- หน้าแรก
- ปึ้ง รักป่วนๆ ของฉัน กับเหล่าสามีสุดฮอตในโลกอสูร
- บทที่ 6: สะอื้นไห้
บทที่ 6: สะอื้นไห้
บทที่ 6: สะอื้นไห้
เมื่อทำใจยอมรับได้แล้ว เธอจึงตั้งใจจะลุกขึ้นไปสำรวจสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต หลังจากนอนซมมาหลายวัน กระดูกกระเดี้ยวก็พานจะอ่อนปวกเปียกไปหมด เธออยากจะขยับเนื้อขยับตัวเสียหน่อย
หลิงเหยียนดึงชุดหนังสัตว์เกาะอกที่สวมใส่อยู่ รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนักเพราะมันสั้นจนเกินไป
เธอค่อยๆ ขยับตัวลงจากรังหญ้า เมื่อเห็นดังนั้นป๋ายเหิงก็รีบเข้ามาพยุงเธอเดินไปยังกองไฟที่ปากถ้ำ แล้วให้นั่งลงบนก้อนหินที่เขายกมาเตรียมไว้
"เจ้านั่งตรงนี้ก่อนนะ ข้าจะย่างเนื้อให้เจ้ากิน ดีหรือไม่?" ป๋ายเหิงย่อตัวลงข้างขาของหลิงเหยียน ช้อนสายตามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้งในแบบที่เธอไม่อาจเข้าใจได้
เธอเบือนหน้าหนี รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อยและไม่กล้าสบตาเขา "อืม"
ป๋ายเหิงนั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟและเริ่มลงมือทำอาหาร
"ป๋ายเหิง นายก็มีพลังพิเศษสายมิติด้วยเหรอ?" หลิงเหยียนเอ่ยถามเมื่อเห็นป๋ายเหิงหยิบชิ้นเนื้อออกมาจากความว่างเปล่า
"เหยียนเหยียน มิตินั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สัตว์เพศผู้ตั้งแต่ระดับสามขึ้นไปทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว ยิ่งระดับสูงขึ้น พื้นที่ก็จะยิ่งกว้างใหญ่ขึ้น"
"วิเศษไปเลย แล้วมันเก็บรักษาความสดได้ไหม? ฉันหมายถึงว่า อาหารที่ใส่ลงไปจะเน่าเสียหรือเปล่า?" หลิงเหยียนสงสัย เรื่องการเก็บความสดใหม่ได้หรือไม่นั้นสำคัญมากทีเดียว
"มันเก็บความสดไม่ได้หรอก มิติของเพศผู้มีไว้เพื่อความสะดวกในการล่าสัตว์เท่านั้น หากทิ้งไว้นานเกินไปอาหารก็จะเน่าเสีย ทว่าเพศเมียบางคนที่ตื่นรู้พลังมิติจะสามารถเก็บกักความสดใหม่เอาไว้ได้" ป๋ายเหิงตอบ
"น่าอิจฉาจังเลย" หลิงเหยียนพูดพลางยกมือขึ้นเท้าคาง
เมื่อนึกถึงคำพูดของป๋ายเหิงที่บอกว่าเธอไม่ฟื้นเพราะกำลังตื่นรู้พลัง เธอก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองตื่นรู้พลังอะไร เพราะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยสักนิด
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน ป๋ายเหิงก็วางเนื้อย่างชิ้นโตลงบนกองไฟอย่างคล่องแคล่ว หลิงเหยียนถึงกับอึ้ง เนื้อชิ้นขนาดนี้มันจะสุกถึงข้างในได้จริงเหรอ?
แล้วก็เป็นไปตามคาด หลิงเหยียนได้แต่นั่งตาปริบๆ มองดูชิ้นเนื้อสัตว์ปริศนาขนาดเท่ากะละมังที่ถูกส่งมาให้ ด้านนอกสุกจนไหม้เกรียม ด้านในสุกแค่แปดส่วน และตรงกลางสุกเพียงสามส่วนเท่านั้น
ป๋ายเหิงเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาย่างเนื้อ เพศเมียตัวน้อยจะรังเกียจและไม่ต้องการเขาหรือเปล่านะ? เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไวมากนะ
หลิงเหยียนตัดสินใจละทิ้งความเกรงใจและทำตัวให้กลมกลืนกับที่นี่ ในเมื่อเขาเป็นสามีอสูรของเธอแล้ว เธอก็ต้องใช้งานเขาให้คุ้มค่า ใครจะลำบากก็ช่าง แต่เธอจะไม่ยอมทนลำบากเด็ดขาด
ไม่นานนัก ภายใต้การชี้นำของหลิงเหยียน เนื้อสัตว์ปริศนาเสียบไม้บนกิ่งไม้ที่ไม่รู้จักก็ถูกย่างเสร็จร้อนๆ รสขมเฝื่อนจางๆ ของเกลือหยาบที่ผสมผสานกับกลิ่นสาบของเนื้อสัตว์นั้นไม่ได้อร่อยเลยสักนิด แต่หลิงเหยียนไม่สนอะไรอีกแล้ว หลังจากดื่มแต่น้ำมาหลายวัน เธอหิวจนไส้กิ่วจริงๆ
ไม่ทันไร คนหนึ่งย่างอีกคนหนึ่งกิน หลิงเหยียนก็สวาปามเนื้อย่างเข้าไปมากกว่าปริมาณที่เคยกินในยุคปัจจุบันเสียอีก
อาหารแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเติมเต็มร่างกายของหลิงเหยียน ความรู้สึกอ่อนแรงจางๆ จากการเพิ่งตื่นนอนถูกปัดเป่าหายไปจนสิ้น หลิงเหยียนรู้สึกเหมือนมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนล้มวัวได้ทั้งตัว และด้วยความตื่นเต้น เธอก็เผลอบีบชามหินที่ถืออยู่สำหรับดื่มน้ำจนแตกหลุดออกมาเศษหนึ่ง
หลิงเหยียน...
ป๋ายเหิง...
"เหยียนเหยียนคงจะตื่นรู้พลังเสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายแน่เลย" ป๋ายเหิงเอ่ยยิ้มๆ พร้อมกับหยิบเศษหินที่แตกออกจากมือเธอ เพื่อไม่ให้เธอต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไปมากกว่านี้
"แฮะๆ" หลิงเหยียนหัวเราะแห้งๆ สองครั้ง แล้วปัดเศษหินออกจากมือ
หลังจากอิ่มหนำสำราญ หลิงเหยียนก็นอนแผ่หลาอยู่บนรังหญ้า ชื่นชมชายหนุ่มรูปงามที่กำลังกินอาหาร พลางใช้นิ้วชี้ซ้ายถูไถมือขวาของตัวเองไปมา ผู้ที่คุ้นเคยกับหลิงเหยียนจะรู้ดีว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเธอกำลังใช้ความคิด
ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ที่นี่แล้ว การมีชีวิตรอดให้ดีคือสิ่งสำคัญที่สุด การแต่งงานที่เธอไม่กล้าตกลงปลงใจในโลกปัจจุบัน กลับถูกรวบรัดตัดตอนเอาดื้อๆ ที่นี่ แถมยังแต่งทีเดียวตั้งหกคนรวด!
เมื่อมองดูภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับป่าดึกดำบรรพ์ หลิงเหยียนก็ไม่กล้าคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองโดยไม่ง้อผู้ชายอีกเลย
สัตว์ทุกตัวข้างนอกนั่นตัวใหญ่กว่าหลิงเหยียนทั้งนั้น เธอไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสามารถพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ นี่แหละที่เขาเรียกว่า "ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"
ตราบใดที่มีสามีอสูรสักคน... การจับคู่ก็เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว ในความมืดมิด เธอยังสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของอสูรคู่ชะตาตัวอื่นๆ ได้ด้วย ทั้งตื่นเต้นดีใจ กระตือรือร้น หรือแม้แต่กังวลใจ ซึ่งเธอก็ไม่ได้รังเกียจพวกเขาเลย
อ๊า เธอช่างใจง่ายเสียจริง แค่เพิ่งมาถึงก็ยอมรับได้หน้าตาเฉยเลยเหรอ? มันควรจะมีบทดึงเกมเล่นแง่ต่อสู้ดิ้นรนกันสักหลายสิบบทไม่ใช่หรือไง? ใช่แล้ว รอยประทับพันธะสัญญา!
หลิงเหยียนก้มหน้าลงและเริ่มมองหารอยประทับอสูรบนร่างกายทันที โดยพุ่งเป้าไปที่จุดที่เธอรู้สึกร้อนผ่าวระหว่างขั้นตอนการจับคู่ อันดับแรกคือรอยประทับอสูรพยัคฆ์ขาวที่หน้าอกขวา นี่คงเป็นของป๋ายเหิง
บนไหล่ซ้ายของเธอมีรอยรูปเหยี่ยวที่กำลังกางปีกโผบิน รูปลักษณ์อสูรของมันแผ่กลิ่นอายอันเฉียบคม ข้างสะดือเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกที่มีพวงหางฟูฟ่องพันรอบสะดือไปครึ่งหนึ่ง
ตรงรอยบุ๋มที่เอวมีหมาป่ากำลังแหงนหน้าหอน ดูน่าเกรงขามจนน่าขนลุก พันรอบมือขวาคือเจ้างูตัวหนึ่ง หัวของมันหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งซบอยู่บนหลังมือของเธอ มันดูงดงามมากทีเดียว ดวงตาคู่นี้... จะใช่เขาหรือเปล่านะ?
มีเพียงรอยประทับรูปสิงโตบนแขนขวาเท่านั้นที่แตกต่างจากอันอื่นอย่างเห็นได้ชัด รอยอื่นๆ ล้วนเป็นสีขาวทึบ ทว่ารอยรูปสิงโตนั้นกลับดูเลือนรางกึ่งจริงกึ่งมายา ราวกับกำลังจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ราวกับกำลังจะจางหายไป ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับรอยประทับอสูรอื่นๆ หลิงเหยียนยังพอจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิดอันแรงกล้าของพวกเขาอยู่บ้าง ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกอะไรจากรอยประทับสิงโตเลยแม้แต่น้อย
หลิงเหยียนเอ่ยถามป๋ายเหิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ป๋ายเหิงกลับเปลี่ยนเรื่องคุย หลิงเหยียนจึงไม่คาดคั้น อะไรที่เธอควรจะได้รู้ ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องได้รู้อยู่ดี
เธอเปลี่ยนเรื่องไปขออาบน้ำแทน ต้องคลุกฝุ่นคลุกดินทุกวัน ถึงแม้ป๋ายเหิงจะคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ แต่หลิงเหยียนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองตัวเหม็นเปรี้ยวไปหมดแล้ว
ในเวลาแบบนี้ สามีอสูรที่มีพลังพิเศษธาตุไฟถือว่ามีประโยชน์มาก หลังจากหลิงเหยียนบอกว่าอยากอาบน้ำ ป๋ายเหิงก็ยกอ่างหินขนาดใหญ่ที่เติมน้ำจนเต็มเข้ามาตั้งไว้ จากนั้นก็จุ่มมือลงไปในน้ำแล้วปลดปล่อยพลังพิเศษ ไม่นานนัก ไอร้อนก็ลอยกรุ่นขึ้นมาจากผิวน้ำ
ป๋ายเหิงหยิบผลไม้ขนาดเท่าลูกมะกอกมาส่งให้หลิงเหยียน พร้อมกับบอกว่าหากเคี้ยวแล้วบ้วนทิ้งจะช่วยทำความสะอาดช่องปากได้ และหากนำมาถูที่มือก็จะเกิดฟองสำหรับใช้ทำความสะอาดร่างกาย
หลิงเหยียนลองทำตาม และความรู้สึกเย็นสดชื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วช่องปากทันที มันไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่เลย เธอไม่คิดว่าจะมียาสีฟันธรรมชาติที่ไร้สารเคมีให้ใช้ด้วย มิน่าล่ะ ป๋ายเหิงถึงมีฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวยงามทั้งปาก
หลังจากอาบน้ำเสร็จและพันกายด้วยหนังสัตว์ ป๋ายเหิงที่มีใบหน้าแดงก่ำก็เดินเข้ามาจัดการกับอ่างหิน หลิงเหยียนนึกขำอยู่ในใจ เขาช่างเป็นมนุษย์สัตว์น้อยที่ใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ
ทว่า หากหลิงเหยียนรู้ว่าด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์สัตว์นั้น เขาสามารถรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างชัดเจน เธอคงจะขำไม่ออกแน่ๆ
นิ้วมือของป๋ายเหิงสางผ่านเส้นผมของเธอ หยดน้ำระเหยกลายเป็นไอลอยลับไป ผมยาวของเธอแห้งสนิทได้ในเวลาเพียงชั่วอึดใจ หลิงเหยียนอดถอนหายใจไม่ได้ว่านี่มันดีกว่าไดร์เป่าผมเสียอีก
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ เธอก็เอนกายลงบนหนังสัตว์นุ่มๆ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างสุขสบาย เมื่อมองดูป๋ายเหิงที่ห่มหนังสัตว์ให้เธอเสร็จแล้วกำลังเดินไปที่ปากถ้ำเพื่อเตรียมกลายร่างเป็นอสูร จู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมา
"ป๋ายเหิง นายอาบน้ำหรือยัง?"
ในชั่วพริบตา ใบหน้าของพยัคฆ์ขาวตัวโตผู้ใสซื่อก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
"ขะ ข้าอาบแล้ว"
หลิงเหยียนตบที่ว่างข้างกายเป็นสัญญาณให้เขาเข้ามาหา ป๋ายเหิงกำหมัดแน่นก่อนจะล้มตัวลงนอนเคียงข้างเธอ
กว่าป๋ายเหิงจะดึงสติกลับมาได้ คนในอ้อมแขนก็หลับปุ๋ยไปอย่างมีความสุขโดยอิงแอบแนบชิดกับกล้ามอกแกร่งของเขาเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงพี่เสือที่ถูกปั่นหัวจนหมดสภาพกำลังจ้องมองน้องเสือที่แทบจะระเบิดพลางสะอื้นไห้
เสือน้อยใจ เสืออยากผสมพันธุ์!