- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 29 คิดบัญชีย้อนหลัง
บทที่ 29 คิดบัญชีย้อนหลัง
บทที่ 29 คิดบัญชีย้อนหลัง
เบื้องหน้าหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ เงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรทยอยปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วพริบตา ลานกว้างอันกว้างใหญ่ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าไปหาประสบการณ์ในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ
เวลาหนึ่งเดือนมิได้ยาวนานนัก ผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลที่ประจำการอยู่ที่นี่ยังมิได้จากไปไหน เมื่อหุบเขาล่าสัตว์หลินไถปิดตัวลง พวกเขาจึงแห่แหนกันมารอรับศิษย์ตระกูลตนที่กลับมาจากการฝึกฝน
มีทั้งผู้ที่ชื่นชมยินดีและผู้ที่โศกเศร้ากังวล ผู้ที่ยินดีย่อมเป็นผู้ที่ได้เห็นศิษย์ตระกูลตนกลับมาอย่างครบถ้วนปลอดภัย ส่วนผู้ที่กังวลคือตระกูลที่ตามหาศิษย์ของตนไม่พบ ผู้อาวุโสบางตระกูลถึงกับพบว่า ผู้ที่รอดชีวิตกลับมาในครานี้มีจำนวนน้อยกว่าปีก่อนๆ มาก อัตราการสูญเสียสูงลิ่วจนน่าใจหาย
หรือว่าสภาพแวดล้อมในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถครานี้จะอันตรายเป็นพิเศษ?
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ ประตูเชื่อมต่อของหุบเขาล่าสัตว์หลินไถก็ค่อยๆ ปิดสนิทลง รอคอยการเปิดอีกครั้งในอีกสามปีให้หลัง
จักรพรรดิเฉิงเฮ่าผู้เป็นประธานในการเปิดหุบเขาล่าสัตว์หลินไถและเหล่าผู้อาวุโสจากตระกูลต่างๆ ยืนอยู่บนที่สูง กวาดสายตามองลงมา พวกเขาเองก็พบว่าจำนวนผู้ที่กลับมาจากการฝึกฝนในครานี้น้อยกว่าปีก่อนๆ มาก ภายในใจอดมิได้ที่จะหนักอึ้ง
ครั้นทอดพระเนตรเห็นหนิงอวี้โจวปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกระถางหยกขาวในอ้อมอกและหิ้วคอกระต่ายน้อยปุกปุยมาด้วย ความตึงเครียดในพระทัยจักรพรรดิเฉิงเฮ่าก็ผ่อนคลายลง บนพระพักตร์ปรากฏรอยแย้มพระสรวลบางๆ
ทว่ารอยแย้มพระสรวลยังมิกลืนหาย ก็พลันได้ยินเสียงตวาดกร้าว
“พวกเจ้ามิใช่ผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นตงหลิง เป็นผู้ใดกันแน่!”
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โฉบผ่านอากาศ พุ่งตรงเข้าใส่กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นที่ปรากฏตัวขึ้นหน้าหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ
หนิงอวี้โจวช้อนตามอง พบว่าผู้ที่ลงมือคือหนิงฮว่าหยวน ผู้อาวุโสแห่งตระกูลหนิง
การเปิดหุบเขาล่าสัตว์หลินไถในครานี้ หนิงฮว่าหยวนก็ติดตามมาคุมเชิงด้วย ทว่าเขาเร้นกายอยู่ในเงามืดมาตลอด มิได้เปิดเผยตัว จึงมีคนรู้ไม่มากนักว่าเขาก็มาด้วย
และหนิงฮว่าหยวนก็เป็นผู้แรกที่สังเกตเห็นผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นเหล่านั้น
จักรพรรดิเฉิงเฮ่าและผู้อาวุโสตระกูลอื่นๆ ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ต่างทะยานร่างตามไปสมทบกับหนิงฮว่าหยวน เพื่อจับกุมผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นกลุ่มนั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นเหล่านี้แยกแยะได้ง่ายดายนัก อาจเป็นเพราะหุบเขาล่าสัตว์หลินไถปิดตัวกะทันหัน พวกมันจึงปลอมแปลงกายไม่ทัน เผยโฉมหน้าที่แท้จริงอันแปลกตาต่อหน้าผู้คน ผนวกกับท่าทีมีพิรุธ ย่อมมิพ้นสายตาของหนิงฮว่าหยวนที่ใช้สัมผัสเทวะปกคลุมทางออกของหุบเขาล่าสัตว์หลินไถมาตลอด เขาจับพิรุธได้ในทันทีและลงมือโดยไม่ลังเล
เป็นไปตามคาด เมื่อหนิงฮว่าหยวนลงมือ ผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นที่มีชนักติดหลังก็เผยไต๋ออกมาหลายคน พวกมันหันหลังกลับหมายจะพุ่งทะยานหนีขึ้นไปบนภูเขาหลินไถ
เหตุการณ์พลิกผันกะทันหันนี้ ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในบริเวณนั้น ผู้คนต่างล่าถอยหลบเลี่ยง เกรงว่าจะถูกลูกหลงจากการต่อสู้จนต้องจบชีวิตอย่างอยุติธรรม
เหล่าองครักษ์เฉียนหลินรีบเร่งอารักขาหนิงอวี้โจวหลบเลี่ยงไปด้านข้าง
เหวินเม่ยที่บังเอิญอยู่ใกล้หนิงอวี้โจว ถูกคลื่นฝูงชนเบียดเสียดจนกระเด็นไปด้านข้าง บาดแผลของนางยังไม่หายดี จึงหลบหลีกไม่ทันท่วงที สภาพดูทุลักทุเลไม่น้อย พลันได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากด้านข้าง
นางหันไปมอง ก็พบเหวินเสียนยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เหวินเสียนมองนางด้วยสายตาสะใจ กวาดตามองผ่านหนิงอวี้โจวที่มีองครักษ์เฉียนหลินรายล้อม จู่ๆ ก็พบว่าข้างกายเขาไร้เงาของเหวินเฉียว อดมิได้ที่จะประหลาดใจ นางกวาดตามองรอบด้านอีกครา ยังคงไม่เห็นวี่แววของเหวินเฉียว ก็กระจ่างแจ้งในใจทันที
คงตายอนาถในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถไปแล้วเป็นแน่
เหวินเฉียวที่ถูกตราหน้าว่าตายไปแล้ว กำลังฝังรากอยู่ในกระถางหยกขาว สั่นใบเบาๆ อาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสนใจ แอบแผ่สัมผัสเทวะออกไปชมการต่อสู้ทางฝั่งนั้น พบว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังประมือกับหนิงฮว่าหยวนและพรรคพวกล้วนเป็นใบหน้าแปลกตา มิใช่สามคนของสวีจิ่วซิ่วที่เคยพบก่อนหน้านี้
นางกวาดตามองในฝูงชนอีกรอบ ก็ไม่พบร่องรอยของสามคนนั้น ไม่รู้ว่าตกตายในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ หรืออาศัยความชุลมุนหลบหนีไปได้แล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังประมือกับหนิงฮว่าหยวนฝีมือร้ายกาจนัก ถึงกับรับมือเขาได้อย่างสูสี
ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นเป็นชายหนุ่มใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็ก ประดับด้วยรอยยิ้ม ดูน่ารักน่าชัง ทำให้เขาดูอายุน้อยกว่าความเป็นจริง ทว่าฝีมือกลับไม่ธรรมดา มิเพียงรับมือกระบวนท่าของหนิงฮว่าหยวนได้ แต่ยังสามารถตรึงกำลังเขาไว้ได้อีกด้วย
ผู้คนยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตระหนก ต้องรู้ว่าการที่หนิงฮว่าหยวนถูกส่งมาประจำการ ย่อมหมายความว่าพลังฝีมือมิได้ต่ำต้อย เขามีตบะบารมีขอบเขตสุญตา ซึ่งถือเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในแคว้นตงหลิง ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังปะทะกับเขาช่างดูอ่อนเยาว์เกินไป ไม่รู้ว่าเป็นศิษย์อัจฉริยะจากขุมกำลังใดในโลกภายนอก และมีจุดประสงค์อันใดที่มาเยือนแคว้นตงหลิง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลก็เริ่มหวั่นวิตก ได้แต่หวังว่าการมาเยือนของคนเหล่านี้ จะมิได้นำพาหายนะมาสู่แคว้นตงหลิง
จักรพรรดิเฉิงเฮ่าและพรรคพวกสามารถสยบผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นต้องสงสัยเหล่านั้นไว้ได้แล้ว ทว่ายังคงจ้องมองการต่อสู้ระหว่างหนิงฮว่าหยวนกับผู้บำเพ็ญเพียรแปลกหน้าผู้นั้นด้วยความร้อนรน อยากจะเข้าไปสมทบ ทว่าก็สอดมือเข้าช่วยมิได้
จนกระทั่งสุรเสียงทรงอำนาจสายหนึ่งดังขึ้น “ซิงหลิว หยุดมือ!”
ผู้บำเพ็ญเพียรหน้าเด็กซัดฝ่ามือผลักหนิงฮว่าหยวนออกไป แล้วถอยร่นอย่างรวดเร็ว ไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างบุรุษหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ผู้มีท่วงท่าสง่างามเหนือสามัญ ใบหน้าเด็กที่เปื้อนยิ้มของเขาจ้องมองผู้คนในลานด้วยแววตาโอหังเย่อหยิ่ง สายตาที่มองเหยียดลงมานั้น บ่งบอกชัดเจนว่ามิได้เห็นผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นตงหลิงเหล่านี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกมัน ผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นตงหลิงเหล่านี้ช่างไร้ค่าจริงๆ แม้ตบะบารมีของหนิงฮว่าหยวนจะไม่ถือว่าต่ำ ทว่าอายุอานามที่ปาเข้าไปปานนั้น เป็นตัวกำหนดแล้วว่าความสำเร็จในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขาในชาตินี้ย่อมจบสิ้นลงเพียงเท่านี้
หนิงฮว่าหยวนรั้งพลังกลับตามสถานการณ์ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดมองคนทั้งสอง
คนอื่นๆ ถึงเพิ่งสังเกตเห็นบุรุษชุดฟ้าผู้นั้น ในใจลอบตระหนก เขายืนหยัดอยู่ตรงนั้น กลิ่นอายลึกล้ำดุจห้วงเหว หากเขามิได้ส่งเสียง พวกเขาก็คงมิอาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของบุคคลผู้นี้ได้เลย
ทันใดนั้น พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าข้างกายบุรุษชุดฟ้าผู้สง่างามยังมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นองค์ชายสาม หนิงเจ๋อโจว นั่นเอง
ผู้คนต่างประหลาดใจระคนงุนงง ไม่รู้ว่าเหตุใดหนิงเจ๋อโจวถึงไปปะปนอยู่กับผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นสองคนนี้ได้
จักรพรรดิเฉิงเฮ่าขมวดพระขนง ตรัสเรียก “เจ๋อโจว?”
หนิงเจ๋อโจวก้าวออกมาข้างหน้า เอ่ยอย่างนอบน้อม “เสด็จพ่อ ท่านผู้อาวุโสหยวน โปรดวางใจเถิด สองท่านนี้มิได้มีเจตนาร้ายต่อแคว้นตงหลิงของเราพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษชุดฟ้าพยักหน้าให้หนิงฮว่าหยวนเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้น้อยอินซิงเหิง ส่วนนี่คืออินซิงหลิว ศิษย์น้องของข้า”
อินซิงเหิง?
นั่นมิใช่ชื่อศิษย์ของวิหารเซิ่งอู่ที่เฟิงซานเหนียงเคยเอ่ยถึงหรอกหรือ?
ชั่วพริบตานั้น หนิงอวี้โจวและเหวินเฉียวต่างก็นึกถึงจุดประสงค์ที่อินซิงเหิงมายังแคว้นตงหลิงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย นั่นก็คือเพื่อตามหาบุตรแห่งสวรรค์อันใดนั่น เมื่อมองดูหนิงเจ๋อโจวที่ยืนอยู่ข้างกายอินซิงเหิง ก็กระจ่างแจ้งในใจทันที
ดูท่าหนิงเจ๋อโจวผู้นี้คงจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่วิหารเซิ่งอู่ตามหาเป็นแน่
เหวินเม่ยทอดสายตามองหนิงเจ๋อโจว จิตใจสับสนวุ่นวาย
นางรู้อยู่เสมอว่าคู่หมั้นผู้นี้เป็นคนเก่งกาจ ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะได้เป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ แม้นางจะไม่รู้ว่าบุตรแห่งสวรรค์นี้คือสิ่งใด ทว่าเพียงแค่คำว่า "บุตรแห่งสวรรค์" ก็บ่งบอกถึงที่มาอันไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นวิหารเซิ่งอู่คงไม่ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
หนิงฮว่าหยวนจ้องมองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นที่ถูกผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นตงหลิงจับกุมตัวไว้ เอ่ยเสียงเนิบนาบ
“คนเหล่านั้นก็เป็นสหายของพวกท่านหรือ?”
“มิใช่” อินซิงเหิงเอ่ยตอบ “พวกเรามิใช่คนกลุ่มเดียวกัน”
หนิงฮว่าหยวนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เช่นนั้นให้แคว้นตงหลิงของเราเป็นผู้จัดการ สหายอินคงมิขัดข้องกระมัง?”
อินซิงเหิงแย้มยิ้มบางๆ เชื้อเชิญให้พวกเขาจัดการตามสะดวก แสดงท่าทีว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการของแคว้นตงหลิง ท่าทีที่เขาแสดงออกในยามนี้เรียกได้ว่าเป็นมิตรอย่างยิ่ง มิได้อาศัยตบะบารมีที่เหนือกว่าเพื่อข่มเหงรังแก
ทว่าท่าทีเช่นนี้กลับทำให้หนิงฮว่าหยวนและพรรคพวกยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจ รู้ดีว่าต้องมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่ มิเช่นนั้นคงไม่ดึงดูดผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นมามากมายถึงเพียงนี้ ท่าทีของอินซิงเหิงยิ่งทำให้พวกเขาตึงเครียด
อินซิงเหิงคล้ายจะไม่ทันสังเกตความระแวดระวังของพวกเขา เขายิ้มอีกครา ทอดสายตามองหนิงฮว่าหยวนและจักรพรรดิเฉิงเฮ่า พลางเอ่ย “ไม่ทราบว่าพอจะหลบไปคุยกันเป็นการส่วนตัวสักหน่อยได้หรือไม่”
หนิงฮว่าหยวนตอบรับ “ย่อมได้”
อินซิงเหิงหันไปทางหนิงเจ๋อโจว “คุณชายหนิงก็เชิญด้วย”
หนิงเจ๋อโจวสีหน้าเรียบเฉย พยักหน้ารับเบาๆ
จากนั้น หนิงฮว่าหยวนก็นำทางศิษย์พี่ศิษย์น้องตระกูลอินและหนิงเจ๋อโจวออกไปจากลาน จักรพรรดิเฉิงเฮ่าปรายพระเนตรมองหนิงอวี้โจวที่ปะปนอยู่ในฝูงชนแวบหนึ่ง รับสั่งให้คนคุมตัวผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นเหล่านั้น ก่อนจะเสด็จตามไป
หลังจากคนกลุ่มนั้นจากไป ผู้คนที่เหลืออยู่ลานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เพียงมองศิษย์พี่ศิษย์น้องตระกูลอิน ก็รู้ว่าที่มามิธรรมดา ทว่ากลับมิรู้ว่าพวกมันมาหาตระกูลหนิงด้วยจุดประสงค์อันใด มุ่งเป้ามาที่ตระกูลหนิงโดยเฉพาะ หรือว่ามุ่งเป้ามาที่แคว้นตงหลิงกันแน่?
แม้นในใจจะเต็มไปด้วยความกังขา ทว่าเมื่อมีหนิงฮว่าหยวนอยู่ ผนวกกับตบะบารมีอันสูงส่งของศิษย์พี่ศิษย์น้องตระกูลอิน จึงไม่มีผู้ใดกล้าสอดรู้สอดเห็นอย่างโจ่งแจ้ง ได้แต่ระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้ชั่วคราว หันไปจัดการต้อนรับศิษย์ที่กลับมาจากการฝึกฝนก่อน
เหวินเม่ยมองตามแผ่นหลังของหนิงเจ๋อโจวที่ค่อยๆ หายลับไป จนกระทั่งมองไม่เห็น จึงค่อยหลุบตาลง ซ่อนเร้นความนึกคิดในดวงตา
เมื่อเทียบกับเหวินเม่ยที่พอจะคาดเดาเรื่องราวได้บ้าง เหวินเสียนกลับร้อนรนยิ่งกว่า นางมิรู้ว่าเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกับหนิงเจ๋อโจว ทว่าเพียงเห็นท่าทีเคารพนบนอบที่อินซิงเหิงมีต่อตระกูลหนิง ก็รู้ได้ทันทีว่าย่อมเป็นเรื่องดี ความริษยาก็พลันปะทุขึ้นในใจอีกครา
คู่หมั้นของเหวินเม่ยยิ่งโดดเด่น นางก็ยิ่งริษยา การเปิดหุบเขาล่าสัตว์หลินไถครานี้ มีผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นเข้ามาตั้งมากมาย เหตุใดจึงมิสังหารเหวินเม่ยให้ตายตกไปเสีย?
ผู้คนของสี่ตระกูลใหญ่แห่งแคว้นตงหลิงต่างสำรวจตรวจนับจำนวนศิษย์ด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พลางเงี่ยหูฟังรายงานจากบรรดาศิษย์ เมื่อได้รับรู้จากผู้รอดชีวิตว่า ศิษย์ที่ตกตายในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถครานี้ ส่วนใหญ่ล้วนตายด้วยน้ำมือของผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่น โทสะก็พลันลุกโชนขึ้นมาในบัดดล
ชั่วขณะนั้น ตระกูลที่สูญเสียศิษย์ไปไม่น้อยต่างโกรธแค้นพวกผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นอย่างสุดแสน รีบรุดไปตามหาคนของตระกูลหนิงที่คุมตัวพวกมันไป เพื่อสอบถามสถานการณ์เพิ่มเติม หวังจะแก้แค้นให้ศิษย์ที่ตายอย่างน่าอนาถ
เมื่อเหวินเม่ยและเหวินเสียนเห็นคนของตระกูลเหวิน ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา
หนิงเหยาจูที่ปะปนอยู่ในฝูงชนก็ลนลานทำอันใดไม่ถูกเช่นกัน
นางมิรู้ว่าเหตุใดหนิงเจ๋อโจวถึงไปพัวพันกับศิษย์พี่ศิษย์น้องตระกูลอินที่ดูร้ายกาจถึงเพียงนั้นได้ ในใจลอบสังหรณ์ว่าหนิงเจ๋อโจวคงได้ผลประโยชน์ก้อนโตอีกเป็นแน่
นางกวาดสายตามองหาองค์ชายห้า หนิงผิงโจว ผู้เป็นพี่ชายอย่างลนลาน ทว่ายังมิพบหนิงผิงโจว กลับไปสบตาเข้ากับหนิงอวี้โจวที่อยู่ไม่ไกล
หนิงอวี้โจวประคองกระถางหยกขาวไว้ในมือ ท่าทียังคงอบอุ่นสุภาพอ่อนโยน ทว่าสายตาที่จ้องมองมานั้นกลับทำให้นางหนาวสะท้านโดยไร้สาเหตุ ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากก้นบึ้งของหัวใจ มือเท้าเย็นเฉียบ
“อาจิ่ว”
หนิงเหยาจูถูกสายตาของหนิงอวี้โจวทำเอาขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อได้ยินเสียงของพี่ชาย ในใจก็พลันคลายความกังวลลง
“พี่ห้า ท่านเป็นอันใดไป?” หนิงเหยาจูถลาเข้าไปหา
หนิงผิงโจวใบหน้าซีดเซียว ท่าทางเหนื่อยล้า ลมหายใจติดขัด เห็นชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาฝืนประคองน้องสาวที่ถลาเข้ามาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ เอ่ยอย่างอ่อนระโหย
“ข้าไม่เป็นไร แค่บาดเจ็บเล็กน้อย”
หนิงเหยาจูน้ำตารื้น จับมือพี่ชายไว้แน่น จึงค่อยรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
หนิงผิงโจวเห็นสีหน้าน้องสาวผิดแผกไป จึงเอ่ยถามอย่างกังขา “อาจิ่ว เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
หนิงเหยาจูอึกอัก คล้ายอยากจะเอ่ยเรื่องที่พบเจอสองสามีภรรยาหนิงอวี้โจวในเขาวงกต และเรื่องที่ผู้ติดตามของนางกระทำลงไปในตอนนั้น ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปาก หางตาก็เหลือบไปเห็นองครักษ์เฉียนหลินคุมตัวผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งเดินตรงไปหาหนิงอวี้โจว ยามที่คนผู้นั้นเดินผ่าน ยังตะโกนร้องเรียกนาง
“องค์หญิงเก้า ช่วยข้าด้วย!”
หนิงเหยาจูสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เบิกตาโพลงจ้องมองเขาด้วยความหวาดกลัว
หนิงผิงโจวมองผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้น ก็จำได้ว่าเป็นศิษย์สายรองของตระกูลซุน นามว่า ซุนหงเม่า เป็นหนึ่งในผู้ติดตามของน้องสาว มักจะคอยตามติดหนิงเหยาจูอยู่เสมอ รับใช้ราวกับสุนัขรับใช้ ความในใจที่มีต่อนางนั้นโจ่งแจ้งยิ่งนัก
เสียงร้องขอความช่วยเหลือนี้ดึงดูดความสนใจของผู้บำเพ็ญเพียรในบริเวณนั้น เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ต่างก็พากันงุนงง ทว่าพวกเขาก็จำองครักษ์เฉียนหลินได้ ว่านี่คือองครักษ์ที่ตระกูลหนิงชุบเลี้ยงไว้
เนื่องจากยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง พวกเขาจึงมิกล้าผลีผลามสอดมือเข้ายุ่ง เกรงว่าจะไปล่วงเกินตระกูลหนิงเข้า
ทว่าผู้อาวุโสของซุนหงเม่ากลับร้อนรน อดมิได้ที่จะก้าวออกไปขวางหน้าองครักษ์เฉียนหลิน เอ่ยถาม “มิรู้ว่าพวกท่านจะพาหงเม่าไปที่ใด?”
องครักษ์เฉียนหลินเอ่ยเสียงเรียบเฉย “ยามอยู่หุบเขาล่าสัตว์หลินไถ ซุนหงเม่าสมรู้ร่วมคิดกับองค์หญิงเก้าลอบทำร้ายองค์ชายเจ็ดของพวกเรา...”
“ข้าเปล่า!” หนิงเหยาจูกรีดร้องลั่น ชี้หน้าซุนหงเม่า “ข้ามิได้ลงมือ เป็นเขาที่กระทำด้วยตนเอง”
องครักษ์เฉียนหลินมิได้โต้แย้ง เพียงเอ่ยต่อ “เช่นนั้นขอเชิญองค์หญิงเก้าเสด็จไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเหยาจูจุกในลำคอ ถ้อยคำแก้ตัวทั้งมวลถูกกลืนหายไป ในใจยิ่งหวาดหวั่น แม้นางจะริษยาหนิงอวี้โจว อย่างมากก็แค่อยากเห็นเขาพบความโชคร้าย ทว่ามิเคยคิดจะลงมือสังหารเขาด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์ตระกูลหนิงห้ามเข่นฆ่ากันเอง ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงทัณฑ์อย่างหนัก นางหรือจะกล้า?
ตอนนั้นเป็นซุนหงเม่าที่ลงมือโดยพลการ มิได้เกี่ยวอันใดกับนางเลยสักนิด
องครักษ์เฉียนหลินไม่หวั่นไหวต่อท่าทีของนาง ย้ำคำเดิม “ขอเชิญองค์หญิงเก้าเสด็จไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเหยาจูมิอยากไป นางกลัวว่าหนิงอวี้โจวจะเอาคืน ลางสังหรณ์บอกว่าหากไปครานี้คงต้องซวยหนักเป็นแน่
“อาจิ่ว พี่จะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง” หนิงผิงโจวจับมือน้องสาว หันไปเอ่ยกับหนิงอวี้โจวที่อยู่ไม่ไกล “น้องเจ็ด ข้าเป็นพี่ชายของอาจิ่ว คงไม่รังเกียจหากข้าจะขอตามไปด้วยกระมัง?”
หนิงอวี้โจวเอ่ยเสียงเรียบ “ตามสบาย”
เอ่ยจบ ท่ามกลางการคุ้มกันของเหล่าองครักษ์เฉียนหลิน เขาหมุนตัวเดินจากไป มุ่งหน้าสู่ที่พักบริเวณตีนเขาหลินไถ
คนอื่นๆ มองตามแผ่นหลังของพวกหนิงอวี้โจว ผนวกกับถ้อยคำที่ได้ยินเมื่อครู่ ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ รู้สึกว่าซุนหงเม่าและหนิงเหยาจูช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียนี่กระไร
รู้อยู่เต็มอกว่าหนิงอวี้โจวมีความสำคัญต่อจักรพรรดิเฉิงเฮ่าเพียงใด ถึงขั้นจัดสรรกองกำลังองครักษ์เฉียนหลินมาอารักขาความปลอดภัยโดยเฉพาะ เหตุใดจึงยังมีคนโง่งมไปลอบทำร้ายเขาอีก?
หากมีความสามารถสังหารเขาในแดนลับได้ก็แล้วไปเถิด ขอเพียงไร้ผู้พบเห็น ตายก็คือตาย จักรพรรดิเฉิงเฮ่าย่อมมิอาจเอาผิดผู้ใดได้
ทว่ากลับไร้ปัญญา ปล่อยให้เขารอดชีวิตกลับมาได้ เช่นนี้มิใช่หาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลซุนมองตามหลังซุนหงเม่าที่ถูกลากตัวไป ใบหน้ามืดครึ้มลง
ซุนหงเม่าเป็นเพียงศิษย์สายรอง มิได้รับความสำคัญอันใด ที่เขาได้โควตาเข้าหุบเขาล่าสัตว์หลินไถครานี้ ก็เป็นเพราะองค์หญิงเก้าหนิงเหยาจูมอบให้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ซุนหงเม่าคอยตามตื๊อองค์หญิงเก้า ยอมลดตัวเป็นข้ารับใช้คอยติดตาม
ศิษย์สายรองเยี่ยงซุนหงเม่า ตระกูลซุนมีถมเถไป ย่อมมิแยแส ตายไปสักคนสองคนก็ช่างปะไร เพียงแต่กังวลว่าตระกูลหนิงจะหยิบยกเรื่องนี้มาเล่นงาน โดยเฉพาะจักรพรรดิเฉิงเฮ่าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องตามใจองค์ชายเจ็ดผู้ไร้ความสามารถผู้นั้น หากเขาต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้องค์ชายเจ็ด ใครจะรู้ว่าเขาจะฉวยโอกาสนี้ลงดาบตระกูลซุนหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสแห่งตระกูลซุนก็รีบสั่งการให้คนนำศิษย์ที่กลับมาไปพักผ่อน ส่วนตนรีบรุดไปจัดการเรื่องราว พยายามหาทางลดทอนความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด