวกท่านไม่มายั่วยุข้า ตระกูลจางก็ยังคงเป็นตระกูลจางต่อไป มิเช่นนั้น ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนให้ตระกูลจ้าว ตระกูลเฉียน ตระกูลซุน หรือตระกูลหลี่ขึ้นมาแทนที่ตระกูลจางหรอกนะ"
"หลินฮ่าว นี่เจ้าคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลจางของข้าอย่างนั้นรึ?"
น้ำเสียงของจางสื้อเจี๋ยเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ
เดิมทีเป็นเพราะตัวตนของหลินฮ่าวนั้นลึกลับมาก จางสื้อเจี๋ยจึงคิดแค่จะขับไล่หลินฮ่าวออกไปจากเมืองลู่เท่านั้น
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าหลินฮ่าวไม่เห็นตระกูลจางอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย จิตสังหารก็ปะทุขึ้นในใจของเขาทันที
"ท่านฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องรึไง?"
หลินฮ่าวไม่อยากเปลืองน้ำลายกับจางสื้อเจี๋ยอีกต่อไป เขาหันไปสั่งการกับลุงฝูที่อยู่ข้างๆ ทันที "ลุงฝู ส่งแขก ต่อไปนี้ห้ามคนของตระกูลจางก้าวเข้ามาในนี้อีก"
"ดี ดีมาก หลินฮ่าว จำคำพูดของเจ้าในวันนี้เอาไว้ให้ดีเถอะ"
จางสื้อเจี๋ยโกรธจนแทบคลั่ง เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปพร้อมกับผู้คุ้มกฎทั้งสอง
หลินฮ่าวมองแผ่นหลังของจางสื้อเจี๋ยที่จากไป ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"หลินฮ่าว นั่นมันจางสื้อเจี๋ยเชียวนะ!"
หลังจากที่จางสื้อเจี๋ยเดินพ้นประตูจวนตระกูลหลินไปแล้ว จ้าวเทียนหมิงที่ยืนอยู่หน้าห้องโถงก็รีบเดินเข้ามาทันที
เขามองไปที่หลินฮ่าวด้วยแววตาที่ฉายแววกังวล
ตระกูลจาง เขาได้ยินกิตติศัพท์มาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองลู่แล้ว ตระกูลเดียวที่มียอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนถึงสามคน พวกเขาคือผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จของเมืองลู่อย่างแท้จริง
ครั้งนี้หลินฮ่าวได้ไปล่วงเกินตระกูลจางเข้าอย่างจังแล้ว วันเวลาต่อจากนี้ไปคงจะไม่ง่ายดายนัก
"ท่านพ่อตา ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดทั่วทั้งเมืองลู่ถึงมีตระกูลเซียนเทียนเพียงตระกูลเดียว คือตระกูลจาง?" หลินฮ่าวยิ้มบางๆ
"เอ่อ... ทำไมล่ะ?"
จ้าวเทียนหมิงไม่เคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อน ในความเข้าใจของเขา ยอดฝีมือเซียนเทียนนั้นหาได้ยากยิ่งอยู่แล้ว
"ง่ายนิดเดียว ก็เพราะตระกูลจางไม่ยอมให้มีตระกูลเซียนเทียนอื่นถือกำเนิดขึ้นมาอีกอย่างไรเล่า แทบทุกคนที่มีศักยภาพพอจะทะลวงสู่ระดับเซียนเทียน ล้วนถูกพวกมันกำจัดทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันได้เติบกล้าทั้งนั้น"
แท้จริงแล้วมีผู้คนมากมายที่รู้เรื่องนี้ มันไม่ใช่ความลับอะไรเลยด้วยซ้ำ
"แล้วเหตุใดเจ้าถึงยัง..."
หากเป็นเช่นนั้น สิ่งแรกที่ควรทำมิใช่การหนีออกจากเมืองลู่หรอกหรือ?
"ข้าต้องการใช้ตระกูลจางเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองน่ะสิ"
ที่จริงหลินฮ่าวกำลังตั้งตารอให้ตระกูลจางมาหาเรื่องเขาอยู่ด้วยซ้ำ
เช่นนี้ เขาจะได้ใช้โอกาสนี้แสดงความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เซียนเทียนให้ประจักษ์
เมื่อถึงเวลานั้น ชื่อเสียงของเขาก็จะดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองลู่
จุดประสงค์ของเขาย่อมเป็นการแต่งงานกับสตรีผู้ฝึกยุทธ์ให้มากขึ้นนั่นเอง
ขอเพียงเขามีชื่อเสียงโด่งดัง บรรดาบุตรีสายตรงของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นก็คงจะแทบประเคนตัวเองขึ้นเตียงให้เขาถึงที่
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากที่หลินฮ่าวกลับมา บรรดาแม่สื่อถึงได้แวะเวียนมาหาหลายครั้ง เพื่อแนะนำสตรีผู้ฝึกยุทธ์มากมายให้กับเขา
ทว่าหลินฮ่าวกลับยังไม่ได้ส่งคนไปสู่ขอจริงๆ สักที
หลังจากครุ่นคิดดูแล้ว เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากปานนั้น
"แต่ตระกูลจางมียอดฝีมือเซียนเทียนถึงสามคน ซ้ำบรรพชนตระกูลจางก็อาจจะมีพลังเทียบเท่าปรมาจารย์เซียนเทียนเลยนะ หลินฮ่าว เจ้ามั่นใจแล้วหรือ?"
ตอนแรกจ้าวเทียนหมิงอยากจะถามว่า เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?
แต่เมื่อคิดดูอีกที นี่คือว่าที่ลูกเขยของเขา ขืนพูดแบบนั้นออกไปคงดูไม่เหมาะสมนัก
"ท่านพ่อตาไม่ต้องกังวลไป ข้าสามารถบดขยี้ตระกูลจางได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือ"
เมื่อเทียบกับพลังวิญญาณแล้ว พลังลมปราณแท้จริงแห่งเซียนเทียนก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษบางๆ
หลินฮ่าวไม่จำเป็นต้องใช้เคล็ดลูกไฟเพื่อสังหารบรรพชนตระกูลจางด้วยซ้ำ
มาถึงขั้นนี้ จ้าวเทียนหมิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว
ทว่าในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างลึกซึ้ง
หลินฮ่าวอายุน้อยเกินไปจริงๆ จ้าวเทียนหมิงจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อกังขา
"บางทีลูกเขยของข้าผู้นี้อาจจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาก็เป็นได้"
จ้าวเทียนหมิงคิดในใจ
ต่อให้หลินฮ่าวจะเริ่มบ่มเพาะพลังตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้ เขาจะแข็งแกร่งได้สักแค่ไหนกันเชียว?
เขาทำได้เพียงเดาว่า หลินฮ่าวอาจจะเป็นศิษย์ของตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล
การมาเยือนเมืองลู่ในครานี้ อาจจะเป็นเพียงแค่การออกมาหาประสบการณ์เท่านั้น
หลินฮ่าวย่อมไม่อาจล่วงรู้ความคิดของจ้าวเทียนหมิงได้
เขาเพิ่งจะฝึกฝนเคล็ดลูกไฟเสร็จ พลังวิญญาณจึงถูกเผาผลาญไปเกือบหมด
ดังนั้น เขาจึงกลับเข้าห้องไปนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลัง