- หน้าแรก
- เซนเลสโซนโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีฉันคอยแบก
- บทที่ 6: มิตรภาพของลูกผู้ชายมันช่างมหัศจรรย์
บทที่ 6: มิตรภาพของลูกผู้ชายมันช่างมหัศจรรย์
บทที่ 6: มิตรภาพของลูกผู้ชายมันช่างมหัศจรรย์
"ไม่เลย ไม่มีสัญญาณตอบรับเลยสักนิด"
บิลลี่ส่ายหัว พลางรีบวิ่งแจ้นไปหาหลี่ไคหยางทันที
"จะว่าไปนะพี่ชาย ปืนของพี่เนี่ยโคตรเท่เลย ขอฉันดูหน่อยได้ไหม?"
"เอาไปสิ"
หลี่ไคหยางยื่นปืนลูกซองแฝดสุดเจ๋งให้บิลลี่
บิลลี่ประคองปืนกระบอกนั้นไว้ด้วยสองมือ พลางเช็ดถูมันอย่างทะนุถนอม
ในสายตาของเขา ปืนลูกซองแฝดกระบอกนี้เปล่งประกายราวกับสมบัติล้ำค่า
"สวยงามมาก! ปืนกระบอกนี้มันสวยงามเกินไปแล้ว!"
บิลลี่ควงปืนลูกซองแฝดไปมา พลางปล่อยให้แสงตกกระทบตัวปืนจากทุกมุมเพื่อลอบสังเกตดูอย่างใกล้ชิด
จากนั้น เขาก็เอ่ยปากขอร้องด้วยท่าทางเอียงอายเล็กน้อย:
"พี่ชาย ขอฉันลองยิงสักนัดได้ไหม? นัดเดียวก็พอ!"
เมื่อเห็นความคลั่งไคล้ที่บิลลี่มีต่อปืนลูกซองแฝด หลี่ไคหยางก็พลอยมีความสุขไปด้วย
เพราะเขาก็คิดว่าปืนกระบอกนี้มันเท่ระเบิดระเบ้อเหมือนกัน
ในแง่นี้ เขาจึงมองบิลลี่เป็นเหมือนสหายผู้รู้ใจ
"ลองเลย ลองให้เต็มที่!"
หลี่ไคหยางอนุญาตอย่างใจกว้าง พลางหยิบกระสุนออกมาสองนัด
กระสุนสองนัดนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือโดยใช้ธาตุอีเธอร์อันหนาแน่นในฮอลโลว์ด้วยผลจากพรสวรรค์ของเขา เพราะยังไงเขาก็ไม่สามารถหากระสุนของจริงสำหรับปืนกระบอกนี้ได้อยู่แล้ว
"ขอบคุณมากเลยพี่ชาย!"
เมื่อได้ยินว่าหลี่ไคหยางยอมให้เขาลองปืน บิลลี่ก็ดีใจจนเนื้อเต้นและโผเข้ากอดหลี่ไคหยางยกใหญ่
จากนั้น เขารับกระสุนสองนัดมาจากหลี่ไคหยาง บรรจุพวกมันเข้าไปในปืนลูกซองแฝด แล้วเล็งตรงไปยังตู้คอนเทนเนอร์เก็บสินค้าที่อยู่ใกล้ ๆ
"ยิงละนะ!"
บึ้ม!
แรงสะท้อนถอยหลังอันมหาศาลของปืนลูกซองแฝดทำเอาร่างกลไกของบิลลี่ถึงกับสั่นสะท้าน
เมื่อหันไปมองตู้คอนเทนเนอร์ สภาพของมันราวกับถูกฉีกกระชากหายไปแถบหนึ่ง พร้อมกับมีเศษเหล็กจำนวนมากร่วงหล่นลงสู่พื้น
วินาทีนั้น บิลลี่ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับเพิ่งได้ซดน้ำมันเครื่องสูตรพรีเมียมไปทั้งถัง
แม้กระทั่งโปรแกรมระงับอัคคีภัยแบบโบราณที่ฝังลึกอยู่ในหน่วยความจำของเขาก็ยังเปิดทำงานขึ้นมาแวบหนึ่ง
"อา... สดชื่น!"
"แน่นอนอยู่แล้ว" หลี่ไคหยางพูดขึ้น "ฉันเห็นปืนลูกโม่หน้าตัดลำกล้องขนาดใหญ่สองกระบอกของนายก็ไม่เลวเหมือนกันนี่"
บิลลี่คืนปืนลูกซองแฝดให้หลี่ไคหยาง พลางยื่นแขนไปคล้องคอเขา แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสุดเท่ว่า: "พี่ชาย พี่นี่ตาถึงเหมือนกันนะ"
"นายเองก็ไม่เบา" หลี่ไคหยางยื่นแขนไปคล้องคอบิลลี่กลับ "เลิกเรียกพี่ชายได้แล้ว ฉันชื่อหลี่ไคหยาง"
"ได้เลยพี่ไคหยาง" บิลลี่พูด "ฉันบิลลี่ เดอะ คิด"
"จะว่าไปฉันอยากถามมานานละพี่บิลลี่ งานสายที่พวกนายทำอยู่นี่มันทำเงินดีไหม?"
"ทำเงินได้ดีเลยล่ะ" บิลลี่ตอบ แต่แล้วก็แฟบลงทันควัน "ทว่าบอสนิโคลคุมเรื่องเงินแน่นหนาเกินไป สภาพคล่องทางการเงินช่วงนี้เลยค่อนข้างฝืดเคืองน่ะนะ"
เมื่อมองดูหลี่ไคหยางและบิลลี่ที่ทำตัวสนิทสนมกลมเกลียวกันราวกับเป็นเพื่อนซี้กันมาเป็นสิบปีจากระยะไกล นิโคลก็อดไม่ได้ที่จะเอามือกุมขมับ
"สองคนนั้นไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ตอนไอ้หนุ่มนั่นเจอพวกเราครั้งแรก ท่าทางเหมือนพร้อมจะเปิดฉากวางมวยอยู่รอมร่อ"
"ฉันรู้ ในภาพยนตร์มีอธิบายไว้ค่ะ" แอนบี้พูดขึ้น "มิตรภาพของลูกผู้ชายมันช่างมหัศจรรย์แบบนี้แหละ"
"คำอธิบายของเธอมันต่างจากไม่อธิบายตรงไหนฮะ?"
นิโคลย้อนถามพลางถอนหายใจยาว
"เฮ้อ... นี่มันดูไม่ใช่สิ่งฉันจะทำเลยจริง ๆ... กลุ่ม Cunning Rabbit House ผู้เห็นแก่เงิน... คติพจน์ของฉันคือการไม่หาเหาใส่หัวแท้ ๆ"
เมื่อคิดถึงการตัดสินใจที่ไม่ยอมหักหลังฟาเอธอนเมื่อครู่บวกกับสถานการณ์ในตอนนี้ แม้เธอจะไม่นึกเสียใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาเล็กน้อย
"เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์อย่างที่ตัวเองคิดหรอกนะ"
หลังจากเฝ้าดูอยู่นาน ในที่สุดเบลก็ดึงสติกลับมาได้และพูดต่อความคิดของนิโคล
"เหอะ ไม่ต้องมาปลอบฉันหรอก ฉันรู้ดีที่สุดว่าพวกคนหาเช้ากินค่ำบนท้องถนนเป็นยังไง—กรี๊ดดด!"
นิโคลกำลังพูดคุยตามปกติ แต่จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าน้ำเสียงของคนที่ตอบกลับมามันไม่ถูกต้อง จึงแผดเสียงร้องลั่นออกมา
"นิโคล เสียงกรีดร้องของเธอตอบสนองช้าเกินไปแล้วนะ" เบลพูดขึ้น
"พร็อกซี?! ใช่เธอจริง ๆ เหรอ?!" นิโคลมองอีเอสในอ้อมแขนของเธอ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
"ขอโทษทีที่ทำให้รอนานนะ" ไวส์พูดขึ้น "ความจริงพวกเราเชื่อมต่อระบบเข้ามาได้สักพักใหญ่แล้วล่ะ"
"ตอนนั้นแอนบี้กับบิลลี่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ เธอคงจะมัวแต่ด่ำดิ่งกับความรู้สึกอ่อนไหวจนไม่ได้สังเกตล่ะมั้ง~"
"แปลว่าพวกเธอได้ยินหมดเลยเหรอ?!"
นิโคลเพิ่งจะตอบสนองได้ เธอปล่อยอีเอสหลุดมือ จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ เอาหน้าซุกหัวเข่า พลางส่งเสียงหวีดร้องเหมือนเสียงไอน้ำที่พุ่งออกมาจากกาน้ำเดือด
"...งื้อออ งื้อออ~~~!"
"ไม่ต้องอายหรือรู้สึกขัดเขินหรอกนะ คนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ" เบลพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"ฉ-ฉันไม่ได้อายย่ะ!"
นิโคลรีบเงยหน้าขึ้นมาทันควัน พลางเอ่ยปากยืนกรานเสียงแข็ง
แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อกลับทรยศเธออย่างสิ้นเชิง
เธอเองก็รู้สึกว่าท่าทางการพยายามปกปิดของตัวเองมันดูตลกเกินไป จึงรีบเปลี่ยนประเด็นทันที:
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! ภารกิจตามหากู้คืนตู้เซฟยังต้องดำเนินต่อไป!"
ในตอนนั้นเอง หลี่ไคหยางและบิลลี่พากันเดินเข้ามาและได้ยินบทสนทนานี้พอดี
"โอ้ พร็อกซีของพวกเธอต่อสายกลับมาได้แล้วเหรอ? ยอดเยี่ยมเลย พลอยพาฉันออกไปด้วยคนนะ เดี๋ยวฉันช่วยเคลียร์พวกอีเธอร์เรียลให้เอง"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ไคหยาง นิโคลก็หันไปมองอีเอส: "พร็อกซี เธอคิดว่ายังไง?"
ตัวนิโคลเองไม่ได้นึกรังเกียจที่จะให้หลี่ไคหยางร่วมทางไปด้วย
อย่าว่าแต่เรื่องที่เป็นการช่วยเหลือเลย ฝีมือการต่อสู้ของชายหนุ่มคนนี้ก็ถือว่าสูงมาก
การจะกู้คืนตู้เซฟย่อมหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับไฮเออร์คลาส กูล ไม่ได้ และการมีกำลังรบเพิ่มขึ้นมาย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ
อย่างไรก็ตาม พร็อกซีคือผู้นำทางภายในฮอลโลว์ เรื่องประเภทนี้จึงจำเป็นต้องให้สองพี่น้องไวส์และเบลเป็นคนตัดสินใจ
"ไม่มีปัญหาค่ะ" เบลตอบกลับ
เมื่อพิจารณาจากการที่หลี่ไคหยางแสดงท่าทางไม่อยากข้องแวะกับพวกเจ้าหน้าที่สืบสวนก่อนหน้านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเขาจะเอาความลับอะไรไปป่าวประกาศหลังจากออกไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอและพี่ชายก็คงไม่อาจทนดูคนหลงทางติดอยู่ในฮอลโลว์ไปต่อหน้าต่อตาได้
อีกอย่าง น้ำเสียงที่ส่งออกมาจากตัวอีเอสก็ผ่านการดัดแปลงระบบเสียงมาเรียบร้อยแล้ว เธอจึงไม่กลัวว่าหลี่ไคหยางจะจำตัวตนของเธอได้
"ขอบใจนะ" หลี่ไคหยางพูดขึ้น
จากนั้น ทุกคนก็เริ่มเดินตามอีเอส โดยมีเบลคอยควบคุมอีเอสให้เดินนำทางมุ่งหน้าไปยังจุดที่ตู้เซฟอยู่
ในระหว่างทาง เบลใช้คำพูดที่สั้นกระชับเพื่ออธิบายสาเหตุของการตัดขาดการเชื่อมโต้อย่างกะทันหันให้สมาชิกของกลุ่ม Cunning Rabbit House ฟัง
"...เข้าใจแล้ว อุปกรณ์ของผู้จัดการโดนแฮกเกอร์ปริศนาเจาะระบบเข้ามาขัดขวางนี่เอง พวกเราถึงได้ขาดการติดต่อกันไป"
"สรุปคือไม่ได้โกรธเพราะนิโคลต่อราคาค่ามัดจำสินะคะ" แอนบี้พูดขึ้น
"ฉันไม่ใช่พร็อกซีใจดำขนาดนั้นซะหน่อย!" เบลถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับคำพูดของแอนบี้
"หึ! ฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันดูคนไม่ผิดหรอก!" นิโคลพูดด้วยความโล่งอก:
"อืม... ตามที่พร็อกซีบอก ดูเหมือนแผ่นดิสก์ข้อมูลที่มีรหัสผ่านนั่นจะมีพิรุธใช่ไหม? แฮกเกอร์คนนั้นถึงได้ตามกลิ่นเจอตัวพวกเธอได้?"
"พวกเราตรวจสอบระบบ HDD เพื่อหาความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแล้ว และนั่นคือความเป็นไปได้สูงที่สุดค่ะ" ไวส์พูดขึ้น
"ถ้าตามตรรกะนี้ แปลว่าแก๊งเรดแฟงไม่ได้ขโมยสิ่งนี้มาเพื่อใช้งานเอง แต่กำลังทำตามงานว่าจ้างของคนอื่นอยู่..." นิโคลพึมพำ
"ก็เหมือนกับพวกเราเลยไง!" บิลลี่พูด
"ถ้าพร็อกซีไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยบังเอิญล่ะก็ คนที่จะต้องเผชิญหน้ากับผู้บงการเบื้องหลังคนนี้ก็คงเป็นพวกเราเอง" แอนบี้พูดขึ้น
หลี่ไคหยางไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนาระหว่างฟาเอธอนและกลุ่ม Cunning Rabbit House เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของสถานการณ์นี้เลยสักนิด
เขาเป็นแค่คนที่ต้องการหาทางออกจากฮอลโลว์และสวมบทบาทเป็นทหารรับจ้างชั่วคราวเท่านั้น
หลี่ไคหยางปิดปากเงียบ พลางลงมือทำให้พวกอีเธอร์เรียลส่งเสียงโหยหวน (หมายถึงจับพวกมันหักครึ่งตัว) ไปตลอดทาง
อย่างไรก็ตาม จากบทสนทนาของพวกเขา เขาก็พอจะรวบรวมข้อมูลบางอย่างได้
ยกตัวอย่างเช่น แก๊งเรดแฟงเขาเคยเห็นข่าวในโทรทัศน์มาก่อนหน้านี้ว่าแก๊งนี้ได้ขโมยของบางอย่างไปจากสถาบันวิจัย
ดูจากตอนนี้แล้ว ของสิ่งนั้นก็น่าจะเป็นตู้เซฟใบนี้แหละ
ถ้าอย่างนั้น สามคนจากกลุ่ม Cunning Rabbit House นี้ (บิลลี่เพิ่งจะแนะนำชื่อกลุ่มให้เขาฟังเมื่อกี้) ก็คงจะเป็นพวกดวงซวยที่ระบุไว้ในรายงานข่าวว่าเป็นพวกที่โดนลูกหลงจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงของกรมรักษาความมั่นคงภายในสินะ?
เมื่อสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ได้ยินมา หลี่ไคหยางรู้สึกว่ามันน่าจะมีคดีลับซ่อนเงื่อนที่น่าตกตะลึงอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้แน่ ๆ
แต่นั่นมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยสักนิด
"โชคดีที่มีคุณนะผู้จัดการ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของแอนบี้ บิลลี่ก็รีบถูมือด้วยความตื่นเต้นทันที พลางมองไปที่อีเอสแล้วพูดว่า:
"ไว้ใจได้เหมือนกับคู่หูของอัศวินตราดาราอย่าง เจ้าสุนัขล่าเนื้อเหล็กอุกกาบาต เลยล่ะ!"
"บิลลี่ เมื่อกี้กวนประสาทหาว่าฉันเป็นลูกหมาเหรอคะ?"
เบลเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มหัวเราะคิกคัก ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วชวนให้เสียวสันหลังวาบ
บิลลี่ตระหนักได้จึงรีบเอ่ยปากแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว: "ผู้จัดการ เดี๋ยวสิ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ!"
นิโคลพูดด้วยความหงุดหงิดโมโหอยู่บ้าง: "เฮ้อ... ดูจากเงินรางวัลแล้ว ฉันนึกว่าเป็นแค่งานขโมยของธรรมดา ๆ ซะอีก ที่ไหนได้กลับกลายเป็นงานที่มีลับลมคมในชวนปวดหัวอีกแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะไม่เชื่อไอ้พวกนายหน้าค้าข้อมูลพวกนั้นอีกเป็นอันขาดเลย!
"กลับไปเมื่อไหร่เราต้องรีบสลัดไอ้เผือกต้มร้อน ๆ ชิ้นนี้ทิ้งทันที และฉันจะบีบให้นายหน้าคนนั้นจ่ายเงินชดเชยให้ฉันเป็นสามเท่าของเงินรางวัลเดิมให้ได้!"
เมื่อได้ยินคำพูดของนิโคล หลี่ไคหยางก็รีบเขยิบตัวเข้าหาทันที
"ปรับเพิ่มราคาแบบนั้นได้ด้วยเหรอ? แบ่งเงินเดนนี่ให้ฉันบ้างสิ เดี๋ยวฉันช่วยไปเป็นฝ่ายใช้กำลังข่มขู่ให้ รับรองว่าไอ้นายหน้าคนนั้นจะไม่กล้าปริปากโต้ตอบเลยล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น นิโคลก็ตั้งใจจะเอ่ยปากปฏิเสธ
แบ่งเงินให้เขาเนี่ยนะ?
นั่นมันใช่แค่การแบ่งเงินซะที่ไหน?
นั่นมันคือการควัก "สายเลือดเนื้อ" ของเธอชัด ๆ!
"ไม่มีทาง ถ้าฉันแบ่งให้นายเพิ่ม ฉันก็"
ขณะที่นิโคลกำลังพูด เธอเหลือบสายตามองไปทางหลี่ไคหยางแล้วคำพูดก็หยุดชะงักลงกลางคัน
เพราะที่ด้านหลังของหลี่ไคหยาง บนถนนสายข้างหน้า ในเวลานี้พื้นดินกลับเต็มไปด้วยเศษซากของพวกอีเธอร์เรียล (ที่กำลังค่อย ๆ สลายตัวไป)
แถมหลายตัวในนั้นยังถูกพับงอจนเป็นสามท่อนอีกด้วย
นิโคลจึงลอบกลืนคำปฏิเสธลงคอไปเงียบ ๆ ทันที: "มาเลย มาช่วยกันทำมาหากิน เดี๋ยวฉันจะเรียกเงินเพิ่มเป็นสามเท่าให้เอง"
นิโคลไม่ได้กลัวว่าหลังจากนี้จะไม่มีใครยอมทำธุรกิจกับเธอหรอก เพราะยังไงปัญหาในครั้งนี้มันก็อยู่ที่ตัวนายหน้าเองอยู่แล้ว
การมีหลี่ไคหยางมาร่วมวงด้วย เธอจะยิ่งสามารถเรียกร้องเงินเพิ่มได้มากขึ้น
หน้าตัดลำกล้องยิ่งใหญ่ เงินรางวัลยิ่งหนาตามไปด้วย
"นิโคล นี่มันแทบจะเข้าข่ายยักยอกปล้นกันชัด ๆ..." เบลพูดอย่างหมดหนทาง
"มันก็แค่การยืมพลังเสือไปไล่ฝูงหมาป่าเท่านั้นแหละ จะเรียกว่าปล้นได้ยังไงกัน?"
แอนบี้เองก็สังเกตเห็นภาพเหตุการณ์ทางด้านหลังของหลี่ไคหยางเช่นกัน เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า:
"นิโคล ฉันแนะนำให้พวกเรารีบเร่งความเร็วในการค้นหาเถอะค่ะ เวลาที่พวกเราใช้ไปในฮอลโลว์เริ่มจะขยับเข้าใกล้ขีดจำกัดของร่างกายที่ทนทานต่ออีเธอร์ของพวกเราแล้วนะ
"หากประสิทธิภาพในการต่อสู้ของพวกเราลดลงเนื่องจากการถูกกัดกร่อนเพิ่มเติม มันจะเป็นเรื่องยากที่จะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตามหาตู้เซฟ"