- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญ นี่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในโลกเทพนิยายงั้นเหรอ
- บทที่ 18 ฉันช่างบอบบางเหลือเกิน
บทที่ 18 ฉันช่างบอบบางเหลือเกิน
บทที่ 18 ฉันช่างบอบบางเหลือเกิน
ในห้องครัว สืออวี่พยักหน้ารับอย่างหน้าตาเฉย "ใช่ค่ะ ฉันเหนื่อยมาก"
ควันสีดำเริ่มพวยพุ่งออกจากหัวของพี่สาวคนรอง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยว ริมฝีปากสีแดงที่ดูราวกับปากเหวอ้ากว้างจนแทบจะกลืนกินหัวคนเข้าไปได้ทั้งหัว ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าโจมตีสืออวี่
สืออวี่ทำราวกับมองไม่เห็นการโจมตีนั้น แล้วพูดต่อว่า "ฉันล่ะอยากจะนอนยาวไปจนถึงเที่ยงทุกวันเลย"
วันๆ ต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่เหนื่อย? ถ้าเป็นคุณ คุณจะลุกไหวไหมล่ะ?
สืออวี่เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเว้าวอนและเอ่ยว่า "พี่คะ เมตตาฉันเถอะนะ ให้ฉันได้พักสักวันเถอะ"
สืออวี่บอกว่าเธอเหนื่อย ถึงแม้เธอจะไม่ได้ลุกขึ้นมากลางดึก เธอก็ยังเหนื่อยมากๆ อยู่ดี
หากเมื่อถูกถามแล้วเธอรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้เหนื่อย มันจะดูน่าสงสัยเกินไป และจะทำให้รู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังพยายามทำตัวออกห่างหลังจากเพิ่งไปทำเรื่องลับๆ ล่อๆ มา
เห็นได้ชัดว่าผีสาวฝั่งตรงข้ามก็คิดเรื่องนี้ได้เช่นกัน เธอจึงลังเลและหยุดชะงักไป
ในใจของเธอนั้น เธอสามารถฆ่าคนได้ แต่จะฆ่าโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นถือเป็นการละเมิดกฎ...
"เมื่อคืนแกไม่ได้ขึ้นไปบนชั้นสามจริงๆ เหรอ?" เธอถามอย่างลังเล เห็นได้ชัดว่ายังไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่สืออวี่เพิ่งพูดทั้งหมด
"เปล่าค่ะ" สืออวี่ส่ายหน้า
"ถ้าแกไม่ได้ขึ้นไปจริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก" น้ำเสียงชวนขนลุกของหญิงสาวอ่อนลงกะทันหัน เธอแสยะยิ้ม พยายามจะยิ้มให้สืออวี่ แต่ทันทีที่ยกมุมปากขึ้น รอยย่นหลายสายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแป้งที่โปะไว้ก็เริ่มร่วงกราวลงมา
"ยังไงซะ ฉันก็เห็นแกเมื่อวานนี้แหละ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ได้แฉแกหรอก เพราะว่า..."
"อะไรนะคะ?" ก่อนที่เธอจะพูดจบ สีหน้าของสืออวี่ก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึง เธอพุ่งตัวออกไปข้างนอกพร้อมกับพูดอย่างร้อนรน "หรือว่าคฤหาสน์ของเราจะโดนขโมยขึ้น? ฉันต้องไปบอกแม่! ทำยังไงดีล่ะ? ในบ้านมีกันอยู่แค่สี่คน โดยเฉพาะฉัน ฉันมันบอบบางแล้วก็บาดเจ็บง่ายซะด้วย..."
ผีสาว: "..."
ผู้ชม: "..."
"เดี๋ยวนี้คนบอบบางเขาพูดกันแบบนี้เหรอ?"
ก่อนที่สืออวี่จะวิ่งพ้นประตู อมนุษย์ประหลาดที่อยู่ด้านหลังก็คว้าคอเสื้อแล้วกระชากเธอตัวปลิวกลับมา
ความตื่นตระหนกวูบผ่านใบหน้าอันน่าสยดสยองของหญิงสาว เธอปล่อยมือจากสืออวี่แล้วหัวเราะเจื่อนๆ
"เอาล่ะๆ ไม่ต้องออกไปหรอก เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นแหละ ฉันก็แค่ล้อแกเล่น"
"จริงเหรอคะ?" สืออวี่เบิกตากว้างมองเธอด้วยสายตาที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
"จริงสิ" ผีสาวยืนยัน
"อ้อ"
สืออวี่พยักหน้า แต่วินาทีต่อมาเธอกลับเดินตรงไปที่ประตูอีก "งั้นฉันจะไปบอกแม่กับพี่ใหญ่ด้วย แค่บอกกล่าวกันไว้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ"
เธอยกมือกุมหน้าอก
"ประเด็นคือฉันเพิ่งถูกปลุกขึ้นมากะทันหัน แล้วฉันก็ง่วงมาก พอคนเราง่วงก็มักจะสลึมสลือ พอสลึมสลือก็ชอบคิดมาก แถมยังกลัวด้วยว่าขโมยจะกลับมาอีก"
ผีสาว: "..."
"เดี๋ยวก่อนสิ"
คราวนี้เธอยังคงรั้งสืออวี่ไว้จากด้านหลัง แต่ท่าทีนุ่มนวลกว่าเดิมมาก "อาหารมื้อนี้... ที่จริงพวกเราไม่ต้องทำก็ได้นะ"
"จะเป็นไปได้ยังไงคะ?" สืออวี่ชะงักไป "ถ้าฉันไม่ทำกับข้าว แล้วแม่กับพี่จะกินอะไรล่ะ? ถ้าพวกคุณไม่มีอะไรกิน ฉันคงรู้สึกผิดแย่"
"ไม่เอาหรอกค่ะ ไม่เอาเด็ดขาด" สืออวี่โบกมือ ฝีเท้าของเธอหนักแน่นขึ้น และทำท่าจะเดินออกไปอีกครั้ง
ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับอยากจะควักหัวใจของสืออวี่ออกมากินเสียเดี๋ยวนี้
แต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะสืออวี่กำลังทำไปเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว...
ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่า ฝีเท้าของสืออวี่ที่มุ่งหน้าไปทางประตูนั้นเชื่องช้าผิดปกติ ตั้งแต่ยกเท้าขึ้นจนกระทั่งวางลงกินเวลาไปหลายสิบวินาที ชักช้าเป็นหอยทากไม่มีผิด
เธอเกิดปิ๊งไอเดียและตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยอมปล่อยแขนสืออวี่แล้วพูดว่า "ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้แกทำหรอก แต่พวกเราไม่อยากกินต่างหาก ทำไปก็เสียของเปล่าๆ"
"เดี๋ยวฉันจะไปบอกคนอื่นๆ เองว่า ตั้งแต่นี้ไปฉันจะงดข้าวเช้าเพื่อลดน้ำหนัก"
สืออวี่ทำหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้ง "อ้อ อย่างนี้นี่เอง พี่น่าจะบอกแต่แรกนะคะ งั้นฉันกลับไปนอนต่อแล้วนะ"
"อืม ไปเถอะ" ผีสาวโบกมือไล่สืออวี่ แต่ไอหยินรอบตัวเธอกลับควบแน่นจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ
ตั้งแต่เกิดมา เธอยังไม่เคยเจอใครที่เล่นใหญ่เบอร์นี้มาก่อนเลย
นังตัวแสดงจอมมารยาเอ๊ย
ช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยข้อความ: "ตลกชะมัด ยัยผีเพี้ยนนี่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองแอบไปที่ห้องเก็บของ ก็เลยย่องออกไปกลางดึก นึกไม่ถึงว่าจะถูกสืออวี่จับได้ พอตั้งใจจะมาเอาเรื่อง กลับกลายเป็นฝ่ายถูกปั่นหัวซะเอง"
"สืออวี่นี่เก่งเรื่องพลิกสถานการณ์แล้วโยนความผิดให้คนอื่นจริงๆ"
"ตอนที่ผู้หญิงประหลาดคนนั้นบอกว่าจะไม่เอาความ ฉันเกือบจะเชื่อแล้วเชียว ต้องยอมรับเลยว่าสภาพจิตใจของสืออวี่แข็งแกร่งมากจริงๆ"
ในขณะเดียวกัน นอกจากของสืออวี่แล้ว ไลฟ์สตรีมของคนอื่นๆ อีกหลายคนก็จอดำไปเช่นกัน
เหตุผลก็คือ มีบางคนทนรับการข่มขู่ซักไซ้ไม่ไหว ถูกหลอกให้พูดความจริงออกมา แล้วก็ต้องจบชีวิตลง
คนที่น่าสงสารที่สุดคือผู้เล่นจากอินเดีย เมื่อคืนเขาหนีกลับไปที่ห้องครัวตั้งแต่หัวค่ำ แต่พอต้องเผชิญกับการสอบสวนอันน่าสยดสยองของหญิงสาว แถมยังหวาดกลัวในพลังของเธอ เขาจึงไม่กล้าโต้แย้งและยอมรับสารภาพแต่โดยดี
อมนุษย์สาวแผ่รังสีอำมหิตออกมาในฉับพลันและพุ่งเข้าบีบคอเขา
ผู้เล่นคนนั้นถูกบีบคอจนขาดใจตาย และในวาระสุดท้ายของชีวิต แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสับสนขณะพึมพำออกมาว่า "เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง?"
มันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ ที่ผู้มีอำนาจมักจะโยนความผิดพลาดของตัวเองไปให้ผู้ที่ต่ำต้อยกว่า?
คนวรรณะสูงในประเทศของเขาก็มักจะทำแบบนี้กับวรรณะต่ำอยู่บ่อยๆ
เขาก็ยอมรับผิดไปแล้ว แล้วทำไมเขาถึงยังต้องตายอีก?
ไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจจริงๆ...
...
ในขณะเดียวกัน หลังจากได้รับคำสัญญาจากอีกฝ่าย สืออวี่ก็กลับไปที่ห้องครัวและนอนหลับสนิทต่อไป
เธอค้นพบแล้วว่า ตราบใดที่เธอไม่ได้ละเมิดกฎพื้นฐานบางอย่างของเกม เธอก็จะไม่ถูกโจมตีได้ง่ายๆ
อย่างเช่นในฉากครอบครัวนี้ กฎพื้นฐานก็คือผู้เล่นห้ามทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว มิฉะนั้นจะถูกโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ที่เธออยากตามหาขโมยก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว และที่เธอไม่ทำอาหารก็เป็นเพราะครอบครัวอยากลดน้ำหนัก ดังนั้นเธอจึงยังไม่ถูกโจมตี
ตลอดทั้งเกม สิ่งที่เจ้าพวกสัตว์ประหลาดทำได้เจ้าเล่ห์ที่สุดก็คือการคอยทดสอบผู้เล่นอยู่เสมอ และมักจะหลอกล่อให้พวกเขาทำพลาด เพื่อหาข้ออ้างมากินผู้เล่นให้ได้
สืออวี่ล้มตัวลงนอนบนกองฟาง หลังจากใช้ความคิดไปได้เพียงไม่กี่นาที เธอก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
นอกเหนือจากเรื่องที่เธอเข้านอนดึกเมื่อคืน ตอนนี้ข้างนอกก็ยังมืดอยู่เลย น่าจะยังไม่ถึงตีห้าด้วยซ้ำ
คนอื่นๆ ล้วนหลับสนิท ยกเว้นก็แต่พี่สาวคนรอง เธอคงไม่ได้นอนมาทั้งคืนเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกลางดึก และทันทีที่แต่งหน้าเสร็จ เธอก็รีบลงมาข้างล่างเพื่อตั้งใจจะมาเอาเรื่อง
สืออวี่รู้ดีว่าอีกฝ่ายแค่สงสัย และตอนนี้เธอก็กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
แต่เธอไม่ใช่คนเดียวในครอบครัวนี้นี่นา
เธอสามารถโยนความผิดเรื่องเมื่อวานไปให้คนอื่นได้อย่างง่ายดาย ปล่อยให้พวกตัวประหลาดนั่นกัดกันเองก็สิ้นเรื่อง