- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 4 ครึ่งปีศาจ
บทที่ 4 ครึ่งปีศาจ
บทที่ 4 ครึ่งปีศาจ
ยามเช้าตรู่ เหลียนเยวี่ยผลักประตูเดินเข้ามา กำลังจะเอ่ยเรียกเหวินเฉียวให้ตื่นนอน ทว่ากลับพบว่าบนเตียงว่างเปล่า ภายใต้ผ้าห่มนั้นเย็นเฉียบ
เหลียนเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย คิดว่าคุณหนูของตนคงจะตื่นแต่เช้าตรู่ระหว่างที่นางไปเตรียมอาหารเช้าที่ห้องครัว เรื่องเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน นางจึงเดินออกไปตามหา
เรือนจี๋สุ่ยมิได้ใหญ่โตนัก แม้จะปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ทว่าก็ยังดูเก่าซอมซ่ออยู่บ้าง ด้วยฐานะในตระกูลเหวินของเหวินเฉียวไม่สู้ดีนัก หลายปีมานี้จึงไม่มีผู้ใดใส่ใจ ย่อมไม่มีคนมาบูรณะซ่อมแซม
ต้นไม้ใบหญ้าในเรือนยิ่งเติบโตตามมีตามเกิด ทว่าวันนี้กลับดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
เหลียนเยวี่ยเดินผ่านลานเรือน ข้ามผ่านประตูประดับบุปผา กระทั่งมาถึงป่าไผ่แห่งหนึ่ง
เรือนจี๋สุ่ยตั้งอยู่ ณ มุมหนึ่งทางทิศตะวันออกของจวนตระกูลเหวิน ติดกับป่าไผ่ธรรมดาที่อุดมไปด้วยเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อน หลังจากเดินฝ่าดงไผ่ที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ในที่สุดเหลียนเยวี่ยก็พบคนที่ตามหาอยู่ลึกเข้าไปในป่า
เด็กสาวในชุดนอนสีขาวนวลยืนอยู่เบื้องลึกของป่าไผ่ท่ามกลางแสงรำไรยามรุ่งอรุณ สายลมที่พัดผ่านดงไผ่พัดพาชายกระโปรงให้พลิ้วไหว เผยให้เห็นเรือนร่างผอมบางบอบบาง ราวกับจะปลิวหายไปพร้อมกับสายลม
เหลียนเยวี่ยรีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหา เอ่ยถามเสียงหลง “คุณหนู เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ น้ำค้างยามเช้าลงหนัก หากท่านล้มป่วยไปอีกจะทำเช่นไร”
กล่าวจบ นางก็คว้ามือผู้เป็นนายมาจับไว้โดยไม่รอให้เอ่ยปาก ทว่ากลับพบว่ามือนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เหลียนเยวี่ยสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ “ท่านออกมาตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ เหตุใดจึงไม่สวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อย”
เหวินเฉียวมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางหลุบตาลง ปล่อยให้สาวใช้ลากตัวนางกลับเรือนจี๋สุ่ยด้วยความร้อนรน
เมื่อพากลับมาถึงเรือนจี๋สุ่ย เหลียนเยวี่ยก็รีบไปตักน้ำอุ่นมาปรนนิบัตินางล้างหน้าบ้วนปาก พร้อมกับผลัดเปลี่ยนชุดนอนอันบางเบาบนร่างออก
แม้กฎระเบียบประเพณีของแคว้นตงหลิงจะมิได้เข้มงวดนัก ทว่าการที่สตรีสาวแส้สวมชุดนอนเดินเตร็ดเตร่อยู่นอกห้องนอนก็ดูไม่เหมาะสมอยู่ดี โชคดีที่ป่าไผ่แห่งนั้นตามปกติไม่มีผู้ใดแวะเวียนไป หาไม่แล้วคงได้ถูกครหาเป็นแน่
ครึ่งเค่อให้หลัง เหวินเฉียวเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านและอบอุ่น นางหดกายคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ไท่ซือตัวใหญ่ สองมือประคองชามน้ำแกงร้อนพลางจิบอย่างเชื่องช้า ดวงตาหลุบต่ำลงเล็กน้อย แพขนตายาวงอนหนาทึบปกคลุมนัยน์ตาสีดำขลับอันเย็นชาไปกว่าครึ่ง
เหลียนเยวี่ยหอบเสื้อผ้าที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนออกไป จู่ๆ นางก็ปรายตามองลานเรือนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม พลางกะพริบตาปริบๆ
ยามที่ยกอาหารเช้าเข้ามา เหลียนเยวี่ยก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณหนู วันนี้ต้นไม้ดอกไม้ในเรือนเติบโตได้ดีเสียจริงเจ้าค่ะ ต้นท้อเฒ่าต้นนั้นถึงกับออกดอกแล้วเชียว”
เหวินเฉียวยังคงนั่งนิ่งสงบ จิบโจ๊กอย่างเชื่องช้าโดยมิได้ปริปาก
เหลียนเยวี่ยเป็นเพียงคนธรรมดา ย่อมไม่ประสีประสาเรื่องการบำเพ็ญเพียร นอกจากการค้นพบว่าต้นไม้ใบหญ้าในเรือนพากันเจริญงอกงามตามอำเภอใจในชั่วข้ามคืนแล้ว นางก็มิได้รู้สึกถึงความผิดปกติอันใดอีก รำพึงรำพันอยู่สองสามประโยคก็เลิกใส่ใจ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เหลียนเยวี่ยคิดว่าเหวินเฉียวจะหามุมสงบเพื่อนั่งอ่านหนังสือเหมือนเช่นเคย ทว่าอีกฝ่ายกลับลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องไป
“ข้าจะพักผ่อนสักหน่อย” เหวินเฉียวสั่งการ “หากไม่มีธุระอันใดก็อย่าเข้ามา”
เหลียนเยวี่ยขานรับ นางเข้าใจว่าวันนี้ผู้เป็นนายตื่นเช้าเกินไปจนอ่อนเพลียและต้องการนอนพักผ่อน จึงมิได้เข้าไปรบกวน
ในขณะเดียวกันก็ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามารบกวนเช่นกัน
ยามที่เหวินเสียนพาบรรดาคุณหนูสายรองของตระกูลเหวินมาเยือน ก็ถูกเหลียนเยวี่ยขวางทางไว้ด้านนอก
เหวินเสียนมีชื่อเสียงเลื่องลือในตระกูลเหวินว่าเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและสติปัญญา เป็นคนดีศรีตระกูลผู้มีชื่อเสียงด้านความรักใคร่ปรองดองกับพี่น้องและมีเมตตาต่อบ่าวไพร่ แม้ในใจจะโกรธเกรี้ยวที่สาวใช้ผู้นี้บังอาจขวางทาง ทว่านางก็ไม่แสดงอาการปั้นยากออกมาให้เห็น
“พี่สามล้มป่วยอีกแล้วหรือ” เหวินเสียนปั้นหน้าอมทุกข์ “ข้าได้ยินมาว่าพี่สามมีร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร ป่วยไข้อยู่เป็นนิจ ในหนึ่งเดือนก็แทบไม่ได้ไปลานประลองยุทธ์สักกี่ครั้ง ข้าไม่ได้พบพี่สามมาเนิ่นนาน วันนี้ประจวบเหมาะได้หยุดพัก จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนนางสักหน่อย”
แม้เหลียนเยวี่ยจะหวาดหวั่นผู้ฝึกยุทธ์อยู่บ้าง ทว่าในใจของนางกลับมีความดื้อดึงอันแรงกล้า ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณหนูของนาง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต นางก็ไม่ยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว
เฉกเช่นในยามนี้
แม้ผู้คนทั้งจวนตระกูลเหวินจะต่างยกย่องว่าคุณหนูห้าผู้นี้เป็นคนดีมีเมตตา ทว่าที่ผ่านมานางก็ไม่เคยย่างกรายมาที่เรือนจี๋สุ่ยเลยสักครั้ง วันนี้กลับถ่อมาหาถึงที่ ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ถึงสาเหตุ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่จักรพรรดิเฉิงเฮ่าจู่ๆ ก็มีพระราชโองการพระราชทานสมรส
เหลียนเยวี่ยกระจ่างแจ้งในใจ ย่อมหวงแหนมิยอมให้ผู้ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโผล่หัวมาที่เรือนจี๋สุ่ยเข้าไปรบกวนการพักผ่อนของคุณหนูของตนเป็นแน่
“เมื่อคืนคุณหนูนอนหลับไม่สนิท ตอนนี้ยังคงพักผ่อนอยู่เจ้าค่ะ” กล่าวพลางนางก็แสร้งทำสีหน้าอมทุกข์ “ยาของคุณหนูเพิ่งส่งมาถึงเมื่อวาน ด้วยมิได้กินยาให้ทันท่วงที คุณหนูจึงล้มป่วยมาหลายวันแล้วเจ้าค่ะ”
เหวินเสียนได้ฟังดังนั้น ในใจก็ลอบยินดี
ผู้ที่กุมอำนาจจัดการดูแลจวนตระกูลเหวินคือฮูหยินรอง หากเป็นเมื่อก่อน บ่าวไพร่จะแอบยักยอกยาของคุณหนูที่ไม่เป็นที่โปรดปรานสักคนก็แล้วไปเถิด ทว่าบัดนี้เหวินเฉียวมีสัญญาหมั้นหมายกับองค์ชายเจ็ด ฐานะย่อมไม่ธรรมดา การที่บ่าวไพร่บังอาจยักยอกยาเช่นนี้ มิเท่ากับเป็นการบ่งบอกว่าฮูหยินรองหย่อนยานในการปกครองหรอกหรือ ย่อมต้องส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสายรองที่สองเป็นแน่
เหวินเสียนขบคิดพลิกแพลงอยู่ในใจนับพันตลบ ทว่าเบื้องหน้ากลับยังคงกำชับด้วยความห่วงใย “หากพี่สามตื่นแล้ว ฝากบอกนางด้วยว่าวันหลังข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
“บ่าวจะเรียนให้ทราบเจ้าค่ะ”
เหวินเสียนปรายตามองเรือนจี๋สุ่ยที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา มีเพียงแมกไม้และกอหญ้าที่เติบโตอย่างบ้าคลั่งในลานเรือนเท่านั้นที่แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตอันเปี่ยมล้น นางลอบคิดในใจว่า แม้ปราณวิญญาณในสถานที่แห่งนี้จะเบาบาง ทว่าต้นไม้ดอกไม้และวัชพืชเหล่านี้กลับเจริญงอกงามเสียยิ่งกว่าที่อื่นนัก
ภายในห้องหับ เหวินเฉียวมิได้พักผ่อนแต่อย่างใด
นางนั่งสมาธิอยู่บนเตียง รับรู้ความเคลื่อนไหวในลานเรือนได้อย่างกระจ่างแจ้ง ราวกับเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่ข้างหู
นางลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายวูบหนึ่ง นางเหลือบมองต้นไม้ใบหญ้าที่เติบโตอย่างบ้าคลั่งนอกหน้าต่าง ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างฉับพลัน
เพียงแค่ขยับความคิด ต้นกล้าเล็กๆ สูงไม่ถึงหนึ่งชุ่นก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือขาวผ่อง รากและลำต้นสีขาวนวลราวกับต้นหอม มีเพียงใบสีเขียวมรกตสองใบ ดูบอบบางอ่อนแอราวกับจะหักสะบั้นได้ทุกเมื่อ
เหวินเฉียวจดจ้องต้นกล้าอ่อนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดเนื้อในฝ่ามือ พลางจมดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์ความคิด
เมื่อคืนนี้นางคิดว่าตนเองมองเห็นจันทร์สีเลือด ความเจ็บปวดเสียดแทงลึกถึงกระดูก ในยามที่สติเลือนรางคิดว่าตนเองคงไม่อาจผ่านพ้นไปได้ จู่ๆ พลังปราณวิญญาณฟ้าดินก็แปรปรวนครั้งใหญ่ ถาโถมเข้าสู่ร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายของนางก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผลัดเปลี่ยนกระดูกอย่างเงียบงัน
รากกระดูกของเผ่ามนุษย์ถูกแปรสภาพอย่างลับๆ กลับกลายเป็นการก่อกำเนิดกระดูกปีศาจขึ้นมา
ซ้ำยังเป็นกระดูกของครึ่งปีศาจอีกด้วย
ในใจเหวินเฉียวรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง ทว่าเพียงไม่นานนางก็ตั้งสติได้
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดร่างกายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทว่าจากความทรงจำกระท่อนกระแท่นที่ผุดขึ้นมาในหัวก็ทำให้นางรับรู้ได้ว่า เมื่อคืนนี้นางได้ปลุกพลังตื่นขึ้นมาในฐานะครึ่งปีศาจ และได้รับความทรงจำสืบทอดที่เว้าแหว่งของครึ่งปีศาจมา
อาจเป็นเพราะร่างกายของนางอ่อนแอจนเกินไป ต่อให้ปลุกพลังครึ่งปีศาจได้สำเร็จ ความทรงจำที่สืบทอดมาก็ยังคงขาดๆ หายๆ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่ากระดูกปีศาจที่ตนสืบทอดมาคือสิ่งใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต้นกล้าอ่อนในฝ่ามือเลยว่ามันคือตัวประหลาดอันใดกันแน่
เหวินเฉียวรู้สึกว่านางจำต้องใช้เวลาสักพักเพื่อเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเอง
เนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย เวลาที่จะใช้ฝึกฝนวิทยายุทธ์จึงมีไม่มากนัก ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ นางจึงมักจะชอบนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรา ตำนาน นิทานพื้นบ้าน ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ตลอดจนเคล็ดวิชาและวิทยายุทธ์พื้นฐาน นางล้วนเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แม้จะไม่เคยออกเดินทางไกล ทว่าวิสัยทัศน์ความรู้กลับกว้างไกลไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
เท่าที่นางรู้ บนโลกใบนี้มีผู้สืบทอดสายเลือดวิเศษอยู่จริง ต่อให้มีสายเลือดนั้นเพียงน้อยนิด หากสามารถปลุกสายเลือดขึ้นมาได้ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการบำเพ็ญเพียร
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เมื่อคืน คือการที่นางปลุกสายเลือดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
และสายเลือดนี้ก็คือสายเลือดวิเศษของเผ่าพันธุ์ปีศาจ
บิดามารดาของนางล้วนเป็นเผ่ามนุษย์ ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าลูกหลานตระกูลเหวินมีสายเลือดวิเศษอันใดแอบแฝงอยู่ จึงทำได้เพียงสืบสาวกลับไปยังฝั่งมารดาเท่านั้น
มารดาของเหวินเฉียวแซ่หมิ่น นามว่าหมิ่นซู่ตี๋
หมิ่นซู่ตี๋เป็นเด็กกำพร้า ด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นจึงถูกตระกูลเหวินรับเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก เติบโตมาเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์กับเหวินป๋อชิง ทั้งสองมีใจให้กัน จึงได้ตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
เมื่อเทียบกับตระกูลเหวินแล้ว เบื้องหลังฝั่งมารดานั้นยากจะสืบสาวราวเรื่องยิ่งกว่า ได้ยินมาว่าแม้แต่มารดาของนางเองก็ยังไม่ล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดของตนเลย
เหวินเฉียวจึงจำใจต้องละทิ้งความคิดนี้ไปชั่วคราว
นางจดจ้องต้นกล้าเล็กๆ ในฝ่ามืออยู่นานสองนาน เพียงแค่ขยับความคิด ต้นกล้าน้อยก็เลือนหายไปจากฝ่ามือ
จากนั้นนางก็ลองตรวจดูสภาพร่างกายตนเองอีกครั้ง ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะแค่นยิ้มขื่น
ต่อให้ปลุกพลังครึ่งปีศาจสำเร็จ ก็ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บอยู่ดี ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ร่างกายครึ่งปีศาจนี้ยังคงไม่อาจรักษาอาการป่วยของนางให้หายขาดได้
เหวินเฉียวทอดถอนใจแผ่วเบา เพียงไม่นานก็เก็บงำความผิดหวังในใจลงไป การได้มาถือเป็นวาสนา แม้ไม่ได้มาก็ถือว่าเป็นชะตากรรม บนโลกใบนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจบีบบังคับเรียกร้องได้
สภาพจิตใจของเหวินเฉียวนับว่ามั่นคงยิ่งนัก หลังจากปัดเป่าความสงสัยเรื่องสายเลือดทิ้งไป นางก็เริ่มค้นคว้าขุมพลังที่ตื่นขึ้นมาของตน
ตั้งแต่รุ่งสางจวบจนย่ำค่ำ หากมิใช่เพราะเหลียนเยวี่ยเป็นห่วงว่าการไม่กินไม่ดื่มจะส่งผลเสียต่อร่างกาย คาดว่านางคงจะนั่งงมค้นคว้าต่อไปไม่หยุดหย่อนเป็นแน่
การค้นคว้าเช่นนี้ ทำให้นางค้นพบความแตกต่างบางอย่างขึ้นมาจริงๆ
ยกตัวอย่างเช่น นางสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของพืชพรรณรอบกายได้ แม้ว่าพวกมันจะยังไม่ก่อกำเนิดจิตวิญญาณ ทว่านางก็สามารถรับรู้ถึงความต้องการของพวกมันได้จากการตอบสนองง่ายๆ
เหวินเฉียวใช้เวลาเช่นนี้ไปหลายวัน ทำการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดก็สามารถควบคุมพลังที่ตื่นขึ้นมาได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
กล่าวโดยสรุปก็คือ นางสามารถสื่อสารกับพืชพรรณ เข้าใจความต้องการของพวกมัน และรับรู้ข้อมูลจากพวกมันได้ ทักษะความสามารถเช่นนี้ หากนำไปใช้เพาะปลูกพืชปราณวิญญาณย่อมเหมาะสมที่สุด หากนางผันตัวไปเป็นผู้เพาะปลูกวิญญาณ ย่อมต้องได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเกินคาดเป็นแน่
เหลียนเยวี่ยนั่งยองๆ อยู่ในลานเรือน มองดูแมกไม้บุปผาที่ยิ่งโตยิ่งดกหนาด้วยความกลัดกลุ้มใจ
“ช่วงนี้เหตุใดจึงเติบโตเร็วปานนี้ คงไม่ดึงดูดแมลงหรอกนะ”
แม้จะกังวลใจ ทว่าเหลียนเยวี่ยก็ยังคงไปหยิบจอบและกรรไกรมาถอนหญ้า ตัดแต่งกิ่งใบที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำยังเด็ดดอกไม้ที่บานสะพรั่งงดงามที่สุดมาสองสามกิ่ง ปักลงในแจกันหยกขาวบนโต๊ะหนังสือ
เหวินเฉียวปรายตามองสาวใช้ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน ก่อนจะแอบสูบซับปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ที่พืชพรรณตอบแทนกลับมาให้นาง
และแล้ว แมกไม้ที่เติบโตอย่างบ้าคลั่งก็ไม่แสดงท่าทีวิปริตผิดมนุษย์มนาอีกต่อไป
แม้ต้นไม้ใบหญ้าในเรือนจี๋สุ่ยจะเป็นเพียงพืชพรรณธรรมดา ทว่าขอเพียงเป็นพืชที่มีชีวิต ย่อมต้องเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต การที่พวกมันเจริญงอกงามอย่างบ้าคลั่งเพราะเหวินเฉียว ย่อมต้องตอบแทนด้วยการมอบปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้คืนแก่นางด้วยเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงพืชธรรมดาสามัญ หากเป็นพืชปราณวิญญาณเล่า ไม่รู้ว่าปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้ที่สะท้อนกลับมาจะเป็นเช่นไร
เหวินเฉียวครุ่นคิด พลางตัดสินใจว่าวันหน้าจะหาพืชปราณวิญญาณมาลองปลูกดูสักหน่อย