- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 32 ก็คนมันขี้หวง
บทที่ 32 ก็คนมันขี้หวง
บทที่ 32 ก็คนมันขี้หวง
หลังจากกระถางหยกสลักเสร็จสิ้น เหวินเฉียวก็ได้ย้ายบ้าน จากกระถางหยกขาวมาเป็นกระถางหยกวิเศษ
รถเทียมสัตว์อสูรแล่นฉิวไปตามรายทาง แตกต่างจากขามาที่นางหลับใหลไม่ได้สติ ยามนี้เหวินเฉียวกลับกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ในฐานะต้นกล้าต้นน้อย นางรู้สึกคล้ายมิจำเป็นต้องหลับนอน ในแต่ละวันก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยพลัง เพียงแค่สั่นใบระริก ก็กลับมาเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงมีชีวิตชีวาอีกครา
เหวินเฉียวครุ่นคิดว่า นี่อาจเป็นเพราะน้ำยาสมุนไพรวิเศษที่หนิงอวี้โจวป้อนให้นางวันละสามมื้อก็เป็นได้ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ การพักผ่อนก็ดูจะมิใช่เรื่องจำเป็นอันใดนัก
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ก็เห็นผู้เป็นสามีเริ่มกิจวัตรประจำวันในการเพาะเลี้ยงต้นกล้าและรดน้ำอีกแล้ว วันละสามมื้อขาดมิได้เด็ดขาด เฉกเช่นเดียวกับยามที่นางยังอยู่ในร่างมนุษย์ ที่เขาคอยปรนนิบัติป้อนอาหารนางวันละสามมื้อไม่มีขาดตกบกพร่อง
เมื่อดื่มน้ำยาสมุนไพรวิเศษจนหมด เหวินเฉียวก็สั่นใบ ถูไถนิ้วของหนิงอวี้โจว แสดงท่าทีว่าอยากสนทนากับเขา
หนิงอวี้โจวอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เอ่ยถามอย่างตามใจ “เจ้าอยากคุยเรื่องอันใด?”
ต้นกล้าต้นน้อยถูไถนิ้วของเขาอย่างบ้าคลั่งหลายที
ริมฝีปากหยักได้รูปโค้งขึ้น หนิงอวี้โจวแย้มยิ้ม “เจ้าอยากคุยเรื่องของข้างั้นหรือ?”
ต้นกล้าต้นน้อยขยับใบขึ้นลง ประหนึ่งมนุษย์ที่กำลังพยักหน้า นับตั้งแต่ได้ยินจักรพรรดิเฉิงเฮ่าเอ่ยถึงอย่างผิวเผินครานั้น เหวินเฉียวก็บังเกิดความใคร่รู้ในเรื่องราวแต่หนหลังของผู้เป็นสามียิ่งนัก แม้จะรู้สึกขวยเขินอยู่บ้าง ทว่าการได้รับรู้เรื่องราวในอดีตของหนิงอวี้โจว ก็ทำให้นางเบิกบานใจไม่น้อย
หนิงอวี้โจวตระกองกอดกระถางหยกวิเศษไว้ โยนโอสถวิเศษเม็ดหนึ่งให้กระต่ายอสูรที่กระแซะเข้ามาหาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อยาว ปัดมันให้ถอยห่างออกไป
สามีภรรยาเขากำลังพลอดรักกัน เจ้ากระต่ายนี่จะเข้ามาสอดแทรกเพื่อการใด?
หนิงอวี้โจวก็เป็นคนขี้หวงเช่นนี้แหละ
กระต่ายอสูรมิได้นำพา ขอเพียงมีโอสถวิเศษตกถึงท้องก็พอ มันขดตัวอยู่อย่างว่าง่ายในมุมหนึ่ง ชำเลืองมองต้นกล้าต้นน้อยเป็นระยะ
“...ข้าแม้จะบำเพ็ญเพียรมิได้ ทว่ากลับมีความสนใจในวิชารองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโอสถ ยันต์ อุปกรณ์ หรือค่ายกล ผนวกกับความทรงจำสืบทอดแห่งสายเลือดที่ตื่นขึ้นนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งนัก ครอบคลุมวิชารองเหล่านี้ทั้งหมด ข้าจึงรวบรวมนำมามอบให้ตระกูลหนิงจัดการ ภายหลังเสด็จพ่อและคนอื่นๆ พบว่าข้ามีสติปัญญาแตกฉานในวิชารองเหล่านี้ แม้มิอาจลงมือปฏิบัติ ทว่าก็มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง จึงมอบหมายให้ข้าคอยชี้แนะนักหลอมโอสถและปรมาจารย์ค่ายกลและยันต์วิเศษในตระกูล...”
การบำเพ็ญเพียรมิได้ มิได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้เรื่องการบำเพ็ญเพียร ในทางกลับกัน เขามีสติปัญญาเฉียบแหลมมาตั้งแต่เยาว์วัย พรสวรรค์ในการเรียนรู้สูงล้ำ ผนวกกับความทรงจำสืบทอดในสายเลือด แม้เขาจะมิเคยลงมือปฏิบัติ ทว่าการชี้แนะนักหลอมโอสถและปรมาจารย์เหล่านั้นกลับเป็นเรื่องง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
หลายปีมานี้ นักหลอมโอสถและนักวาดเขียนยันต์ของตระกูลหนิง ล้วนได้รับการชี้แนะจากเขาทั้งสิ้น
เหวินเฉียวหวนนึกถึงยามที่พวกนางหาประสบการณ์ในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ ตอนที่องครักษ์เฉียนหลินรับมือศัตรู ยันต์วิเศษถูกซัดออกไปราวกับได้มาโดยมิเสียอัฐ โอสถวิเศษนานาชนิดก็มีมากมายนับไม่ถ้วน การเตรียมพร้อมช่างรัดกุมยิ่งนัก ในที่สุดนางก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ
ตอนนั้นนางยังหลงคิดว่าตระกูลหนิงมีรากฐานมั่งคั่งมหาศาล จึงปล่อยให้เขาผลาญทรัพย์สมบัติเล่นได้ตามอำเภอใจ ที่แท้ของพวกนี้ก็เป็นผลงานจากผู้คนที่เขาชี้แนะทั้งสิ้น ย่อมต้องมีความดีความชอบของเขารวมอยู่ด้วย ของพวกนี้อยากได้เท่าใดก็ย่อมมีเท่านั้น ย่อมมิเห็นคุณค่าอันใดเป็นธรรมดา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เหวินเฉียวก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลหนิงจึงให้ความสำคัญกับเขานัก
จะมิให้ความสำคัญได้อย่างไร? หนิงอวี้โจวผู้ครอบครองความทรงจำสืบทอดแห่งสายเลือดที่สมบูรณ์พร้อม ต่อให้มีศิษย์อัจฉริยะกี่ร้อยกี่พันคนก็มิอาจมาทดแทนได้ มิน่าเล่าตระกูลหนิงจึงต้องปกป้องเขาอย่างแน่นหนา ถึงขั้นจัดสรรกองกำลังองครักษ์เฉียนหลินให้คอยอารักขาอย่างใกล้ชิด ความริษยาของหนิงเหยาจูย่อมเปล่าประโยชน์โดยแท้
น่าเวทนาก็แต่ผู้คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต่างพากันคิดว่าจักรพรรดิเฉิงเฮ่าเลอะเลือน ถึงได้กางปีกปกป้องเศษสวะผู้หนึ่ง
เรื่องของสายเลือดเร้นลับนั้นเป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่งนัก ในตระกูลหนิงมีผู้ล่วงรู้ความจริงเพียงหยิบมือ นอกจากจักรพรรดิเฉิงเฮ่าและผู้อาวุโสอีกไม่กี่คนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนถูกปิดหูปิดตา ปิดบังมิดชิดไม่มีแพร่งพราย
ตราบจนกว่าหนิงอวี้โจวจะแข็งแกร่งพอที่มิมีผู้ใดกล้ามุ่งร้ายต่อพลังสายเลือดของเขาได้ บทบาทที่เขาแสดงในตระกูลหนิงก็จะยังคงเป็นความลับต่อไป
จากนั้นเหวินเฉียวก็ถามถึงเรื่องบิดาของนาง ว่าเหตุใดจักรพรรดิเฉิงเฮ่าจึงตรัสว่าเพื่อปกป้องนาง จึงต้องปล่อยให้นางโดดเดี่ยวอยู่ในตระกูลเหวิน
หนิงอวี้โจวลูบใบของนางเบาๆ ทอดถอนใจเล็กน้อย เอ่ยว่า “แท้จริงแล้ว การตายของเหวินป๋อชิงและฮูหยินมิใช่เพราะสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง ทว่ามีเงื่อนงำแอบแฝงอยู่ พิษไฟในร่างเจ้า ก็หลงเหลือมาจากคราวนั้น หากมิใช่เพราะเจ้าถูกพิษไฟ เกรงว่าผู้อยู่เบื้องหลังคงมิยอมปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอด เสด็จพ่อเกรงว่าผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังการตายของเหวินป๋อชิงและฮูหยินจะไม่ละเว้นเจ้า จึงมิกล้าออกหน้าปกป้องเจ้าอย่างเปิดเผย ทำได้เพียงทิ้งเจ้าไว้ที่ตระกูลเหวิน...”
เหวินเฉียวฟังจนใบตั้งชันไปทั้งต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเรื่องพรรค์นี้
นางหลงคิดมาตลอดว่าบิดามารดาตายเพราะสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง ว่ากันว่าตอนนั้นมารดาของนางเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรธาตุไฟ มิเพียงทำให้นางคลอดก่อนกำหนด สัตว์อสูรธาตุไฟตัวนั้นยังทำร้ายนางที่เพิ่งลืมตาดูโลก ทิ้งพิษไฟไว้ในร่าง ทำให้นางร่างกายอ่อนแออมโรคมาแต่เล็ก ถูกลิขิตให้ตายก่อนวัยอันควร
ทว่ายามนี้หนิงอวี้โจวกลับบอกนางว่า การตายของบิดามารดามีเงื่อนงำแอบแฝง พิษไฟในร่างนางก็เป็นความจงใจของผู้กระทำ
ผู้ที่ทำร้ายนางคงคิดว่าคนที่ถูกพิษไฟย่อมอยู่ไม่พ้นวัยสวมกวาน จึงยอมปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน
หนิงอวี้โจวรีบลูบใบเล็กๆ ที่ตั้งชันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ปลอบประโลมเสียงนุ่ม “อาฉั่วอย่าได้วู่วามไป ยามนี้พวกเราตบแต่งกันแล้ว บิดามารดาของเจ้าก็คือบิดามารดาของข้า ความแค้นของท่านพ่อตาแม่ยาย วันหน้าข้าจะทวงคืนให้พวกท่านเอง เจ้าวางใจเถิด”
เหวินเฉียวทั้งต้นยังคงห่อเหี่ยวลงเล็กน้อย
หนิงอวี้โจวเห็นดังนั้น ก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจ เอ่ยว่า “เดิมทีข้ามิอยากให้เจ้ารู้ความจริงเร็วเกินไป พละกำลังของพวกเราในยามนี้ยังอ่อนด้อยนัก ต่อให้สืบรู้ความจริงของความแค้นในอดีต ยามนี้ก็ยังมิอาจไปชำระความได้อยู่ดี”
เหวินเฉียวรู้ดีว่าเขาเอ่ยได้ถูกต้อง หากมิใช่เพราะจักรพรรดิเฉิงเฮ่าหลงคิดว่านางไม่อยู่ จนเผลอหลุดปากออกมา มิรู้ว่าเมื่อใดนางจึงจะได้ล่วงรู้ความจริง
หนิงอวี้โจวตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องสนทนา เขาไม่อยากเห็นต้นกล้าน้อยต้องห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา “ตอนที่เจ้าเกิด ข้าเคยเห็นเจ้า ตอนนั้นข้าเป็นคนเสนอให้หมั้นหมายกับเจ้าเอง”
เหวินเฉียวชะงักไป ใบของนางเอียงไปหาเขาอย่างลังเล
ตอนนางเกิด เขาก็เพิ่งจะอายุได้ไม่กี่ขวบมิใช่หรือ? ตัดสินใจเรื่องคู่ครองของตนเองโดยพลการตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรือ? ช่างใจร้อนเกินไปหรือไม่?
หนิงอวี้โจวคล้ายล่วงรู้ความคิดนาง อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา “ข้าจำความได้ตั้งแต่เกิด จึงเป็นผู้ใหญ่เกินวัย อายุสี่ขวบข้าก็รู้ความแล้ว รู้ดีว่าตนเองต้องการสิ่งใด เหวินป๋อชิงและฮูหยินมีบุญคุณช่วยชีวิตข้าไว้ ทั้งเจ้ายังเกิดมาน่ารักน่าชังนัก ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่ข้าเห็นเจ้า ข้ากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ย่อมต้องอยากผูกมัดเจ้าไว้แต่เนิ่นๆ เกรงว่าจะเสียใจภายหลัง”
เช่นนี้ก็ถือเป็นการปลอบประโลมจิตใจของเหวินป๋อชิงและฮูหยิน ทำให้พวกท่านมิต้องห่วงพะวงบุตรสาวเพียงคนเดียว
เหวินเฉียว... เหวินเฉียวทั้งต้นแทบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครา
“เมื่อก่อนข้ามิรู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้าอย่างประหลาด ยามนี้พอรู้แจ้งก็กระจ่างใจแล้ว”
ว่าพลาง หนิงอวี้โจวก็ยกมือขึ้นทาบอก ที่แห่งนี้มีโลหิตแก่นแท้ของนางหยดหนึ่ง ราวกับได้เก็บนางทั้งคนไว้ในดวงใจ
ตามหลักแล้ว โลหิตแก่นแท้ของผู้ใดก็ย่อมมิอาจเข้าไปในร่างผู้อื่นได้โดยไร้สาเหตุ เว้นแต่ผู้นั้นจะเป็นฝ่ายดึงดูดเข้ามา และทำพันธะสัญญาลือดต่อกัน ทว่าตอนนั้นโลหิตแก่นแท้หยดนั้นกลับไร้ซึ่งการต่อต้าน เข้าสู่ร่างของเขาโดยตรง และช่วยทำลายผนึกในร่างให้เขา ราวกับว่าพวกเขานั้นคู่ควรและผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน
นี่จึงเป็นสาเหตุที่หนิงอวี้โจวรู้สึกใกล้ชิดผูกพันกับเหวินเฉียว
พวกเขาทั้งสองต่างครอบครองสายเลือดเร้นลับ เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งตื่นรู้แล้ว ส่วนอีกฝ่ายยังหลับใหล ทว่านั่นก็เพียงพอที่จะดึงดูดเข้าหากัน แม้จนถึงยามนี้เขาจะยังมิรู้แน่ชัดว่าสายเลือดเร้นลับที่เหวินเฉียวสืบทอดมาคือสิ่งใด ทว่าเขาก็สัมผัสได้ว่า สายเลือดเร้นลับของทั้งสองในอดีตกาลย่อมต้องผูกพันและคู่ควรกันอย่างยิ่งยวด จึงสามารถนำพาให้พวกเขาทั้งสองโคจรมาพบกันท่ามกลางโลกกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ได้
เหวินเฉียวฟังจนงุนงงไปหมด
ระหว่างที่กำลังมึนงง กระต่ายอสูรที่เพิ่งแทะโอสถวิเศษเสร็จ เห็นหนิงอวี้โจวมิได้สนใจ ก็กระโดดแผล็วเข้ามา ฉวยโอกาสเลียเหวินเฉียวไปหนึ่งที
เหวินเฉียวแข็งทื่อไปทั้งร่าง นางถูกกระต่ายน้อยตัวนี้เลียอีกแล้ว
หนิงอวี้โจวดึงสติกลับมา เห็นภาพนั้นเข้าพอดี แววตาอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เขาโยนกระต่ายอสูรออกไปนอกรถเทียมสัตว์อสูรอย่างไม่ปรานี
เหวินเฉียว: “...”
หนิงอวี้โจวเอ่ย “มิต้องกังวล มันไม่หลงหรอก”
เป็นไปตามคาด ครึ่งชั่วยามให้หลัง กระต่ายน้อยปุกปุยก็มุดหน้าต่างกลับเข้ามาอย่างหน้าตาเฉย เดินไปขอโอสถวิเศษจากหนิงอวี้โจวกินอย่างเยือกเย็น หากไม่ได้กินก็จะเลียต้นกล้าน้อยแก้ขัด
โชคดีที่หนิงอวี้โจวมิรู้ว่าช่วงไม่กี่วันที่กระต่ายอสูรเฝ้าเหวินเฉียว มันเลียนางไปตั้งกี่ครั้ง มิเช่นนั้นเขาคงไม่มีทางพามันออกมาจากหุบเขาล่าสัตว์หลินไถเป็นแน่
ห้าวันต่อมา พวกเขาก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของแคว้นตงหลิง
รถเทียมสัตว์อสูรแล่นฉิวไปตามถนนสายหลักในเมืองหลวง มุ่งหน้าเข้าสู่จวนองค์ชายเจ็ด
บ่าวไพร่ในจวนที่ได้รับข่าวต่างออกมารอรับการกลับมาของผู้เป็นนาย เหลียนเยวี่ยแทรกตัวอยู่ในกลุ่มสาวใช้ของจวนองค์ชายเจ็ด ชะเง้อคอมองอย่างจดจ่อ หวังว่าจะได้เห็นคุณหนูของนางเป็นคนแรก
ผู้ที่ก้าวลงมาเป็นคนแรกคือองค์ชายเจ็ด หนิงอวี้โจว ที่ประคองกระถางหยกวิเศษไว้ในอ้อมอก
ตามมาด้วยกระต่ายน้อยปุกปุยตัวหนึ่ง
เหลียนเยวี่ยพยายามยืดคอชะเง้อมองเข้าไปในรถเทียมสัตว์อสูร ทว่าไม่ว่าจะเพ่งมองอย่างไร นอกจากองค์ชายเจ็ดและกระต่ายน้อยตัวนั้นแล้ว ก็มิพบวี่แววของบุคคลที่สองเลย
เหลียนเยวี่ยแทบจะร่ำไห้ออกมา ในใจบังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้าย
เมื่อเหวินเฉียวเห็นสาวใช้ตัวน้อยที่แสนใส่ใจของนาง นางก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ทว่าเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำและพยายามกลั้นน้ำตาของเหลียนเยวี่ย นางก็อดปวดใจมิได้ รีบสั่นใบสะกิดเตือนหนิงอวี้โจว
หนิงอวี้โจวลูบใบของนาง พลางเอ่ยกับเหลียนเยวี่ยที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน “นี่คือกระต่ายที่อาฉั่วเลี้ยงไว้ เจ้าพามันไปดูแลที”
เหลียนเยวี่ยกลั้นน้ำตา ลอบใช้แขนเสื้อซับหางตา อุ้มกระต่ายน้อยแสนน่ารักตัวนั้นขึ้นมา แล้วเดินตามเขาไป
กระต่ายอสูรทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกอันแบนราบของเหลียนเยวี่ยอย่างว่าง่าย
เมื่อกลับถึงห้องพัก หนิงอวี้โจวก็สั่งให้คนอื่นๆ ถอยออกไป เหลือเพียงเหลียนเยวี่ย
เขาเริ่มจากวางกระถางหยกวิเศษลงบนโต๊ะเล็กด้านข้าง ก่อนจะยกกระถางดอกจู้เหยียนริมหน้าต่างมาวางเคียงคู่กัน
เนื่องจากไร้พลังวิญญาณจากเหวินเฉียวคอยกระตุ้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา ดอกจู้เหยียนจึงเติบโตเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำยังห่อเหี่ยวลงไปบ้างเพราะปราณวิญญาณรอบบริเวณนั้นเบาบาง
เมื่อเหวินเฉียวเห็นดอกจู้เหยียน ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“องค์ชาย คุณหนูของข้าเล่าเพคะ?” เหลียนเยวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าหวาดหวั่น เกรงว่าจะได้ยินข่าวร้าย
หนิงอวี้โจวตอบ “ยามนี้อาฉั่วมิได้อยู่ในแคว้นตงหลิง อีกสักระยะ ข้าจะไปตามหานางด้วยตนเอง”
เหลียนเยวี่ยชะงักไป เอ่ยถามอย่างลังเล “เช่นนั้น... เช่นนั้นคุณหนูอยู่ที่ใดหรือเพคะ?”
“มิต้องกังวล อาฉั่วปลอดภัยดี นับแต่นี้ไปเจ้าก็พักอยู่ในจวนนี้เถิด ขาดเหลือสิ่งใดก็บอกพ่อบ้านได้ ไม่ต้องเกรงใจ” หนิงอวี้โจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รอจนอาฉั่วหายดีแล้ว นางจะกลับมาเยี่ยมเจ้าเอง”
เหลียนเยวี่ยจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย พยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย ก่อนจะถอยออกไปอย่างเหม่อลอย
หลังจากเหลียนเยวี่ยจากไป หนิงอวี้โจวก็เอ่ยกับเหวินเฉียว “สาวใช้ตัวน้อยของเจ้านี้แม้จะซื่อสัตย์ ทว่านางเป็นเพียงปุถุชน อาการของเจ้าให้คนรู้ยิ่งน้อยยิ่งเป็นผลดี”
เหวินเฉียวเข้าใจความนัยของเขา นางเองก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา ยิ่งเหลียนเยวี่ยรู้น้อยเท่าใด ก็ยิ่งปลอดภัยต่อตัวนางมากเท่านั้น
แม้เหลียนเยวี่ยจะเป็นเพียงปุถุชนที่บำเพ็ญเพียรมิได้ ทว่านางคือผู้ที่ห่วงใยเหวินเฉียวมากที่สุด เปรียบเสมือนคนในครอบครัวก็มิปาน เหวินเฉียวจะปกป้องนางให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดชีวิต ให้นางมีชีวิตที่ราบรื่นไร้กังวล
เมื่อกลับถึงจวน หนิงอวี้โจวมิได้พักผ่อน เขารีบเปิดค่ายกลป้องกันและค่ายกลรวบรวมปราณในเรือนพักของตนทันที
“อาฉั่ว ในจวนปลอดภัยนัก เจ้าลองบำเพ็ญเพียรดูเถิด” หนิงอวี้โจวเอ่ย
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ข้างนอก ผู้คนพลุกพล่านหูตามากมาย ย่อมไม่สะดวกนัก ไม่ว่าหนิงอวี้โจวหรือเหวินเฉียวก็จำต้องสงวนท่าที มิได้ลองบำเพ็ญเพียร ยามนี้เมื่อกลับมาถึงถิ่นของตน หนิงอวี้โจวตระเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ จึงให้เหวินเฉียวบำเพ็ญเพียรด้วยวิถีทางของนางเอง
วิถีการบำเพ็ญเพียรของเผ่าภูตพฤกษานั้นแตกต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์และสัตว์อสูร
เหวินเฉียวสั่นใบ ปลดปล่อยสัมผัสเทวะออกไปเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างกระตือรือร้น
ในขอบเขตการรับรู้ของนาง ภายในรัศมีหนึ่งลี้มีพฤกษาวิเศษอยู่หลายชนิด ทว่าต้นที่อุดมไปด้วยปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้มากที่สุดกลับเป็นดอกจู้เหยียนในห้องนี้ ระดับของดอกจู้เหยียนก็นับว่าสูงที่สุดในบรรดาพฤกษาวิเศษทั้งหมด
เหวินเฉียวลองสื่อสารกับพฤกษาวิเศษเหล่านั้น เมื่อได้รับการตอบสนอง นางก็ลงมือเร่งการเจริญเติบโตให้พวกมันอย่างเต็มกำลังทันที
หนิงอวี้โจวมิได้ไปบำเพ็ญเพียร เขานั่งอยู่ข้างๆ จ้องมองต้นกล้าต้นน้อยบนโต๊ะตาไม่กะพริบ
จากนั้น เขาก็เห็นดอกจู้เหยียนที่อยู่ข้างๆ เติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งมีสภาพเหมือนถูกเพาะเลี้ยงมานานนับสิบปี ความเร็วในการเจริญเติบโตจึงค่อยๆ ช้าลง
ตามติดมาด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์เข้มข้นที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง มันต่างจากพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ทว่ากลับทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กลิ่นอายบริสุทธิ์นั้นหลั่งไหลเข้าสู่กระถางหยกวิเศษอย่างบ้าคลั่ง
มิใช่เพียงดอกจู้เหยียนเท่านั้น พฤกษาวิเศษที่ปลูกไว้ประดับบารมีในลานเรือนก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ทว่าพวกมันต่างจากดอกจู้เหยียน แม้ดอกจู้เหยียนจะเติบโต ทว่าก็เติบโตอย่างเชื่องช้า ในขณะที่พฤกษาวิเศษในลานเรือนกลับผลิดอกออกผลอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะเหี่ยวเฉา เมล็ดร่วงหล่นลงดิน แล้วงอกรากแตกใบเติบโตอย่างรวดเร็วอีกครา
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ พวกมันก็ผ่านวัฏจักรการผลิบานและร่วงโรยมาแล้วหลายรอบ ฤดูกาลผันแปรไปนับครั้งไม่ถ้วน
เหวินเฉียวบำเพ็ญเพียรครั้งนี้ กินเวลาไปถึงสามวัน
เมื่อนางตื่นจากการบำเพ็ญเพียร ก็พบว่าดอกจู้เหยียนเติบโตจนเหมือนผ่านการเพาะเลี้ยงมาถึงห้าสิบปี ดูแข็งแรงมีชีวิตชีวายิ่งนัก
เหวินเฉียวตกตะลึงพรึงเพริด แทบไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นฝีมือของนางเอง
เพียงเวลาแค่สามวัน นางถึงกับเร่งการเจริญเติบโตของดอกจู้เหยียนจนมีสภาพเหมือนผ่านการเพาะเลี้ยงมาห้าสิบปี
“เป็นฝีมือเจ้าจริงๆ”
เหวินเฉียวบิดใบไปมา หันมองหนิงอวี้โจวที่อยู่ด้านข้างด้วยความงุนงง หรือว่าตลอดสามวันที่นางบำเพ็ญเพียร เขาจะนั่งเฝ้านางอยู่ตรงนี้ตลอด?
คล้ายจะล่วงรู้ความคิดของนาง หนิงอวี้โจวยืนยันข้อสันนิษฐานของนางด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ไม่เป็นไร ข้าเองก็อยากเห็นว่าเจ้าจะสามารถพึ่งพาพฤกษาไม้รอบๆ ในการบำเพ็ญเพียรได้หรือไม่ ยามนี้ดูเหมือนว่าตอนที่เจ้าใช้กายอสูรบำเพ็ญเพียร จะส่งผลกระทบต่อพฤกษาวิเศษได้รุนแรงกว่า”
เมื่อเขาอธิบาย เหวินเฉียวก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการบำเพ็ญเพียรในร่างมนุษย์กับกายอสูร
ยามอยู่ในร่างมนุษย์ อิทธิพลที่นางมีต่อพฤกษาวิเศษรอบๆ นั้นมีจำกัด ความเร็วในการเร่งการเจริญเติบโตก็เชื่องช้า ทว่ายามอยู่ในกายอสูร นางราวกับปรมาจารย์เพาะปลูกวิญญาณโดยกำเนิด พฤกษาวิเศษรอบตัวเจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ที่ส่งกลับคืนมาให้นางก็มหาศาลยิ่งนัก
เหวินเฉียวสัมผัสได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้นในร่างกาย ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า หากสามารถดูดซับปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดอิ่มตัว นางก็อาจจะจำแลงกายได้
การค้นพบนี้ทำให้เหวินเฉียวดีใจอย่างยิ่ง นางเอาแต่ถูไถหนิงอวี้โจวเพื่ออยากร่วมแบ่งปันเรื่องน่ายินดีนี้ ทว่าน่าเสียดายที่นางเปล่งเสียงมิได้
ทว่าหนิงอวี้โจวก็ฉลาดเฉลียวหาผู้ใดเปรียบ เพียงมองปฏิกิริยาของนาง ก็รู้ได้ทันทีว่าผลการบำเพ็ญเพียรครานี้ดีเยี่ยมเพียงใด
เขาหัวเราะ “ดูท่าปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้จากพฤกษาวิเศษเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อเจ้าอย่างมาก” เขาครุ่นคิดพลางเอ่ยถาม “อาฉั่ว ยิ่งพฤกษาวิเศษระดับสูง ปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ที่ส่งกลับมาให้เจ้าก็ยิ่งเข้มข้นใช่หรือไม่?”
เหวินเฉียวแกว่งใบไปมา เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของเขา
พฤกษาวิเศษระดับสูงสุดในที่นี้ก็คือดอกจู้เหยียน และปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ที่ได้จากดอกจู้เหยียนก็บริสุทธิ์และดีเยี่ยมที่สุดเช่นกัน
หนิงอวี้โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “อาฉั่ว ข้าจะพาเจ้าไปบำเพ็ญเพียรยังสถานที่แห่งหนึ่ง ดีหรือไม่?”
เหวินเฉียวมองเขาอย่างกังขา ไม่เข้าใจเจตนาของเขา
หนิงอวี้โจวแย้มยิ้มให้นาง เอ่ยเสียงนุ่ม “ไปถึงแล้วเจ้าก็จะรู้เอง”
ว่าพลาง เขาก็ประคองกระถางหยกวิเศษขึ้นมา