- หน้าแรก
- ฉันคือแสงจันทร์สีขาวชั่วชีวิตของจิ่งหลิว
- บทที่ 10: ข้างกายทะเลโลหิต ทะเลบุปผากิ่งจันทร์
บทที่ 10: ข้างกายทะเลโลหิต ทะเลบุปผากิ่งจันทร์
บทที่ 10: ข้างกายทะเลโลหิต ทะเลบุปผากิ่งจันทร์
【เขตแดนหลัวโฮ่ว】
【ในช่วงศตวรรษแรกที่คุณทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาน้ำพุชาด ยามที่คุณเหลียวมองกลับไปยังทะเลโลหิต คุณไม่เคยลืมเลือนวันคืนที่ลงมือสังหารอาจารย์ได้เลยแม้แต่เพียงวันเดียว โลกใบนี้ที่ทุกสรรพสิ่งล้วนฉาบไปด้วยสีเลือด คอยย้ำเตือนคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสองมือของคุณเคยย้อมไปด้วยโลหิตสีชาด】
【มีเพียงยามที่ราตรีมาเยือน หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาแห่งความเป็นตายกับพวกอสุรกายดวงดาวในส่วนลึกของทะเลโลหิต คุณในสภาพที่เหนื่อยล้าแสนสาหัส ถึงจะพอมีโอกาสให้ลืมเลือนทุกสิ่งไปได้บ้าง คุณมักจะฝันถึงวันคืนเก่า ๆ ที่เคยฝึกกระบี่ร่วมกับจิ่งหลิว ณ ตำหนักกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า】
【บางครั้งคุณรู้สึกว่าเงามืดของเด็กสาวคนนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน แต่เมื่อลองนึกดูอีกทีมันก็สมเหตุสมผลแล้ว เพราะในปีนั้นคุณมีอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น คุณหวาดกลัวการถูกทอดทิ้งและถูกเธอลืมเลือนเป็นที่สุด แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณคิดจะหยุดเดิน เธอจะปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลัง คอยเคี่ยวเข็ญให้คุณก้าวตามให้ทัน มอบคำชี้แนะอันเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบผ่านท่าทีที่เย็นชาและเฉียบขาดที่สุด】
【คุณยังคงจำความรู้สึกยามที่คว้าท่อนแขนของเธอไว้เป็นครั้งแรกได้แม่นยำ เธอทอดก้าวเดินไปแน่วแน่แน่ชัดหนึ่งร้อยยี่สิบสามก้าวเพื่อนำทางคุณให้พ้นจากสายตาที่เกลียดชังของเหล่าอัศวินเมฆา คุณฝันถึงวินาทีที่ได้โอบกอดเธอภายใต้แสงจันทร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสิ่งที่คุณต้องตื่นตระหนกก็คือ คุณพบว่าใบหน้าของเธอเริ่มพร่าเลือนไปเสียแล้ว และในครั้งนี้ คุณถึงขั้นฝันเห็นใบหน้าของเธอถูกฉีกกระชากโดยอสุรกายที่บิดเบี้ยวน่าเกลียด】
【ราวกับได้ประจักษ์ถึงวันสิ้นโลก คุณสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพลางชักกระบี่ออกกวัดแกว่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความสับสนท่ามกลางความมืดมิด】
【คุณกุมขมับพลางทอดถอนหายใจยาว】
【คุณรู้ดีว่านี่คือฝีมือของหัวขโมยที่ชื่อว่ากาลเวลา ที่กำลังพรากเธอไปจากคุณ】
【คุณเคยเรียนรู้จากอาจารย์จักรกลในสถานศึกษามาว่า แม้แต่สมองของเผ่าพันธุ์อายุยืนก็ยังเป็นเพียงแผ่นดิสก์ที่ไม่เสถียร ทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนเซลล์และเส้นประสาท ย่อมหมายถึงการล้างสนามแม่เหล็กของความทรงจำที่ถูกจัดเก็บไว้ มันจะเริ่มจากใบหน้า ตามด้วยน้ำเสียง และท้ายที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ มันไม่ต่างอะไรกับภาพโปสเตอร์บนกำแพงภายนอกที่ค่อย ๆ เก่าโทรม หลุดลอก และสูญเสียสีสัน จนกระทั่งกลายเป็นภาพที่พร่าเลือนไม่เหลือชิ้นดีภายใต้ฤดูฝนฤดูหนึ่ง】
【ช่างมันเถอะ อย่างไรเสียพวกมันก็เป็นเพียงความทรงจำอันเจ็บปวด และนี่ก็เป็นเพียงการจำลองเส้นทางระดับ S เท่านั้น】
【เธอน่าจะผิดหวังในตัวคุณมาก สิ่งที่คุณควรเตรียมตัวรับมือคือทำอย่างไรไม่ให้ถูกเธอฆ่าตาย มากกว่าการอ้าแขนรอคอยที่จะโอบกอดเธอ】
【คุณบอกตัวเองเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน】
【แต่คุณก็ไร้ความจริงใจนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน เพราะในเมื่อคุณรู้ดีว่าเธอเป็นคนเช่นไร คุณย่อมไม่ยินยอมให้ตัวเองลืมเลือนแม้กระทั่งรายละเอียดของขนตาเธอเพียงเส้นเดียว】
【คุณรู้ลึกอยู่ภายในใจว่า ต่อให้ความเข้าใจผิดจะฝังลึกเพียงใด ท้ายที่สุดมันย่อมต้องมีวันคลี่คลาย คุณไม่เคยทรยศชางเฉิงเลย และในใจที่ดับสูญดวงนี้ เด็กหนุ่มหมาป่าขาวผู้ชี้กระบี่ไปยังดวงจันทร์คนนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอ...】
【นอกเหนือจากการใช้กระดาษและน้ำหมึกอันมีค่าเพื่อเขียนบทกวีรักให้เธอฉบับแล้วฉบับเล่า】
【คุณถึงขั้นเรียนรู้ที่จะใช้เศษกระดาษที่เหลือจากการร่างบทกวีเหล่านั้น เพื่อวาดภาพสเก็ตช์รูปลักษณ์ของเธอในยามเยาว์วัย คุณกำลังต่อต้านการกัดกร่อนของกาลเวลาด้วยวิถีทางของตนเอง】
【เสี่ยวเหล่ยเริ่มคุ้นชินกับการมาฝากท้องที่กระท่อมของคุณแล้ว เพราะอย่างไรเสียพวกสัตว์ร้ายตัวโตในน้ำพุชาดแห่งทะเลโลหิตก็พากันอพยพย้ายถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลา และพวกมันได้รับการหล่อเลี้ยงจากดาวหลัวโฮ่วทั้งดวง เนื้อของพวกมันจึงนับได้ว่าฉ่ำนุ่มชวนลิ้มลองยิ่งนัก】
【ท้องของพวกลูกหมาป่าดูราวกับมีมิติพิเศษ เนื้อหนวดน้ำพุชาดหนักร่วมตันถูกเจ้าตัวเล็กทั้งสามสวาปามจนเรียบอาวุธ】
【ความทรงจำเก่าแก่ชิ้นหนึ่งหลุดลอยออกมาจากมุมมืด นำพาสุดยอดจุดเปลี่ยนมาสู่การต่อต้านการกัดกร่อนของกาลเวลาตลอดหนึ่งศตวรรษของคุณ】
"นี่คืออะไรเหรอ? มันส่องแสงวิบวับเชียว!"
"พวกเรากินมันได้ไหม? กินมันได้ไหม?"
พวกเด็กหนุ่มพากันยืนล้อมรอบวัตถุชิ้นนั้น
เมื่อมองดูในคราแรก มันคือหยกชิ้นงามที่สลักไว้ด้วยอักขระและยันต์เวทอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเซียนโจว
"มันต้องเป็นของที่สำคัญกับท่านหยวนมากแน่ๆ เลย!"
เวลาหลายปีผ่านพ้นไป ลูกหมาป่าตัวน้อยในวันวานได้เติบโตขึ้นกลายเป็นเด็กหนุ่มรุ่นกระทง
พวกเริ่มมีความเข้าใจในตัวของสุภาพบุรุษหมาป่าขาวผู้ซึ่งสามารถขี่กระบี่บินข้ามผ่านทะเลโลหิตของน้ำพุชาดคนนี้มากขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่านามที่แท้จริงของคุณคือ จิ่งหยวน
คุณจ้องมองไปยังตลับหยกสำหรับบันทึกสิ่งของขนาดเท่าฝ่ามือ ดวงตาภายใต้ปอยผมหน้าม้าจมดิ่งลงสู่เงามืด ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ออกมา คุณจ้องมองมันอยู่นานแสนนาน
คุณรู้ดีว่านี่คือของขวัญที่ได้รับจากเด็กสาวคนนั้นที่หน้าประตูตำหนักกระบี่เมื่อหลายปีก่อน ภายในนั้นผนึกไว้ด้วยเมล็ดพันธุ์ของกิ่งจันทร์
พวกคุณเคยสัญญาว่าจะปลูกเมล็ดพันธุ์นี้ด้วยกัน
แต่มันชัดเจนแล้วว่า ในตอนนี้มันได้กลายเป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง
คุณเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเหตุใดคุณถึงโยนมันทิ้งไว้ในมุมมืด นั่นเป็นเพราะคุณไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นคนตระบัดสัตย์
"นำไปปลูกซะ"
นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมอบหมายภารกิจให้แก่เจ้าตัวเล็กทั้งสาม
แม้คุณจะรู้ดีว่า ด้วยสภาพผืนดินอันแห้งแล้งและโหดร้ายของเขตแดนหลัวโฮ่วในตอนนี้ มันคงไม่สามารถหล่อเลี้ยงดอกไม้กิ่งจันทร์ดอกนี้ให้เติบโตขึ้นมาได้
แต่คุณกลับนึกถึงคำพูดของเธอขึ้นมาได้ในทันใด: ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ดอกไม้ดอกนี้จะผลิบานแน่นอน
ต่อให้เมล็ดพันธุ์นี้จะต้องหยั่งรากลงบนผืนดินของเขตแดนหลัวโฮ่วและต้องเผชิญกับคราวเคราะห์นานัปการ
มันก็ยังดีกว่าการปล่อยให้มันค่อย ๆ เหี่ยวเฉาไปในความมืดมิดอย่างไร้ค่า
ภายใต้สายตาของคุณ เสี่ยวเหล่ยได้ลงมือปลูกดอกไม้ดอกนี้ไว้ที่บริเวณหน้าประตูกระท่อม
คุณตักน้ำจากน้ำพุชาดมารดลงไปหนึ่งถัง และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ เมล็ดน้อยนั้นได้อาศัยพลังเทวะของน้ำพุชาดแทรกตัวทะลุผ่านชั้นกรวดหินอันแหลมคมขึ้นมาได้
ดอกกิ่งจันทร์ที่สว่างไสวดุจดวงจันทร์ขาวพลันผลิบาน งดงามไม่ต่างจากดอกไม้ที่คุณเคยเห็นในแปลงดอกไม้ของตำหนักกระบี่ชางเฉิงเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด
เหล่าเยาวชนหมาป่าต่างพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในเขตต้องห้ามของทะเลโลหิตแห่งนี้:
"เย้! มันบานแล้ว! มันบานแล้ว!"
"พวกเรานี่สุดยอดไปเลย!"
"นี่มันดอกไม้อะไรกันเนี่ย? ตัวเล็กแค่นี้ ไม่กลัวโดนดอกไม้ต้นอื่นรังแกแย่เหรอ?"
เสี่ยวเหล่ยโน้มตัวลงไปมองดอกกิ่งจันทร์สีขาวที่มีขนาดใหญ่ไม่เกินนิ้วโป้ง
เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เคยตามพ่อไปเก็บเกี่ยวพืชผล
แล้วเกือบถูกพืชกลายพันธุ์ของดาวหลัวโฮ่วกัดหูขาด... อย่างน้อยเมื่อเทียบกับพืชยักษ์ที่พวกโบริซินเพาะเลี้ยงขึ้น ดอกไม้ที่ดูสงบเสงี่ยมเช่นนี้นับว่าพิเศษเกินไปจริงๆ
"ตำนานของกิ่งจันทร์มีที่มาจากอาณาจักรโบราณอันห่างไกล"
คุณเล่าขานถึงตำนานโบราณเรื่องเซียนเหินสู่ดวงจันทร์ให้พวกฟัง บอกเล่าเรื่องราวของคนรักที่ต้องพลัดพรากจากกันไปอยู่คนละฟากฟ้าเฝ้ามองดูกันและกันทว่าท้ายที่สุดกลับไม่อาจสัมผัสตัวกันได้
"เล่ากันว่า ในวินาทีที่กิ่งจันทร์แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งปฐพี เส้นทางระหว่างสรวงสวรรค์และโลกมนุษย์จะเปิดออก"
"เมื่อถึงเวลานั้น ความปรารถนาที่ยังไม่สมหวัง และเพื่อนเก่าที่ไม่มีวันได้พบหน้ากันอีก จะได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง..."
"มันทรงพลังขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" พวกเด็กหนุ่มมองดูดอกไม้ราวกับเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
คุณทำลายความฝันในเรื่องเล่าอันงดงามของความหมายของดอกไม้นี้ลงอย่างเยือกเย็น โดยบอกว่ามันเป็นเพียงกลอุบายที่พวกพ่อค้าชาวฟ็อกเซียนกุขึ้นมาเพื่อการค้าเท่านั้น
"มันก็แค่เรื่องราวโรแมนติกที่แต่งขึ้นมาเพื่อการโฆษณานั่นแหละ การจะชดเชยความเสียใจหรือการจะได้พบหน้าเพื่อนเก่านั้น มีแต่ต้องพึ่งพาความสามารถของตนเองเท่านั้น"
"ดอกไม้น่ะ มันเปราะบางเกินไป"
"ท่านหยวนเองก็ต้องมีความเสียใจในใจอยู่เหมือนกันใช่ไหมครับ?"
"ไม่ ฉันจะไม่ยอมมีความเสียใจเด็ดขาด"
คุณแหงนหน้ามองดวงดาวที่กำลังจะถูกกลืนกิน ดวงตาของคุณสะท้อนความคาดหวังอันบริสุทธิ์ใจออกมา
...
【พริบตาเดียว เวลาอีกหนึ่งศตวรรษก็ผ่านพ้นไป】
【ทะเลโลหิตแห่งน้ำพุชาดที่เคยรกร้างและสิ้นหวัง บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ที่เลื้อยขยายของดอกกิ่งจันทร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกมันผลิบานภายใต้แสงจันทร์กลายเป็นทะเลบุปผาที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด ยามใดที่สายลมกุมภาพันธ์พัดผ่าน ดอกไม้สีขาวนับล้านที่พริ้วไหวดูราวกับจะถักทอเส้นทางสวรรค์ที่พาดผ่านท้องฟ้าดวงดารา】
【คุณยืนเฝ้ามองทุ่งดอกไม้แห่งนี้พลางแหงนหน้ามองดูดวงจันทร์สีเงินที่ขอบฟ้า】
【หากจะพูดให้ถูกต้อง นั่นไม่ใช่ดวงจันทร์สีเงิน แต่เป็นดาวเรือรบขนาดยักษ์ที่มีนามว่าชางเฉิง เพราะมันอยู่ใกล้กับดาวหลัวโฮ่วมากเกินไป แรงดึงดูดของน้ำขึ้นน้ำลงถึงขั้นทำให้น้ำพุชาดแห่งทะเลโลหิตเริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง พวกอสุรกายในทะเลเลือดพากันแหวกว่ายไปมา เฝ้ารอคอยการกัดกินครั้งใหญ่ในรอบพันปี...】
【ในค่ำคืนนี้ คุณได้ต้อนรับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง】
【เขาย่ำยีทุ่งดอกไม้ที่คุณเฝ้าดูแลมานานนับศตวรรษอย่างย่ามใจ ร่างกายของเขาอบอวลไปด้วยไอแห่งความตายที่ส่งผลให้หมู่มวลดอกไม้ต้องเหี่ยวเฉาลงลงไป】
【เขาคือผู้นำทัพโบริซินในยุคปัจจุบันถันหลาง!】