- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 26 ต้นกล้าต้นน้อยถูกขุดไปเสียแล้ว
บทที่ 26 ต้นกล้าต้นน้อยถูกขุดไปเสียแล้ว
บทที่ 26 ต้นกล้าต้นน้อยถูกขุดไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าหนิงอวี้โจวปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เหวินเฉียวก็ดีใจยิ่งนัก
นางสะบัดใบไม้ไปมา สำรวจหนิงอวี้โจวอย่างละเอียดถี่ถ้วน กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แขนขายังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ มิได้ขาดหายไปไหน ดีเยี่ยมยิ่งนัก ดูท่าสัตว์อสูรตัวนั้นจะมิได้ทำร้ายเขา
ขณะที่กำลังดีใจอยู่นั้น เหวินเฉียวก็พบว่าหนิงอวี้โจวกวาดสายตามองไปรอบๆ ถ้ำหินย้อย ก่อนจะเดินตรงดิ่งมายังทิศทางที่นางอยู่
ใบไม้ที่กำลังสั่นไหวของเหวินเฉียวพลันแข็งทื่อไปในฉับพลัน
นาง ‘มองดู’ หนิงอวี้โจวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้ากอวัชพืชที่ริมผนังถ้ำ จากนั้นก็ก้มหน้าลงพินิจพิเคราะห์กอวัชพืชเหล่านั้นจากเบื้องบน
เหวินเฉียวที่ปะปนอยู่ท่ามกลางดงวัชพืชถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
นางดีใจมากที่ได้พบกับหนิงอวี้โจวที่นี่ หากตอนนี้นางอยู่ในร่างมนุษย์ นางคงจะตามเขาไปในทันที เพื่อสานต่อการเดินทางหาประสบการณ์ในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถด้วยกัน อันที่จริงนางดีใจมากที่ได้มาเยือนหุบเขาล่าสัตว์หลินไถในครานี้ และได้มีเขาคอยเคียงข้าง ต่อให้ต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดฝันจนกลายสภาพเป็นเช่นนี้ นางก็มิได้นึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ทว่ายามนี้นางกลับอยู่ในร่างอสูร ซึ่งในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว นางก็คือต้นกล้าต้นน้อยที่แสนจะบอบบางและอ่อนแอ!
ในฐานะต้นกล้าต้นน้อยที่ไม่อาจขยับเขยื้อนหรือเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้ เหวินเฉียวจะบอกเขาได้อย่างไรเล่า ว่าต้นกล้าต้นน้อยต้นนี้ก็คือนางเอง
แล้วนางควรจะบอกเขาหรือไม่
หากมิใช่เพราะนางเผชิญกับการตื่นขึ้นของสายเลือด ความตาย และการกลายร่างด้วยตนเอง เหวินเฉียวก็คงไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า คนเป็นๆ จะสามารถกลายร่างเป็นต้นกล้าพฤกษาได้ ในโลกหล้ายังมีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่พิลึกพิลั่นถึงเพียงนี้อยู่ด้วย ต่อให้เป็นผู้ที่มีจินตนาการล้ำเลิศเพียงใด ก็คงไม่อาจเชื่อมโยงต้นกล้าต้นน้อยเข้ากับคนเป็นๆ ได้หรอก
ผู้ที่ครอบครองสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ในโลกหล้านี้นั้นหาได้ยากยิ่งและล้ำค่านัก เหวินเฉียวมิรู้เลยว่าหากเรื่องที่นางครอบครองสายเลือดศักดิ์สิทธิ์แพร่งพรายออกไป จะเกิดผลกระทบอันใดตามมา
นี่คือสาเหตุที่หลังจากนางปลุกพลังครึ่งอสูรได้สำเร็จ นางจึงต้องปกปิดมันไว้อย่างมิดชิด แม้กระทั่งเหลียนเยวี่ยก็ยังมิกล้าบอกกล่าว
ขณะที่เหวินเฉียวกำลังลังเลใจอยู่นั้น หนิงอวี้โจวก็ย่อตัวลงและยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง
การขยับเข้ามาใกล้ของหนิงอวี้โจว ทำให้เหวินเฉียวแทบไม่กล้าหายใจ รู้สึกว่าใบไม้ของตนแข็งทื่อไปหมด แม้สายลมจะพัดโชยมาก็ยังไม่กระดิกเลยแม้แต่น้อย
การกระทำของหนิงอวี้โจวทำให้เหล่าองครักษ์เฉียนหลินที่ติดตามมาพากันงุนงงไปตามๆ กัน
พวกเขามาเพื่อตามหาร่างของเหวินเฉียวนะ
หลายวันมานี้พวกเขาเอาแต่เร่งเดินทาง เนื่องจากสภาพแวดล้อมของห้วงมิติใต้ดินแห่งนี้ซับซ้อนและแปรปรวนไม่ต่างจากเขาวงกตเบื้องบน หากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียวก็อาจหลงทางได้ ทำให้พวกเขาต้องเดินอ้อมไปไกลไม่น้อย ทั้งยังพบเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากที่ร่วงหล่นลงมาจากเขาวงกตเบื้องบนเช่นเดียวกัน
ทว่าต่างจากบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรที่มาเพื่อแสวงหาสมบัติเหล่านั้น หนิงอวี้โจวมีเป้าหมายที่ชัดเจน ต่อให้พบเจอสมุนไพรวิเศษระดับสูง เขาก็มิได้หยุดเก็บเกี่ยว ทำเพียงเดินผ่านไปราวกับมองไม่เห็น
ทว่าเหตุใดเมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้ เขากลับเปลี่ยนท่าทีจากที่ไม่เคยสนใจสิ่งใด กลายเป็นพุ่งตรงดิ่งไปยังดงวัชพืชที่มุมถ้ำ หนำซ้ำยามนี้ยังไปนั่งยองๆ อยู่เบื้องหน้าดงวัชพืช ราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์สิ่งใดอยู่อย่างนั้นแหละ
หรือว่าที่ตรงนั้นจะมีสมุนไพรวิเศษล้ำค่าซุกซ่อนอยู่
เนื่องจากเขาตั้งใจมองอย่างจริงจัง เฉียนโซ่วจึงมิกล้าเข้าไปรบกวน
เหวินเฉียวลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ปล่อยวางความกังวล
เพราะต่อให้ยามนี้นางจะเป็นเพียงต้นกล้าต้นน้อยที่ทั้งอ่อนแอ น่าสงสาร และไร้ที่พึ่ง ไม่อาจขยับเขยื้อนหรือเปล่งเสียงใดๆ ได้ อยากจะทำสิ่งใดก็ไร้หนทาง ดังนั้นการมัวแต่มานั่งกลัดกลุ้มกังวลใจไปก็ไร้ประโยชน์
เมื่อคิดตกแล้ว เหวินเฉียวจึงมีกะจิตกะใจมาสังเกตหนิงอวี้โจว ทว่าเมื่อมองดูแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะชะงักงันไป
หนิงอวี้โจวอยู่ใกล้ชิดนางมาก ยามนี้สีหน้าของเขาเรียบเฉย ใบหน้าหล่อเหลานั้นไร้ซึ่งความอ่อนโยนละมุนละไมที่เหวินเฉียวคุ้นเคย กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและไร้เยื่อใย
หนิงอวี้โจวในความทรงจำของนางนั้น เป็นบุรุษที่อ่อนโยนสง่างาม สูงส่งและเอาใจใส่ ให้ความรู้สึกดั่งลมวสันต์พัดโชย คุณธรรมอันดีงามทั้งปวงของบุรุษในโลกหล้าล้วนสามารถนำมาประดับไว้บนตัวเขาได้ ในใจของนาง เขาคือท่านพี่ที่แสนดีและเอาใจใส่ที่สุด
แม้ว่าในช่วงเวลาที่อยู่ในหุบเขาล่าสัตว์หลินไถ นางจะได้ประจักษ์แล้วว่าหนิงอวี้โจวมิใช่คนไร้ค่าดั่งที่ผู้คนในโลกหล้ารับรู้ เขาซ่อนเร้นความสามารถ สติปัญญาเฉียบแหลม ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็มิได้ขัดแย้งกัน ในใจของนาง เขายังคงเป็นบุรุษที่ประเสริฐยิ่งนัก
มิใช่ดั่งเช่นในยามนี้ สีหน้าของเขาดูแปลกตาจนทำให้นางลังเลใจ อดสงสัยมิได้ว่าแท้จริงแล้วคนผู้นี้ใช่หนิงอวี้โจวหรือไม่
ขณะที่เหวินเฉียวกำลังคลางแคลงใจอยู่นั้น หนิงอวี้โจวก็ยื่นมือมาทางนาง ปลายนิ้วลูบไล้ผ่านใบไม้ของนาง
เหวินเฉียวมิอาจควบคุมใบไม้ของตนมิให้สั่นระริกได้ ทั้งต้นสะท้านไปหมด
วัชพืชที่นี่มีออกถมเถไป เหตุใดเขาถึงเจาะจงลูบคลำแต่นางเล่า หรือว่าร่างอสูรของนางจะเป็นสมุนไพรวิเศษล้ำค่าจริงๆ จนทำให้เขามองเพียงปราดเดียวก็จดจำได้
เมื่อนึกถึงตอนที่หนิงอวี้โจวมองเพียงปราดเดียวก็สามารถจดจำดอกจู้เหยียนที่เพิ่งผุดขึ้นพ้นดินได้ เหวินเฉียวก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยเช่นนั้น
หนิงอวี้โจวมองดูต้นกล้าต้นน้อยที่ใบไม้กำลังสั่นระริกอยู่ใต้ฝ่ามือของตนอย่างเงียบงัน จู่ๆ เขาก็หยิบเสียมหยกด้ามหนึ่งออกมาจากถุงจักรวาล
ใบไม้ของเหวินเฉียวสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม นางเบิกตากว้างมองเขาด้วยความตื่นตะลึง
หนิงอวี้โจวสามารถใช้งานถุงจักรวาลได้!
นั่นเป็นสิ่งของที่ผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ปุถุชนที่ไร้ซึ่งพลังปราณวิญญาณย่อมไม่มีทางเปิดถุงจักรวาลได้ และย่อมไม่มีทางใช้งานได้เช่นกัน
หนิงอวี้โจวมิใช่ปุถุชนที่บำเพ็ญเพียรไม่ได้หรอกหรือ
เขากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรไปแล้วหรือนี่!
ด้วยความตกตะลึงกับเรื่องที่หนิงอวี้โจวกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างกะทันหัน กว่าเหวินเฉียวจะดึงสติกลับมาได้ ก็พบว่าหนิงอวี้โจวกำลังใช้เสียมหยกด้ามนั่นขุดร่างของนางอยู่
ก่อนหน้านี้อุตส่าห์รอดพ้นจากการถูกกลุ่มของเหวินเสียนขุดไปเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นสมุนไพรวิเศษมาได้ ยามนี้กลับกลายเป็นว่าท่านพี่ของนางเองนี่แหละที่จะขุดนางไปราวกับเป็นสมุนไพรวิเศษ
เหวินเฉียวรู้สึกไม่ดีไปทั้งต้นเลยทีเดียว
ผู้ที่รู้สึกไม่ดีเช่นเดียวกันก็คือกระต่ายอสูรที่หลบซ่อนตัวอยู่
ยามนี้กระต่ายอสูรบาดเจ็บสาหัส ไม่เหมาะที่จะลงมือต่อสู้ ทว่าเมื่อเห็นต้นกล้าต้นน้อยที่มันเฝ้าพิทักษ์กำลังจะถูกคนขุดไป ในที่สุดมันก็อดรนทนไม่ไหว กระโจนพรวดออกมาจากที่ซ่อน
เหวินเฉียวคุ้นเคยกับกลิ่นอายของกระต่ายอสูรเป็นอย่างดี
ก็แน่ล่ะสิ ถูกมันเลียมาตั้งไม่รู้กี่หน
ยามที่กระต่ายอสูรกระโจนออกมา นางก็รับรู้ได้ในทันที พลันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา ด้วยเกรงว่ากระต่ายอสูรจะลอบทำร้ายหนิงอวี้โจว ลำต้นสั่นสะท้านไปทั้งต้น หวังจะเตือนให้เขาระวังตัว
กระต่ายอสูรพุ่งเข้าโจมตีหนิงอวี้โจวด้วยความเร็วสูง
ทว่าด้วยอาการบาดเจ็บ ความเร็วของมันจึงลดทอนลงไปจากยามที่แข็งแกร่งที่สุดเล็กน้อย เพียงชั่วพริบตาก็ถูกเฉียนโซ่วที่คอยระแวดระวังอยู่ด้านข้างสกัดเอาไว้ได้
เฉียนโซ่วชักกระบี่ฟาดฟันเงาสีขาวที่พุ่งเข้าหาหนิงอวี้โจวจนกระเด็นออกไป รอจนกระทั่งเงาสีขาวนั้นกระแทกเข้ากับผนังถ้ำและร่วงหล่นลงมา เมื่อมองเห็นรูปลักษณ์ของมันชัดเจน เขาก็ถึงกับชะงักงันไป
กระต่ายอสูรตัวหนึ่งหรือนี่
กระต่ายอสูรเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำในดินแดนผู้บำเพ็ญเพียร สายเลือดต่ำต้อย ไร้ซึ่งพลังโจมตีที่น่าเกรงขาม ต่อให้ได้รับการบำรุงด้วยสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดิน สายเลือดก็ไม่อาจยกระดับขึ้นไปได้มากนัก ผู้บำเพ็ญเพียรจึงมักจะไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา
ทว่ากระต่ายอสูรตัวนี้...
เฉียนโซ่วสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของกระต่ายอสูร ดวงตาสีแดงฉานที่อาบย้อมไปด้วยเลือดจ้องมองพวกเขาด้วยความเย็นชาเยียบเย็น สัญชาตญาณเตือนให้เขารับรู้ถึงอันตราย โชคดีที่ยามนี้มันได้รับบาดเจ็บสาหัส พละกำลังจึงลดทอนลงไปมาก พลังโจมตีจึงไม่เพียงพอ
ทว่าเฉียนโซ่วก็ยังไม่คลายความระแวดระวัง เขายกกระบี่ขึ้นขวางไว้เบื้องหน้า เพื่อป้องกันมิให้กระต่ายอสูรลอบโจมตีอีก
เมื่อกระต่ายอสูรตระหนักว่าตนสู้เฉียนโซ่วไม่ได้ แต่ต้นกล้าต้นน้อยที่มันเฝ้าพิทักษ์กลับถูกคนขุดไป มันก็โกรธจนกระทืบเท้า แผดเสียงขู่ฟ่อๆ อย่างดุร้ายใส่หนิงอวี้โจว
หนิงอวี้โจวมิได้สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ ขุดต้นกล้าต้นน้อยขึ้นมาพร้อมกับดินอย่างระมัดระวัง แล้วนำไปปลูกลงในกระถางหยกขาว
เหวินเฉียวมองหนิงอวี้โจวสลับกับกระต่ายอสูรที่ยอมเสี่ยงชีวิตกระโดดออกมาเพื่อนาง พลันรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอย่างประหลาด
สัตว์อสูรคู่บารมีตัวนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยมยิ่งนัก
หลังจากย้ายต้นกล้าต้นน้อยลงกระถางเสร็จสิ้น หนิงอวี้โจวก็หยัดกายลุกขึ้น ทอดสายตามองกระต่ายอสูรที่กำลังเต้นเร่าๆ ด้วยความเย็นชา
จากนั้นเขาก็พลิกฝ่ามือ หยิบขวดยาออกมาขวดหนึ่ง เทโอสถวิเศษขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาหนึ่งเม็ด กลิ่นหอมของโอสถพลันลอยตลบอบอวลไปในอากาศ
กระต่ายอสูรที่กำลังเกรี้ยวกราดพลันชะงักงัน ดวงตาสีแดงฉานจดจ้องไปยังโอสถวิเศษในมือของหนิงอวี้โจว ปากสามแฉกเผยออ้าเล็กน้อย น้ำลายไหลยืดเป็นทาง ภาพนั้นทำเอาเหวินเฉียวแทบทนดูไม่ได้
กระต่ายอสูรตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ด้านหนึ่งคือต้นกล้าต้นน้อยของมัน อีกด้านหนึ่งคือโอสถวิเศษที่กลิ่นหอมหวนชวนลิ้มลอง มันควรจะเลือกสิ่งใดดี
หนิงอวี้โจวคลี่ยิ้มบาง พลิกฝ่ามือเก็บโอสถวิเศษกลับคืนไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าจำเจ้าได้ ยามที่อยู่บนเขาวงกตเบื้องบน ก็เป็นเจ้านี่แหละที่ทำร้ายอาฉั่ว”
กระต่ายอสูรจ้องมองเขา ดวงตาสีแดงฉานดูใสซื่อบริสุทธิ์ ทำทีราวกับฟังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาเอ่ย
“ถุงจักรวาลของอาฉั่วอยู่ที่ใด” หนิงอวี้โจวซักไซ้
กระต่ายอสูรยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาใสซื่อและน่าสงสาร
หนิงอวี้โจวมิได้หวั่นไหว เอ่ยเนิบนาบว่า “ประสาทสัมผัสการดมกลิ่นของข้าพิเศษกว่าผู้คนทั่วไปตั้งแต่กำเนิด ยามที่ก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ข้าก็ได้กลิ่นโอสถวิเศษที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ ซึ่งเป็นโอสถที่นักหลอมโอสถสกุลหนิงหลอมขึ้นมามิมีผิดเพี้ยน”
เมื่อเฉียนโซ่วได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดก็กระจ่างแจ้ง
ที่แท้ผู้เป็นนายก็ได้กลิ่นโอสถวิเศษ จึงตามมาจนถึงที่นี่ ส่วนพฤกษาวิเศษที่หนิงอวี้โจวเพิ่งจะย้ายลงกระถางไปนั้น คาดว่าคงจะเป็นสมุนไพรวิเศษบางชนิด อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งคอยพิทักษ์รักษาอยู่ ย่อมต้องเป็นสมุนไพรวิเศษระดับสูงอย่างแน่นอน
กระต่ายอสูรเริ่มลุกลี้ลุกลน ยามนี้มันได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจสู้รบปรบมือกับผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ได้ นอกเหนือจากต้นกล้าต้นน้อยจะถูกแย่งชิงไปแล้ว ยังต้องส่งมอบโอสถวิเศษที่ซุกซ่อนไว้ออกมาอีกอย่างนั้นหรือ
น่าเสียดายที่สถานการณ์บีบบังคับ ต่อให้กระต่ายอสูรจะไม่ยินยอม ทว่าเมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย มันก็ทำได้เพียงลากถุงจักรวาลที่ตนซ่อนไว้ออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
เพียงปราดเดียว เฉียนโซ่วก็จำได้ว่านี่คือถุงจักรวาลของเหวินเฉียว
เช่นนี้แล้ว เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้งว่า สัตว์อสูรที่ชิงร่างของเหวินเฉียวไปในวันนั้น ก็คือกระต่ายอสูรตัวนี้นี่เอง
ในยามนั้นกระต่ายอสูรยังไม่ได้รับบาดเจ็บ ความเร็วของมันจึงว่องไวปานสายฟ้าแลบ ภายใต้ความเร็วระดับนั้น เฉียนโซ่วจึงมองเห็นเพียงเงาเลือนรางว่าเป็นสัตว์อสูรที่ดูคล้ายกระต่าย จึงมิกล้ายืนยัน
ท้ายที่สุดแล้ว ในคัมภีร์ภาพสัตว์อสูรของทวีปเซิ่งอู่ ก็ไม่มีบันทึกไว้ว่าสัตว์อสูรประเภทกระต่ายจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ถึงขั้นสามารถฉกชิงร่างไร้วิญญาณไปต่อหน้าต่อตาเขาได้
ถุงจักรวาลเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด เมื่อผู้เป็นเจ้าของสิ้นชีพไป อาคมที่ผนึกไว้จึงคลายออก สภาพภายนอกจึงดูสกปรกมอมแมม
เฉียนโซ่วหยิบถุงจักรวาลใบนั้นมา ท่ามกลางสายตาอันอาลัยอาวรณ์ของกระต่ายอสูร แล้วนำไปมอบให้หนิงอวี้โจว
หนิงอวี้โจวมิได้รังเกียจความสกปรกของมัน เขารับมาวางไว้บนฝ่ามือ ทอดสายตามองมันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา สายตานั้นทำเอาเหวินเฉียวถึงกับงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไป
เนิ่นนานผ่านไป หนิงอวี้โจวก็เก็บถุงจักรวาลลงไป จ้องมองสัตว์อสูรตัวนั้นด้วยรังสีอำมหิตที่ไม่คิดจะปิดบัง
สัตว์อสูรตัวนี้ลอบทำร้ายอาฉั่ว ซ้ำยังเป็นต้นเหตุทางอ้อมที่ทำให้อาฉั่วต้องจบชีวิตลง เขาจะปล่อยมันไปได้อย่างไร
กระต่ายอสูรส่งเสียงร้อง ‘กรู๊ว’ ออกมา หูกระต่ายตั้งชัน ร่างขนปุยเกร็งเขม็ง รังสีอำมหิตของหนิงอวี้โจวทำให้มันเตรียมพร้อมรับมือโดยสัญชาตญาณ
เหวินเฉียวก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตนั้นเช่นกัน นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าบุรุษที่แสนจะอ่อนโยนผู้นี้จะแผ่รังสีอำมหิตออกมาได้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะสังหารกระต่ายตัวนี้จริงๆ
อย่างไรเสียกระต่ายอสูรตัวนี้ก็เฝ้าพิทักษ์นางมาหลายวัน ขับไล่สัตว์อสูรที่หมายจะช่วงชิงตัวนางไปได้ตั้งมากมาย ไม่ยอมให้นางได้รับอันตรายแม้แต่น้อย เหวินเฉียวจึงไม่อยากให้หนิงอวี้โจวสังหารมัน
เหวินเฉียวรีบสะบัดใบไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่สนแล้วว่าจะต้องปกปิดตัวตนหรือไม่ ยามนี้ปรารถนาเพียงจะดึงดูดความสนใจของหนิงอวี้โจวให้ได้เป็นพอ
โชคดีที่ความพยายามของนางไม่สูญเปล่า หนิงอวี้โจวก้มหน้าลงมามองนางจริงๆ
เหวินเฉียวสะบัดใบไม้ใส่เขาอีกครา
หนิงอวี้โจวมองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ยื่นปลายนิ้วออกไปลูบไล้ใบไม้อันบอบบางนั้นแผ่วเบา ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเฉียนโซ่ว
“พวกเราไปกันเถิด!”
นี่แปลว่าจะไม่ฆ่ากระต่ายแล้วหรือ
เฉียนโซ่วประหลาดใจเล็กน้อย มิรู้ว่าเหตุใดหนิงอวี้โจวถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน อย่างไรเสียกระต่ายอสูรตัวนี้ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เหวินเฉียวต้องจบชีวิตลง ทั้งยังชิงร่างของนางไป และยึดครองถุงจักรวาลของนางอีก ไม่ว่าข้อหาใดก็สมควรตายทั้งสิ้น
ทว่าเขาก็มิได้ซักไซ้ให้มากความ เพียงแค่เดินตามหนิงอวี้โจวจากไป