- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของคนงานก่อสร้างรุ่นลุง
- บทที่ 32 ความกังวลของพ่อจ้าวและแม่จ้าว
บทที่ 32 ความกังวลของพ่อจ้าวและแม่จ้าว
บทที่ 32 ความกังวลของพ่อจ้าวและแม่จ้าว
"พ่อเขาเหนื่อยแย่แล้ว ลูกเดินเองหน่อยสิ อีกไม่ไกลก็ถึงแล้วนะ" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งพูดเกลี้ยกล่อม แต่ในอ้อมแขนยังอุ้มหยางอี้อยู่ จึงไม่สามารถยื่นมือไปช่วยได้ ทำได้แค่มองหยางหยวนคุนที่นั่งพักอยู่บนก้อนหินริมทาง ในขณะที่หยางเฟยเฟยก็ยังไม่ยอมลงมา
"เฟยเฟย ถ้าลูกยอมลงมาเดินเอง พ่อจำได้ว่าข้างหน้ามีร้านขายของชำอยู่ เดี๋ยวพ่อจะซื้อน้ำอัดลมให้ เอาไหมลูก" หยางหยวนคุนค่อนข้างใจเย็น พอได้พักสักหน่อยก็รู้สึกดีขึ้นมาก สาเหตุหลักเป็นเพราะมื้อเที่ยงดื่มเหล้าเข้าไปเยอะ พอต้องมาเดินไกลๆ แถมโดนลมหนาวพัดเป่าเข้าไปอีก ก็เลยเริ่มจะทนไม่ไหว
"น้ำอัดลมเหรอคะ" หยางเฟยเฟยพอได้ยินคำว่าน้ำอัดลม ก็เตรียมตัวลงมาทันที เมื่อตอนมื้อเที่ยง จ้าวจื้อหย่งได้เตรียมน้ำอัดลมไว้ให้สำหรับคนที่ไม่ดื่มเหล้าด้วย แต่จ้าวเสี่ยวเฟิ่งไม่ยอมให้เธอรับประทาน ตอนนั้นเธอถึงกับโมโหจนร้องไห้โฮเลยทีเดียว
"เด็กดี" หยางหยวนคุนไม่ได้ปล่อยให้ลูกสาวลงมาเอง แต่ใช้มือรวบตัวหยางเฟยเฟยมากอดไว้แล้วค่อยวางลงบนพื้น จากนั้นก็หันไปพูดกับจ้าวเสี่ยวเฟิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ "ไปกันเถอะ ฉันหายเหนื่อยแล้ว"
"ดูคุณสิ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้ ไม่ระวังเสื้อผ้าเลย นั่งจนเปื้อนหมดแล้วเนี่ย" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งเห็นเสื้อโค้ตของหยางหยวนคุนเปื้อนฝุ่นและมีเศษใบไม้ติดอยู่เพราะไปนั่งบนก้อนหิน จึงละมือข้างหนึ่งมาปัดฝุ่นให้เขาเบาๆ สองสามที
"ไม่เป็นไรหรอก เปื้อนก็เปื้อนไปสิ" หยางหยวนคุนใช้มือปัดฝุ่นออกอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปถามจ้าวเสี่ยวเฟิ่ง "ให้ฉันอุ้มหยางอี้ไหม"
"ไม่ต้องหรอก ตอนขามาฉันแทบไม่ได้อุ้มเลย คุณพักให้เยอะๆ เถอะ เดี๋ยวถ้าเฟยเฟยเดินไม่ไหวขึ้นมา คุณก็ต้องแบกแกอีก" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งปฏิเสธ
"งั้นก็ไปกันเถอะ ฉันรู้สึกคอแห้งนิดหน่อยแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวแวะซื้อน้ำกินหน่อยก็ดี" หยางหยวนคุนไม่ได้ยืนกรานต่อ เขาจูงมือหยางเฟยเฟยเดินนำไปข้างหน้า ประมาณสิบนาทีก็ถึงร้านขายของชำแห่งหนึ่ง
"เถ้าแก่ เอาน้ำอัดลมสามขวดครับ" หยางหยวนคุนร้องเรียกเถ้าแก่ร้านขายของชำ พลางชี้ไปที่น้ำอัดลมบนชั้นวางด้านหลัง
"มาแล้วๆ" เถ้าแก่ไม่ได้อยู่หน้าร้าน พอได้ยินเสียงคนมาซื้อของก็รีบเดินออกมาจากหลังร้าน ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เดาว่าคงกำลังตั้งวงดื่มเหล้ากับญาติๆ อยู่แน่
"เท่าไหร่ครับ" หยางหยวนคุนเอ่ยถาม
"สามหยวนหกเหมา ขวดละหนึ่งหยวนสองเหมา จ่ายมาแค่สามหยวนห้าเหมาก็พอ" เถ้าแก่ตอบอย่างใจป้ำ
"ซื้อขวดเดียวก็พอแล้ว คุณจะซื้อมาเยอะแยะทำไม ลูกกินคนเดียวไม่หมดหรอก" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งรีบห้าม เพราะน้ำอัดลมราคานี้มันแพงเกินไปแล้ว
"เถ้าแก่ นี่เงินครับ" หยางหยวนคุนไม่ฟังคำทัดทานของจ้าวเสี่ยวเฟิ่ง เขาหยิบเงินจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้เถ้าแก่ รับขวดน้ำอัดลมมาเปิดฝาส่งให้หยางเฟยเฟยขวดหนึ่ง แล้วเปิดดื่มเองอึกใหญ่
"เอาลูกมาให้ฉันอุ้มก่อนเถอะ เธอจะได้ดื่มน้ำ" หยางหยวนคุนรับหยางอี้มาจากอ้อมแขนของจ้าวเสี่ยวเฟิ่ง แล้วยื่นขวดน้ำอัดลมให้เธอ
"ไม่ต้องหรอก ฉันไม่กินเจ้านี่หรอก ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหนเลย" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งรีบปฏิเสธ
"ฉันซื้อมาแล้วนะ ถ้าเธอไม่กิน เฟยเฟยก็จะเหมาหมดคนเดียว มันไม่ดีต่อสุขภาพแกนะ" หยางหยวนคุนยกเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาอ้าง เพราะตอนนี้หยางเฟยเฟยกำลังซดน้ำอัดลมเอาๆ "กินช้าๆ หน่อยลูก น้ำมันเย็นจัด เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก"
"น้ำอัดลมนี่อร่อยจังเลยค่ะพ่อ" ตอนนี้หยางเฟยเฟยเชื่อฟังหยางหยวนคุนมาก เธอยอมปิดฝาขวด แล้วกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ มือก็ดึงชายเสื้อโค้ตของเขาไปด้วย
น้ำอัดลมในยุคนี้ราคาไม่ถูกเลยจริงๆ ขวดนี้ก็ปาเข้าไปหนึ่งหยวนสองเหมาแล้ว ขนาดเป็นยี่ห้อที่ไม่มีชื่อเสียงนะ ถ้าเป็นยี่ห้อดังๆ ราคาอาจจะสูงถึงขวดละสองหยวนเลยทีเดียว ต้องรู้ไว้ว่า ในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้า น้ำอัดลมมากมายก็ยังมีราคาแค่สองสามหยวนเอง
"ไปกันเถอะ เธอพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวฉันอุ้มหยางอี้เอง" หยางหยวนคุนเห็นจ้าวเสี่ยวเฟิ่งจิบไปแค่อึกเดียวก็หยุดกิน รู้สึกอ่อนใจนิดๆ ภรรยาของเขาคนนี้ประหยัดเกินไปจริงๆ
ครอบครัวสี่คนออกเดินทางกลับบ้านกันต่อ ด้วยมนตร์ขลังของน้ำอัดลม หยางเฟยเฟยจึงกัดฟันเดินต่อไปได้อีกตั้งยี่สิบนาที จนกระทั่งเหลือระยะทางอีกแค่สิบกว่านาทีสุดท้าย เธอถึงได้หมดแรงเดินต่อไม่ไหวจริงๆ
อีกด้านหนึ่ง ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลจ้าว หลังจากครอบครัวของน้องสาวและน้องเขยพากันกลับไปหมดแล้ว จ้าวจื้อหย่งก็เริ่มตรวจสอบข้าวของที่ทั้งสองครอบครัวนำมาฝาก เมื่อกี้เขาแค่มองผ่านๆ เห็นว่าหยางหยวนคุนเอาบุหรี่มาให้สองคอตตอน เพราะมันอยู่ในถุงใส่เหล้า เลยไม่ได้สังเกตว่าเป็นบุหรี่ยี่ห้ออะไร
"บุหรี่นี่ไม่ถูกเลยนะเนี่ย สองคอตตอนนี่ก็ปาเข้าไปร้อยหยวนแล้ว" จ้าวจื้อหย่งรำพึงออกมา
"แพงขนาดนั้นเลยเหรอ สองคนนี้นี่จริงๆ เลย จะซื้อของแพงขนาดนี้มาทำไมกัน" พ่อจ้าวพูดด้วยความเสียดายเงิน
"ลูกสาวพ่อเขาซื้อมาให้ พ่อก็รับๆ ไว้เถอะครับ" จ้าวจื้อหย่งพูดปลอบใจ แล้วกล่าวต่อ "ผมดูแล้วน้องเล็กมีความเป็นอยู่ที่ดีทีเดียวนะ เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นของใหม่ทั้งหมด เสื้อโค้ตตัวนั้นก็ใช่ว่าจะถูกๆ ที่เท้าก็ใส่รองเท้าบูต แถมที่หูยังมีต่างหูทองด้วยไม่ใช่เหรอครับ"
"ใช่ ไม่ได้เจอกันตั้งปีนึง พ่อกับแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แกก็ไม่ค่อยมีเวลากลับมาเยี่ยมบ้าน พอได้เห็นว่าลูกสุขสบายดี พ่อก็เบาใจแล้วล่ะ" พ่อจ้าวพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"อืม เสี่ยวเฟิ่งไม่ได้มีแค่ต่างหูทองนะ ที่ข้อมือก็มีกำไลทอง ที่คอก็สวมสร้อยคอทองคำด้วย เมื่อกี้ตอนอยู่ในครัวแกเพิ่งเล่าให้พวกแม่ฟังเอง บอกว่าเป็นของที่หยวนคุนซื้อให้ปีนี้ทั้งนั้นแหละ" แม่จ้าวเสริมขึ้นมา
"ถ้าอย่างนั้น ปีนี้หยวนคุนก็คงหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ ผมล่ะกังวลมาตลอดว่าเขาอายุยังน้อยเกินไป ถ้าเกิดขาดทุนจนหมดตัวขึ้นมา ชีวิตคงลำบากน่าดู" จ้าวจื้อหย่งกล่าวอย่างสะท้อนใจ
"อืม ปีนี้พวกเขาจะสร้างบ้านใหม่ด้วยล่ะ พ่อก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้ว" พ่อจ้าวหยิบบุหรี่ทั้งสองคอตตอนออกมาดู พอจำยี่ห้อได้ก็พูดกลั้วหัวเราะ "พ่อจะกล้าสูบบุหรี่แบบนี้ได้ยังไงล่ะ ซองนึงแพงกว่าเนื้อหมูตั้งหนึ่งชั่งแน่ะ เดี๋ยวเอาไปขอเปลี่ยนที่ร้านขายของชำดีกว่า"
"ก็แล้วแต่พ่อเถอะครับ ยังไงลูกเขยพ่อก็เป็นคนซื้อมาให้นี่นา" จ้าวจื้อหย่งบอกอย่างไม่ใส่ใจ
"ส่วนทางด้านเสี่ยวฟาง หยวนหลี่น่ะเป็นคนดีอยู่หรอก ติดก็ตรงที่พ่อแม่ของเขานั่นแหละ ลำเอียงจนเกินไป" แม่จ้าวเปลี่ยนเรื่อง กลับมาพูดถึงลูกสาวคนโตบ้าง
"นั่นสิ พอแยกบ้านกันเมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่ยอมแบ่งเงินให้สักแดงเดียว บ้านที่ให้ก็เป็นบ้านหลังเก่าผุพัง" พ่อจ้าวพูดด้วยความโมโห "ที่บ้านก็มีลูกตั้งสองคน ไม่มีปู่ย่าช่วยเลี้ยง น้องสาวคนโตของแกคนเดียวก็ดูแลไม่ไหว หยวนหลี่เลยออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้ ต้องอยู่ทำนาที่บ้าน แบบนี้จะไปหาเงินได้ยังไงล่ะ"
"เฮ้อ มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ บ้านของน้องใหญ่อยู่ไกลจากที่นี่เกินไป ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่ก็คงพอช่วยแบ่งเบาได้บ้าง" จ้าวจื้อหย่งเองก็จนใจ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวใครครอบครัวมัน เขาจะไปก้าวก่ายอะไรได้ล่ะ
"นี่ จ้าวเผิง แกไปซื้อประทัดหมดเงินไปเท่าไหร่ฮึ" จ้าวจื้อหย่งหันไปถามจ้าวเผิงที่กำลังเล่นอยู่ตรงหน้าประตู
"หนึ่งหยวนห้าเหมาครับ" จ้าวเผิงตอบอย่างซื่อสัตย์
"เอาเงินทอนมาให้ฉัน แกจะเอาเงินไปทำไม" จ้าวจื้อหย่งดุเสียงเข้ม แล้วยึดเงินไป เขาเชื่อมาตลอดว่าเด็กผู้ชายตัวแค่นี้ไม่จำเป็นต้องมีเงินติดตัว ในเมื่อไม่ได้ปล่อยให้อดอยาก การให้สุขสบายเกินไปจะทำให้เด็กเสียคนได้ง่าย
วิธีการสอนลูกของจ้าวจื้อหย่งล้วนมาจากประสบการณ์ตรงของเขาเอง พ่อจ้าวกับแม่จ้าวเป็นเพียงชาวนาธรรมดาๆ ทำได้แค่หาเลี้ยงปากท้องลูกทั้งสามคนไปวันๆ แถมยังต้องกินมันเทศประทังความหิวอยู่บ่อยครั้ง ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ได้เรียนหนังสือต่อตั้งแต่ตอนอายุสิบหก ต้องไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ช่างไม้ พออายุสิบเก้าฝึกจนชำนาญก็ไปทำงานรับเหมาตกแต่งภายในที่เซี่ยงไฮ้ ขอแค่มีงานเขาก็รับทำหมด ปีนี้เขาทำงานไปทั้งหมดเกือบสามร้อยยี่สิบวัน ทำงานแทบจะตลอดทั้งปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถสร้างบ้านใหม่และซื้อรถมอเตอร์ไซค์ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงเชื่อฝังหัวว่าเด็กผู้ชายต้องรู้จักความยากลำบาก ถึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้