- หน้าแรก
- ยอดยุทธ์เก้าพันปีผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ข้ารับบัญชาจักรพรรดินีคุมวังหลัง
- บทที่ 6 วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง... เจ้าห้ามส่งเสียงร้องโวยวายเด็ดขาด!
บทที่ 6 วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง... เจ้าห้ามส่งเสียงร้องโวยวายเด็ดขาด!
บทที่ 6 วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง... เจ้าห้ามส่งเสียงร้องโวยวายเด็ดขาด!
บทที่ 6 วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง... เจ้าห้ามส่งเสียงร้องโวยวายเด็ดขาด!
ราตรีลึกสงัดไร้สุ้มเสียง จันทร์เสี้ยวเย็นเยียบแขวนลอยเด่นกลางนภา!
แสงจันทร์กระจ่างทอดยาวดุจสายน้ำพุใส สาดส่องลงบนตำหนักอวี้เฉวียน สะท้อนเงาร่างอันงดงามวิจิตรของอิสตรีผู้หนึ่ง
องค์หญิงอวี่โหรวแห่งแคว้นถูอันในชุดแต่งงานสลักลายหงส์เพลิง นั่งตัวตรงแหน่วอยู่บนแท่นบรรทมประดับลวดลายหงส์
แท้จริงแล้ว ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความต่อต้านอย่างลึกล้ำ กับการต้องรอนแรมไกลนับพันลี้ เพื่อมาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ต้าอู่
ทว่าในฐานะองค์หญิงแห่งราชวงศ์ถูอัน นี่คือชะตากรรมที่นางถูกลิขิตมาให้มิอาจหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่กำเนิด
หลังจากที่นิ้วเรียวงามขาวผ่องของอวี่โหรว บิดคลึงชายกระโปรงชุดแต่งงานด้วยความประหม่า...
...นางก็ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ แล้วหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ลวดลายประณีตออกมา
ครั้นเปิดกล่องไม้ออก ภายในปรากฏของเหลวสีแดงสดใส หยดย้อยราวกับน้ำค้างยามเช้า
เมื่อทอดสายตามองของเหลวสีแดงชาดที่ไหลวนอยู่ภายใน คำกำชับของแม่เฒ่าหมอผีก่อนออกเดินทางก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาท
『อวี่โหรว... นี่คือ ‘กู่ปรารถนาสวาท’ ที่สกัดมาจากยางของบุปผาปรารถนาสวาทแห่งเหมียวเจียง』
『เจ้าเพียงแค่แต้มมันลงบนริมฝีปากของเจ้า แล้วป้อนมันเข้าไปในปากขององค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่』
『สามวันสามคืนให้หลัง เมื่อหนอนกู่ปรสิตฝังรากลึกลงในร่างของเขาสำเร็จ... เขาก็จะจดจำเจ้ามิรู้ลืม และลุ่มหลงในตัวเจ้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น!』
…แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ อวี่โหรวรังเกียจที่จะใช้วิธีสกปรกเยี่ยงนี้เพื่อแย่งชิงความโปรดปราน
นางคือสตรีที่งดงามที่สุดในบรรดาชนเผ่าเหมียวเจียงทั้งมวล นางมีความมั่นใจในรูปโฉมของตนอย่างเต็มเปี่ยม
ตราบใดที่เป็นบุรุษ เพียงคราแรกที่ได้ยลโฉมนาง พวกเขาย่อมถูกดึงดูดด้วยความงามอันไร้ที่ติ จนมิอาจละสายตาไปได้
ทว่า... เมื่อแรกที่ก้าวเข้าสู่พระราชวังหลวงแห่งต้าอู่ นางกลับได้ยินเหล่านางกำนัลและขันทีจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน ว่าแม้แต่องค์จักรพรรดินีผู้เลอโฉมเหนือผู้ใด ก็ยังต้องทนเฝ้าตำหนักอย่างเดียวดายมาถึงสามปีเต็ม
ยามนั้น นางจึงได้ตระหนักว่า ต้าอู่หาใช่เหมียวเจียงไม่
และองค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่ ก็ย่อมมิเหมือนบุรุษชาวเหมียวเจียงเป็นแน่
ความมั่นใจอันลี้ลับของนางเริ่มสั่นคลอนลงในห้วงเวลานั้นเอง
นางมิกล้าเอาความสุขทางเพศชั่วชีวิตของตน ไปเดิมพันกับความไม่แน่นอนที่ว่า... ฝ่าบาทจะทรงหลงใหลในเสน่ห์ของนางหรือไม่
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวี่โหรวก็ตัดสินใจเด็ดขาด
นางใช้นิ้วเรียวงามดุจหยก แตะลงบนกู่ปรารถนาสวาท แล้วนำมาแต้มลงบนริมฝีปากราวกับชาดทาปาก
ทันทีที่นางแต้มเสร็จ เสียงแหลมเล็กดั่งเป็ดตัวผู้ของขันทีชราก็ดังมาจากนอกประตู
“ฝ่าบาทเสด็จแล้ว!”
ตามมาด้วยเสียงขานรับประสานกันดังกึกก้อง “ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ครืดด...
วินาทีต่อมา ประตูก็ถูกผลักเปิดออก
มีเงาร่างผู้หนึ่งก้าวเข้ามา!
อวี่โหรวรีบผุดลุกขึ้น และย่อกายลงทำความเคารพไปทางประตู
“องค์หญิงอวี่โหรวแห่งถูอัน ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ!”
ผู้ที่ก้าวเข้ามานั้น ย่อมเป็นหลี่ฉางเซิง!
แม้นจะมิอาจมองเห็นใบหน้าขององค์หญิงถูอันผ่านผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงชาดได้...
...ทว่าเพียงแค่มองเรือนร่างอันเย้ายวนนั้น ก็ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หลี่ฉางเซิงพยายามฝืนข่มความรู้สึกให้สงบนิ่ง พลางกล่าว
“พระสนมรัก ลุกขึ้นเถิด!”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็มิอาจสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ได้อีก มือที่สั่นเทาเล็กน้อยค่อย ๆ เอื้อมไปเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงออก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือวงหน้างดงามสะคราญโฉม ชวนให้จันทร์หลบเมฆา บุปผาซ่อนหน้า นัยน์ตาสะท้อนแววเอียงอาย ริมฝีปากสีแดงระเรื่อดุจผลอิงเถาชุ่มฉ่ำน่าเชยชม ทุกรอยยิ้มและแววตาสะกดวิญญาณให้ลุ่มหลง
แม้นแต่หลี่ฉางเซิง ผู้ซึ่งอยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดินี และคุ้นเคยกับโฉมงามระดับดับแนวหน้ามามาก ก็ยังอดมิได้ที่จะหัวใจเต้นแรง ณ ห้วงยามนี้
หลี่ฉางเซิงจ้องมององค์หญิงถูอันด้วยสายตาหื่นกระหาย พลางกวาดตามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
ในขณะเดียวกัน องค์หญิงถูอันก็แอบใช้หางตาลอบมอง ‘องค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่’ ผู้นี้เช่นกัน
เมื่อสายตาสอดประสานกัน นางก็จะหลบตาด้วยความเขินอายตามประสาดรุณีแรกรุ่น
สิ่งนี้ยิ่งทำให้หลี่ฉางเซิงรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก แทบอยากจะจับนางกดลงตรงนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“พระสนมรัก เจ้าต้องรอนแรมข้ามเขาสูง แม่น้ำกว้างไกล เดินทางมาอย่างยากลำบาก... ช่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก!”
ขณะที่กล่าว มือของหลี่ฉางเซิงก็เผลอเลื่อนไปโอบรอบเอวบางอ้อนแอ้นของอวี่โหรว ที่ดูเล็กคอดจนแทบจะรวบได้ด้วยมือเดียว
อวี่โหรวสัมผัสได้ถึงฝ่ามือใหญ่ที่โอบล้อมรอบเอว
แม้นในใจจะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง...
...ทว่านางก็ลอบยินดีอยู่ในใจ
ดูเหมือนว่าองค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่ผู้นี้ ก็มิได้แตกต่างไปจากบุรุษชาวเหมียวเจียงสักเท่าใด
เพียงแรกเห็นใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของนาง ก็พากันศิโรราบ ยอมสยบแทบเท้าอย่างมิอาจหักห้ามใจ
ความกังวลของแม่เฒ่าหมอผี ช่างเป็นการกระต่ายตื่นตูมไปเองเสียจริง!
“ฝ่าบาท... พวกเรายังมิได้ดื่มสุรามงคลจอกเกี่ยวกันเลยนะเพคะ!”
อวี่โหรวเอื้อมมือไปจับมือของหลี่ฉางเซิงที่พยายามจะลูบคลำสูงขึ้นไปอย่างแผ่วเบา พลางเอ่ยเตือนด้วยความเอียงอาย
หลี่ฉางเซิงตบหน้าผากตนเองเบา ๆ พลางเอ่ย
“โอ๊ะ ดูความจำของเจิ้นสิ! เจิ้นลืมเรื่องสุรามงคลจอกเกี่ยวไปเสียสนิทเลย!”
กล่าวจบ เขาก็ผุดลุกขึ้นไปหยิบจอกสุรามาสองใบ
ใบหนึ่งเขาเก็บไว้เอง
ส่วนอีกใบ เขายื่นส่งให้องค์หญิงถูอัน
“พระสนมรัก มาเถิด... ดื่มสุรามงคลจอกเกี่ยวกัน!”
ระหว่างที่กำลังดื่มสุรามงคล สายตาของหลี่ฉางเซิงก็เสมอกับระดับเบื้องล่างลำคอขาวผ่องขององค์หญิงถูอันพอดี
“…ดูเหมือนจะเล็กไปสักหน่อยนะ!”
“…อย่างมากก็คงเป็นแค่ ‘บัวตูมเพิ่งโผล่พ้นน้ำ’ เท่านั้นกระมัง!”
“…หากนางให้กำเนิดบุตร ลูกมิร้องกันกระจองอแงเพราะหิวโซหรอกหรือ?”
ทว่าหลี่ฉางเซิงก็เปลี่ยนความคิดในทันที
“…ยามนี้ข้าก็มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ อนาคตยังมืดมนไร้หนทาง”
“…แล้วจะมามัวกังวลเรื่องลูกที่ยังมิเกิดว่าจะอดอยากไปไยเล่า?”
“…ช่างไร้สาระสิ้นดี!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็อาศัยจังหวะที่ความเมามายเริ่มครอบงำ
ออกแรงผลักองค์หญิงถูอันล้มลงกับเตียงในพริบตา
“คนงาม วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง พวกเราจะปล่อยให้เสียเปล่ามิได้เด็ดขาด!”
อวี่โหรวถูกผลักลงบนแท่นบรรทมประดับลวดลายหงส์อย่างมิทันตั้งตัว สีหน้าของนางฉายแววงุนงงเล็กน้อย
คราแรก นางตั้งใจจะชวนเขาคุยเพื่อคลายความประหม่าเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มบรรเลงเพลงรักอย่างช้า ๆ!
ทว่านางคาดไม่ถึงเลยว่าองค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่ผู้นี้ จะใจร้อนด่วนได้ถึงเพียงนี้
เพิ่งจะดื่มสุรามงคลจอกเกี่ยวเสร็จ เขาก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะร่วมค้นหาสัจธรรมแห่งชีวิตอันลึกล้ำกับนาง
“ฝ่าบาท... ฝ่าบาทเพคะ...”
หลี่ฉางเซิงหาได้สนใจไม่ เขาลงมือปลดเปลื้องชุดแต่งงานสีแดงชาดของอวี่โหรวออกอย่างร้อนรน
ทว่าชุดแต่งงานสลักลายหงส์เพลิงนี้ มีลวดลายสลับซับซ้อนยิ่งนัก กระดุมแต่ละเม็ดก็เกี่ยวพันกันอย่างแน่นหนา
หลี่ฉางเซิงเหงื่อแตกพลั่กด้วยความร้อนรน ทว่าก็ยังมิอาจปลดมันออกได้เสียที
ภาพอันน่าขบขันนี้ ทำเอาองค์หญิงถูอันเผลอหลุดเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
“ฝ่าบาท... ให้หม่อมฉันจัดการเองเถิดเพคะ!”
ขณะที่กล่าว นางก็ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อผ้าของตนทีละเม็ด ๆ
ไม่นานนัก ผิวกายขาวผ่องราวกับแพรพรรณชั้นดีแห่งเจียงหนานก็เผยให้เห็น
พร้อมกับชุดชั้นในสีม่วงอ่อน ที่มีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเหมียวเจียง
ภายใต้ฤทธิ์สุราอ่อน ๆ หลี่ฉางเซิงค้นพบว่า องค์หญิงถูอันก็มีเสน่ห์ดึงดูดแบบสาวชาวป่าชาวดอยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
มิน่าเล่า...
...พี่สาวของข้าถึงบอกว่า สีม่วงนั้นเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล
โดยมิตระหนักตัว หลี่ฉางเซิงเริ่มลุ่มหลงมัวเมา รู้สึกคอแห้งผากอย่างบอกไม่ถูก
เขารู้สึกราวกับตนเองเป็นหมาป่าหิวโซ ที่รอนแรมอยู่กลางทุ่งร้าง
พลันได้พบกับลูกแกะน้อยที่หลงฝูง
เขากระโจนเข้าใส่นางอย่างมิลังเล
ท่วงท่าของเขานั้นหยาบกระด้างยิ่งนัก ไร้ซึ่งความนุ่มนวลทะนุถนอมสตรีแม้แต่น้อย
อวี่โหรวคาดไม่ถึงเลยว่า องค์จักรพรรดิแห่งต้าอู่จะป่าเถื่อนรุนแรงราวกับมารราคะเยี่ยงนี้
นางตกใจกลัวจนหน้าถอดสี
“ฝ่าบาท... ช้าก่อนเพคะ พวกเรามาเริ่มจาก...”
“หุบปาก! เจ้าห้ามส่งเสียงร้องโวยวายเด็ดขาด!”
เมื่อเห็นว่าองค์หญิงถูอันกำลังทำให้เสียบรรยากาศ หลี่ฉางเซิงก็ตวาดด่าออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อโดนหลี่ฉางเซิงตวาด อวี่โหรวก็เกรงว่าหากนางยังคงส่งเสียงร้องโวยวายต่อไป...
...นางอาจจะไปยั่วยุโทสะทรราชย์อารมณ์แปรปรวน ผู้มิรู้จักความอ่อนโยนผู้นี้เข้าได้
ดังนั้น นางจึงได้แต่กัดริมฝีปากแน่นอย่างน่าสงสาร
พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ไว้อย่างสุดกำลัง
นางทำได้เพียงนอนนิ่งเงียบ ปล่อยให้น้ำตาไหลริน
หยาดน้ำตาพรั่งพรูลงมาดั่งสายประคำไข่มุกที่ขาดวิ่น อาบแก้มขาวผ่องดุจหยก จนเปียกชุ่มหมอน
มาถึงยามนี้ นางถูกทรมานจนแทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
ผ่านม่านน้ำตาอันพร่ามัว นางราวกับเห็นท่านทวดกำลังกวักมือเรียกนางอยู่รำไร
นี่นางกำลังจะตายแล้วจริง ๆ หรือ?
ทว่าหลังจากความเจ็บปวดราวกับฉีกผ้าแพรในคราแรกผ่านพ้นไป อวี่โหรวก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันอัศจรรย์ที่ยากจะบรรยาย
มันเปรียบเสมือนฝนหวานชุ่มฉ่ำหลังฤดูแล้งอันยาวนาน
ราวกับมัจฉาได้หวนคืนสู่วารี หรือปักษาได้โผบินสู่เวหา
ช่างเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำสุดพรรณนา...
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน