- หน้าแรก
- เส้นทางมหาเศรษฐี เริ่มต้นจากยุค เอไอ
- บทที่ 26 ปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่
บทที่ 26 ปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่
บทที่ 26 ปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่
บทที่ 26 ปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่
วันที่ 7 พฤษภาคม ช่วงเช้า
บล็อกเขียนเสร็จแล้ว ความยาวหนึ่งพันห้าร้อยคำ แก้ไปสามรอบ
ชื่อหัวข้อ: 《โปรแกรมเมอร์ตกงานคนหนึ่ง กับ BugKiller ของเขา》
กู้ซือเยว่ใช้เวลาตรวจทานต้นฉบับสิบเอ็ดนาที ก่อนจะตอบกลับมาสามข้อความ
ข้อความแรก "ผ่าน"
ข้อความที่สอง "กฎสี่ข้อ ห้ามเอ่ยชื่อติ่งเซิ่ง ให้ใช้คำว่า ‘บริษัทเก่า’ ห้ามเอ่ยชื่อบุคคล ห้ามโจมตีก่อน คุณเล่าแค่เรื่องของคุณ อย่าสร้างจุดอ่อนให้ฝั่งนั้นจับผิดได้"
ข้อความที่สาม "ก่อนโพสต์ ส่งฉบับไฟนอลมาให้ฉันดูอีกที"
ส่วนซูเนี่ยนเนี่ยนอ่านจบก็แก้ไปหนึ่งจุด เธอเปลี่ยนคำว่า ตกงาน เป็น ถูกออปติไมซ์
"ฟังดูดีกว่า แถมยังเป็นมีมด้วย มนุษย์เงินเดือนอ่านปุ๊บก็เก็ตปั๊บ"
"คำว่าถูกออปติไมซ์นี่มันฟังดูดีตรงไหน"
"นายเชื่อไหมล่ะ พอโพสต์ชื่อหัวข้อนี้ออกไป คอมเมนต์แรกจะต้องเป็น คนที่ออปติไมซ์เขา ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่"
เนื้อหาทั้งบทความพูดถึงแค่สี่เรื่อง: ถูกเลิกจ้าง รับงานฟรีแลนซ์ มองเห็นแพตเทิร์นของบั๊ก และสร้าง BugKiller
"กุมภาพันธ์ปีนี้ ผมถูกบริษัทเก่าออปติไมซ์ ทำงานมาห้าปี ระดับ P7 ประเมินปลายปี 3.25 วันที่ได้รับใบแจ้งเลิกจ้าง ผมเซ็นชื่อแล้วเดินออกจากตึกมา"
"สองเดือนหลังจากนั้น ทุกวันผมทำอยู่แค่สามอย่าง รับงานพัฒนาอิสระเพื่อหาค่าเช่าห้อง นั่งเขียนโค้ดโปรเจกต์จิปาถะ และนั่งเหม่อมองบั๊ก"
"บั๊กทุกตัวหน้าตาไม่เหมือนกันเลย แต่วิธีการเกิดข้อผิดพลาดกลับมีอยู่ไม่กี่รูปแบบ กับดักตรรกะแบบเดียวกันมักจะไปโผล่ซ้ำ ๆ ในโปรเจกต์ต่าง ๆ แค่เปลี่ยนหน้าตาไปเท่านั้น ผมเลยจดจำแพตเทิร์นพวกนี้ไว้ แล้วป้อนมันให้โมเดล"
"และนี่ก็คือ BugKiller เครื่องมือตรวจสอบบั๊กที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ที่ถูกออปติไมซ์คนหนึ่ง"
ส่วนย่อหน้าสุดท้าย
"ผมไม่ได้ทำเพื่อพิสูจน์อะไร แต่ในเมื่อคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งหลายปี ก็ควรจะทิ้งอะไรที่มีประโยชน์เอาไว้บ้าง"
ฟีดแบ็กจากกู้ซือเยว่สั้นกระชับ "การใช้คำไม่มีปัญหา ไม่มีการเล่าเรื่องเชิงโจมตี เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ถูกออปติไมซ์’ ได้ดีมาก ไอเดียใคร"
"เพื่อนคนหนึ่งครับ"
เงียบไปสองวินาที "หัวไวดี"
โพสต์ออกไปแล้ว
จากนั้นยอดก็พุ่งทะยาน
หนึ่งชั่วโมง ยอดคอมเมนต์ทะลุห้าร้อย
สองชั่วโมง ยอดไลก์ทะลุสามพัน กระทู้ถูกดันจากหมวดเทคโนโลยีขึ้นไปอยู่หน้าแรกของเว็บบอร์ด
"NullPointer โดนเลย์ออฟเนี่ยนะ???"
"เดี๋ยวก่อน... เขาสร้าง BugKiller คนเดียวเหรอ? คนเดียว? ไม่มีทีม?"
"คนระดับ P7 ที่โดนเลย์ออฟแต่สร้างโปรดักต์ระดับนี้ออกมาได้ บริษัทเก่าเขาใช้ตาตุ่มมองหรือไง?"
"ก็ควรจะทิ้งอะไรที่มีประโยชน์เอาไว้บ้าง อ่านประโยคนี้จบ ผมนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะทำงานไปห้านาทีเลย"
"ตอนผมโดนเลย์ออฟ ผมนอนเปื่อยอยู่บ้านสามเดือน ส่วนเขาโดนเลย์ออฟแล้วไปสร้างโปรดักต์ที่บดขยี้ทีมด็อกเตอร์จากสแตนฟอร์ด นี่แหละความต่างของคน"
"สุดยอดเรื่องราวการลาออกแห่งปี ไม่มีข้อโต้แย้ง"
ซูเนี่ยนเนี่ยนพูดถูก ในช่องคอมเมนต์มีคอมเมนต์ที่ยอดไลก์สูงปรี๊ดอยู่จริง ๆ
"คนที่ออปติไมซ์เขา ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่???"
ยอดไลก์สี่พันกว่า
ส่วนคอมเมนต์ที่ยอดไลก์อันดับหนึ่ง
"นี่มันปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่ชัดๆ"
แปดพันกว่าไลก์ ด้านล่างมีคนมาต่อคิวพิมพ์คำว่า "เส้นเลือดใหญ่" กันเป็นแถว มีคนทำภาพมีมเป็นรูปมีดผ่าตัดกำลังเฉือนลงบนเส้นเลือดใหญ่ ข้าง ๆ มีข้อความกำกับว่า "แผนก HR ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง" ในบล็อกไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัท แต่ในช่องคอมเมนต์กลับรู้กันดี ข้อความ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่ประสงค์ออกนามแห่งหนึ่ง และ บริษัท ต. เต่า สระอิ งองู ถูกสแปมจนเต็มหน้าจอ
ห้าโมงเย็น หม่าเสี่ยวเฟยมาถึงห้อง 502
ขาตั้งไฟสองตัว กล้อง Sony A7M4 หนึ่งตัว ไมค์สายคาดไร้สายหนึ่งตัว เขาใช้เวลาสามนาทีจัดมุมถ่ายทำแบบง่าย ๆ หน้าโต๊ะทำงานของหานลู่อี ท่าทางคล่องแคล่วกว่าตอนเขียนโค้ดเสียอีก
"นั่งตรงนั้น ทำตัวตามสบาย"
"แบบไหนถึงเรียกว่าตามสบาย"
"ตอนนายเขียนโค้ดเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องมองกล้อง มองฉัน"
หานลู่อีนั่งลง ด้านหลังเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ ข้าง ๆ มีรูปเต่าทองที่ตั่วตั่ววาดแปะอยู่ หม่าเสี่ยวเฟยมองรูปวาดนั้นแวบหนึ่ง ปรับมุมกล้องนิดหน่อยให้กรอบภาพจับเต่าทองเข้าไปที่มุมขวาล่างด้วย
"นั่นอะไร"
"เด็กข้างห้องวาด"
หม่าเสี่ยวเฟยเปิดสคริปต์สัมภาษณ์ในแท็บเล็ต สคริปต์สองเวอร์ชันแรกถูกหานลู่อีปัดตกด้วยเหตุผลว่า ดราม่าเกินไป นี่คือเวอร์ชันที่สามที่เพิ่งเขียนใหม่
"โอเค ลองซ้อมดูรอบนึงก่อน ไม่ดีค่อยเอาใหม่"
สามนาทีแรกหลังจากกดปุ่มบันทึก หานลู่อีเหมือนกำลังสัมมนาแชร์ความรู้เทคโนโลยี เขาเล่าถึงสถาปัตยกรรมของ BugKiller เล่าทฤษฎีการจับคู่แพตเทิร์น เล่ากระบวนการกดอัตรา False Positive จาก 8% ลงมาเหลือ 3.8% หม่าเสี่ยวเฟยฟังอยู่พักหนึ่งก็เอามือมาบังหน้ากล้องไว้
"หยุด"
"เป็นอะไร"
"นายกำลังอธิบายโค้ด คนดูไม่สนหรอกว่า BugKiller มันรันยังไง เขาอยากรู้ว่าทำไมถึงสร้างมันขึ้นมาต่างหาก"
หานลู่อีคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เพราะบั๊กมันมีแพตเทิร์น"
"ไม่ใช่ ลึกกว่านั้นอีก"
"เพราะโดนเลย์ออฟ"
"ลึกอีก"
"เพราะสิ่งที่นั่งเขียนมาเป็นปี ๆ โดนคนอื่นแก้ไปไม่กี่บรรทัดก็พังเละเทะ"
หม่าเสี่ยวเฟยยกนิ้วโป้งให้ แล้วกดบันทึกใหม่อีกครั้ง
รอบนี้ลื่นไหล หานลู่อีพูดเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ พอถึงช่วงหลังก็ไม่มองหม่าเสี่ยวเฟยแล้ว เขาจ้องหน้าจอตัวเองแล้วพูดไปเรื่อย ๆ เหมือนกำลังทบทวนให้ตัวเองฟัง
ตอนเขาเล่าถึงวันที่ถูกเลย์ออฟแล้วได้เงินชดเชยเพิ่มมาห้าหมื่น หม่าเสี่ยวเฟยทนไม่ไหวจนเผลอสบถ "เชี่ย" ออกมา ตอนที่เล่าว่า "บั๊กทุกตัวหน้าตาเหมือนกันหมด" หม่าเสี่ยวเฟยหยุดฟังอย่างตั้งใจไปสิบกว่าวินาที
ถ่ายไปสี่สิบนาที ตอนเก็บกล้อง หม่าเสี่ยวเฟยแพนไปโคลสอัปเสี้ยวหน้าของหานลู่อี บนหน้าจอเป็นแดชบอร์ดข้อมูลหลังบ้านของ BugKiller ข้าง ๆ มีรูปวาดเต่าทองแปะอยู่ นอกหน้าต่างคือเส้นขอบฟ้าของชุมชนเก่า
"ช็อตนี้ฉันจะเอาไปทำภาพปก"
"ตามใจ"
"ไม่ตามใจเว้ย ช็อตนี้มีค่าเท่ายอดวิวหลักแสน"
ตอนเก็บขาตั้งไฟ หม่าเสี่ยวเฟยก็ถามขึ้นมา "ฉันคิดชื่อคลิปไว้แล้ว 《บริษัทยักษ์ใหญ่เลย์ออฟโปรแกรมเมอร์เงินเดือนหลักล้าน สามเดือนต่อมาเขาสร้างโปรดักต์จับบริษัทเก่ากดลงไปเสียดสีกับพื้น》"
หานลู่อี "ไม่ได้"
"...ไม่ดียังไง"
"เสียดสีกับพื้น"
หม่าเสี่ยวเฟย "ฉันไม่ได้พูดนะ คอมเมนต์ในแชทต่างหากที่พูด ฉันแค่... คาดเดาคอมเมนต์ล่วงหน้า"
หานลู่อี "เดาบ้าอะไรล่ะ ไปแก้เลย"
ชื่อคลิปสุดท้ายถูกรอมชอมเป็น 《บริษัทยักษ์ใหญ่เลย์ออฟโปรแกรมเมอร์เงินเดือนหลักล้าน เขาสร้างโปรดักต์เขย่าวงการอินเทอร์เน็ตด้วยตัวคนเดียว》 แต่หม่าเสี่ยวเฟยยืนกรานจะเก็บตัวอักษรใหญ่สองตัวบนหน้าปกไว้ นั่นคือคำว่า "ตอกหน้า"
วันที่ 8 พฤษภาคม แปดโมงเช้า วิดีโออัปโหลดเสร็จ
หม่าเสี่ยวเฟยนั่งตัดต่อจนถึงตีสี่ คลิปตัวเต็มยาวเกือบยี่สิบนาที จังหวะการเล่าเรื่องเป็นสไตล์ถนัดของเขา: สามสิบวินาทีแรกคือประโยคเด็ดจากบล็อก พร้อมเอฟเฟกต์เสียงพิมพ์ดีดให้ตัวอักษรเด้งขึ้นมาทีละตัว ภาพหลักคือข้อมูลเปรียบเทียบระหว่าง BugKiller, CodeSafe และเครื่องมือรุ่นเก่าอีกสองสามตัว สลับกับประสบการณ์การใช้งานของหม่าเสี่ยวเฟยเอง และท่อนสัมภาษณ์ของหานลู่อี
"ผมจะไม่ขอวิจารณ์อะไร ข้อมูลทุกอย่างอยู่บนหน้าจอ ทุกคนดูเอาเอง แต่ผมขอพูดคำเดียว ผมทำช่องเทคโนโลยีมาหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องราวเหลือเชื่อขนาดนี้ คนคนเดียว โดนเลย์ออฟ ใช้เวลาสามเดือน สร้างโปรดักต์ที่บดขยี้คู่แข่งทุกรายตั้งแต่วันแรกที่เปิดโอเพ่นเบต้า"
"ถ้าคุณบอกว่านี่คือนิยายเว็บ ผมยังมองว่ามันเวอร์เกินไปเลย"
"แต่มันคือเรื่องจริง"
สิบสองชั่วโมง ยอดวิวสามแสนสองหมื่น
ยี่สิบสี่ชั่วโมง แปดแสนเจ็ดหมื่น
หม่าเสี่ยวเฟยแคปหน้าจอส่งไปในกลุ่ม 404
"แสนแตกแล้ว!!! ยอดซับทะลุแสนแล้ว!!!! ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่เบอร์หนึ่งสายเทค!!!"
จางฮ่าวหราน "ใจเย็น ๆ ยอดซับที่เพิ่มมานายเกาะกระแสลู่อีทั้งนั้น"
หม่าเสี่ยวเฟย "...หุบปากไปเลย"
ตัวเลขหลังบ้านของ BugKiller พุ่งทะยานตามยอดวิววิดีโอ ผู้ใช้งานลงทะเบียนจากหกร้อยสิบสองคนในวันแรกที่เปิดโอเพ่นเบต้า พุ่งไปเป็นหนึ่งพันสี่ร้อย เปิดให้ใช้สองวัน ยอดเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
ซูเนี่ยนเนี่ยนส่งข้อความมา "นายรู้ไหม ตอนนี้สิ่งที่คนในบอร์ดคุยกันมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า BugKiller ใช้งานดีไหม แต่เป็นเรื่องของตัวนาย ผู้ใช้จดจำเรื่องราวได้เร็วกว่าฟังก์ชันการใช้งานถึงสิบเท่าเลยนะ"
หานลู่อีตอบกลับแค่ "อืม"
เขาปิดมือถือ แล้วนั่งเขียนฮอตแพตช์เวอร์ชัน v1.1 ต่อ
วันเดียวกัน เวลาสามทุ่มตรง
เขตผู่ตง ในห้องวีไอพีของคลับส่วนตัวแห่งหนึ่ง
เจ้าเหวินยวนนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ชาผู่เอ๋อร์ตรงหน้ายังไม่ได้แตะแม้แต่จิบเดียว
วันนี้เขาไถหน้าจอดูคำว่า ปลดคนโดนเส้นเลือดใหญ่ มาทั้งวัน บล็อกของ NullPointer เขาอ่านแบบทุกตัวอักษรไปสองรอบ คลิปของหม่าเสี่ยวเฟยเขาก็ดูตัวเต็มจนจบ ในช่องคอมเมนต์มีคอมเมนต์หนึ่งที่คนกดไลก์ไปสามพันกว่าบอกว่า "ดร.เจ้า เขียนตั้งสามพันคำเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ NullPointer งัดข้อมูลออกมาตอกหน้าเน้น ๆ ผ่านไปสองสัปดาห์ พวกคุณคิดว่าใครชนะ?"
เขาปิดมือถือ
ฝั่งตรงข้ามมีคนนั่งอยู่ ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ในชุดสูทสีเทา ติดคัฟลิงก์แพลตตินัม นั่งหลังตรงแด่วเหมือนกำลังประชุมอยู่ตลอดเวลา
"ดร.เจ้า" คนฝั่งตรงข้ามเปิดบทสนทนาก่อน น้ำเสียงนิ่งลึก "ผู้นำการลงทุนรอบ Angel ของคุณ โครงสร้าง LP เบื้องหลัง คุณพอจะรู้รายละเอียดไหม"
เจ้าเหวินยวนมองหน้าเขา "ติ่งเซิ่งมีการถือหุ้นไขว้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับครับ"
"การถือหุ้นไขว้เป็นแค่เรื่องบนหน้าฉาก" หวังจื้อหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในนั้นมีเงินส่วนตัวของผมอยู่ด้วย"
สีหน้าของเจ้าเหวินยวนยังคงเรียบเฉย ตอนรับเงินระดมทุนรอบ Angel เขาเจอแค่ GP ของกองทุน อีกฝ่ายบอกแค่ว่ามีกลุ่มทุนระดับอุตสาหกรรมหนุนหลังอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร
เงินก้อนแรกในกระเป๋าของเขา มาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้นี่เอง
"คุณหวังนัดผมมาวันนี้ คงไม่ได้มาแค่เพื่อทวงบุญคุณหรอกมั้งครับ"
มุมปากหวังจื้อหย่วนกระตุกเล็กน้อย ไม่เชิงว่าเป็นรอยยิ้ม
"ชื่อจริงของ NullPointer คือหานลู่อี เป็นอดีตพนักงานระดับ P7 ที่ผมเพิ่งให้เชิญออกไป ปีที่แล้วเขาทำระบบอัลกอริทึมแนะนำให้ติ่งเซิ่ง ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ถึง 37% โค้ดในนั้นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เขาเขียนคนเดียว"
นิ้วของเจ้าเหวินยวนชะงักอยู่ที่ขอบถ้วยชา
"คุณคิดว่า P7 คนเดียว เอาปัญญาที่ไหนไปสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้ในสามเดือน"
เจ้าเหวินยวนไม่ตอบ คำถามนี้เขาถามตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
"ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกัน แต่จะคิดออกหรือไม่ออกนั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คุณสู้เขาได้หรือเปล่า"
หวังจื้อหย่วนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
"การสร้างโปรดักต์ด้วยตัวคนเดียวมันมีเพดานของมันอยู่ สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้คือสตอรี่ ไม่ใช่บริษัท เดี๋ยวกระแสสตอรี่นี้มันก็ซาไป"
เจ้าเหวินยวนจ้องหน้าเขา "คุณหวังต้องการจะบอกอะไรครับ"
"ติ่งเซิ่งเตรียมจะขยายตลาดด้านการทำ Code Review ผมจะเป็นคนผลักดันให้กรุ๊ปอนุมัติทรัพยากรมาลง" หวังจื้อหย่วนวางถ้วยลง "แต่ผมไม่อยากเริ่มจากศูนย์"
เจ้าเหวินยวนเข้าใจแล้ว
เงินรอบ Angel เป็นเงินส่วนตัวของหวังจื้อหย่วน ส่วนติ่งเซิ่งคลาวด์คือทรัพยากรขององค์กร สิ่งที่เขาต้องการจะทำนั้นง่ายมาก แค่ใช้ช่องทางของบริษัท มาปั้นโปรเจกต์ที่ตัวเองลงทุนให้โต หานลู่อีจะเป็นภัยคุกคามจริง ๆ หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ‘ทฤษฎีภัยคุกคามจาก BugKiller’ จะช่วยให้เขาขออนุมัติจากส่วนกลางได้
"รูปแบบความร่วมมือเป็นยังไงครับ"
"เอา CodeSafe เข้าไปเชื่อมกับ Toolchain สำหรับนักพัฒนาของติ่งเซิ่งคลาวด์ ลูกค้าองค์กรหนึ่งแสนห้าหมื่นราย ทันทีที่พุชโค้ดขึ้นมา ก็ต้องผ่านเอนจินตรวจสอบของคุณ"
ฟังดูเหมือนมีลาภลอยตกลงมาจากฟ้า
แต่เจ้าเหวินยวนคือคนที่เคยผ่านเวที VC มาแล้ว ไม่ใช่นักศึกษาจบใหม่ ทันทีที่ช่องทางจากลูกค้าแสนห้าหมื่นรายเชื่อมเข้ามา การเติบโตของ CodeSafe จะถูกผูกติดกับติ่งเซิ่งคลาวด์ทันที วันนี้เรียกว่าความร่วมมือ พรุ่งนี้เรียกว่าการพึ่งพา มะรืนนี้จะเรียกว่าการเข้าซื้อกิจการ เขาเคยเห็นสตาร์ทอัพจำนวนนับไม่ถ้วนต้องตายเพราะเส้นทางนี้ ถูกปั้นจนโตด้วยทรัพยากรของบริษัทยักษ์ใหญ่ แล้วก็ถูกกลืนกินด้วยทรัพยากรของบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นกัน
เขามองหน้าหวังจื้อหย่วน ชายคนนี้เคยลงทุนรอบ Angel ให้เขา และตอนนี้กำลังจะยัดเยียดทรัพยากรของติ่งเซิ่งเข้ามา สิ่งที่เข้ามาไม่ใช่เงิน แต่เป็นเชือกบ่วงบาศ
แต่เขาก็คำนวณอีกแง่หนึ่งแล้วเหมือนกัน ถ้าจะใช้คนสิบห้าคนของตัวเองไปสู้กับหานลู่อี ต้องเผาเงินอีกเท่าไหร่ และต้องสู้ไปอีกนานแค่ไหน?
วิวยามค่ำคืนของเขตผู่ตงนอกหน้าต่างช่างสว่างไสว
"ขอผมคิดดูก่อนครับ"
หวังจื้อหย่วนลุกขึ้นยืน จัดขยับคัฟลิงก์ให้เข้าที่
"ไม่ต้องรีบ แต่จำไว้นะ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ"