- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเล่นเกมสยองขวัญ ทำไมระบบถึงบังคับให้ผมเป็นเจ้าสาว
- บทที่ 44 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 44 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 44 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 44 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทั้งสองคน เขายกภาพวาดนั้นขึ้นมาวางเทียบกับภาพวาดในห้องของตัวเอง
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อนำภาพทั้งสองมาวางเทียบกัน ภาพวาดจากโถงทางเดินดูเงางามโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ภาพวาดในห้องกลับดูหมองหม่นกว่า
ความแตกต่างนี้จริงๆ แล้วพอมองเผินๆ ก็เห็นได้ชัดเจนมาก แต่เนื่องจากภาพวาดพวกนี้มันอันตรายเกินไป จึงไม่เคยมีใครกล้าจ้องมองมันอย่างละเอียดเลยสักคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมานั่งสังเกตความแตกต่างของมันเลย
หลีเสียนเอาภาพวาดกลับไปแขวนไว้ที่โถงทางเดินตามเดิม ส่วนซ่งชิงจางกับเหลียงเพ่ยก็เข้าใจความหมายของการกระทำเมื่อครู่นี้ของหลีเสียนทะลุปรุโปร่งแล้ว
"สรุปก็คือ วิธีที่จะหยุดไม่ให้ภาพวาดชูนิ้วเพิ่มขึ้น ก็คือการทาน้ำยาเคลือบเงาลงไปสินะ?"
เหลียงเพ่ยตั้งข้อสงสัย "แต่ว่าตอนที่คนแรกตายในวันแรก ภาพวาดในโถงทางเดินมันก็ชูนิ้วขึ้นมาเหมือนกันนี่?"
"นั่นน่าจะเป็นกฎสองข้อที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันน่ะ"
"การจ้องตาภาพวาดนานเกินไปจะทำให้มันชูนิ้วครบห้านิ้วอย่างรวดเร็ว และทำให้ตายทันที ส่วนการไม่ยอมทาน้ำยาเคลือบเงาลงบนภาพ จำนวนนิ้วมือก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเองเรื่อยๆ"
หลีเสียนอธิบายไปพลางเปิดฝาขวดไปพลาง เขาใช้แปรงจุ่มน้ำยาเคลือบเงาแล้วทาลงบนภาพวาด
สวบ สวบ
เสียงนี้ หลีเสียนจำได้แม่นว่าตัวเองเคยได้ยินมาก่อน
ในคืนแรก เสียงรองเท้าส้นสูงของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านดังสลับกับความเงียบไปตามโถงทางเดิน และตอนที่เธอเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของเขา มันก็มีเสียงประมาณนี้ดังแว่วมาให้ได้ยิน
หลีเสียนค่อยๆ ทาน้ำยาเคลือบเงาลงบนภาพวาดอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ส่งแปรงให้กับเหลียงเพ่ย
อีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจทาน้ำยาลงบนภาพวาดในห้องของตัวเองตามวิธีของหลีเสียน
ซ่งชิงจางเองก็ทำตามเช่นเดียวกัน
กว่าจะจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี ทั้งสามคนเดินมาที่โต๊ะอาหาร ก็พบว่ามีคนหายไปหนึ่งคน
"อี้จิ่งล่ะ? เขาหายไปไหน?"
ที่เหลียงเพ่ยถามแบบนี้ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง แต่เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะแอบไปสร้างเรื่องอะไรอีกต่างหาก
เจียงเหยียนเองก็ขมวดคิ้ว "ไม่รู้สิ... วันนี้มีใครเห็นเขาบ้างไหมล่ะ?"
ทุกคนต่างก็พากันส่ายหน้า จู่ๆ ผู้ชายที่เรียกตัวเองว่า "จางซาน" กลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน "ถูกคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านฆ่าตายไปแล้วมั้ง"
เจียงเหยียนขึ้นเสียงสูงปรี๊ด "เกิดอะไรขึ้น? นายเห็นงั้นเหรอ?"
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว คล้ายกับรำคาญท่าทีตกอกตกใจเกินเหตุของเธอ "เดาเอาน่ะ"
พูดจบ เขาก็หันไปมองหลีเสียนพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ "นายเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?"
เมื่อเห็นว่าหลีเสียนไม่ยอมตอบ ชายหนุ่มจึงพูดต่อหน้าตาเฉย "กรอบรูปก็แขวนอยู่ดีๆ ที่ห้องจัดแสดงชั้นสอง พอพวกเราหยิบไปใช้กันหมด ตอนนี้ก็เลยไม่เหลือเลยสักอัน คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านลองคิดดูแป๊บเดียวก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนคาบข่าวเรื่องนี้มาบอก"
"แปลว่านายตั้งใจจะปล่อยให้เขาตายตั้งแต่แรกแล้วสินะ... อ้อ ฉันไม่ได้กำลังจะกล่าวหานายหรอกนะ"
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาทิ่มแทงของหลีเสียน ชายหนุ่มก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นทำท่าทางยอมแพ้
"ฉันก็แค่อยากรู้ว่า ศพของเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็เท่านั้นเอง"
.
ตกดึก หลีเสียนนอนอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดถึงประโยคที่ชายหนุ่มพูดเอาไว้
มันจริงอย่างที่เขาพูด พวกเขาหาศพของอี้จิ่งไม่เจอเลยสักที่
หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าไปตรวจดูในห้องของอี้จิ่งมาแล้ว ข้างในไม่มีใครอยู่ และภาพวาดก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
ชั้นสองก็โล่งเตียน ไม่มีที่ให้ซ่อนศพได้เลย
ชั้นหนึ่งพวกเขาก็ตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว สภาพก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม
ส่วนชั้นสี่... ก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่คนอื่นเล่ามา อี้จิ่งหายตัวไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะขึ้นไปบนชั้นสี่เสียอีก
ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ศพจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ?
หลีเสียนไม่แน่ใจว่าการมานั่งคิดเรื่องนี้มันจะมีประโยชน์อะไรไหม แต่เขากลับมีความรู้สึกตงิดๆ ว่า ในคฤหาสน์หลังนี้จะต้องมีซอกหลืบไหนสักแห่งที่เขายังเข้าไม่ถึงซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
คุณผู้หญิงบอกว่าจะจัดงานนิทรรศการภาพวาด แถมยังป่าวประกาศกับใครต่อใครว่าตัวเองเป็นจิตรกร... ถ้าอย่างนั้น เธอไปนั่ง "วาดภาพ" อยู่ที่ไหนกันล่ะ?
ก่อนหน้านี้ หลีเสียนทึกทักเอาเองว่าสถานที่นั้นจะต้องเป็นชั้นสี่ คุณผู้หญิงอาศัยอยู่ที่นั่น และก็ "วาดภาพ" อยู่ที่นั่นด้วย แต่พอได้ขึ้นไปเห็นกับตา ชั้นสี่กลับเป็นเพียงแค่ห้องใต้หลังคาที่ถูกปล่อยทิ้งร้างเท่านั้น
แล้วสรุปว่าเธอพักอยู่ที่ไหนกันแน่?
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ อีกครั้ง
คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านมาแล้วเหรอ? เธอมาทำอะไรป่านนี้?
เสียงฝีเท้านั้นดังรัวและเร็วกว่าปกติ มันเดินขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว เสียงนั้นเดี๋ยวดังใกล้เดี๋ยวดังไกล ราวกับกำลังเดินวนเวียนไปมาอยู่ในโถงทางเดินอย่างสับสนอลหม่าน
"ตึกตึกตึก"
เสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าประตูห้องไป
หลีเสียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที
นี่ไม่ใช่เสียงรองเท้าส้นสูงของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านนี่!
เสียงฝีเท้านี้แตกต่างจากเสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นจนเกิดเสียงดังกังวานใสอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับฟังดูเหมือนเสียงของคนที่เดินเท้าเปล่าบนพื้นมากกว่า
"ตึกตึกตึก"
เสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าประตูไปอีกครั้ง แล้วก็เดินย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนนั้นทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจหลีเสียนเริ่มปั่นป่วนไปด้วย
ความเคลื่อนไหวหน้าห้องยังคงไม่หยุดลง มันยังคงเดินวนเวียนไปมาอยู่ในโถงทางเดินอย่างไม่ลดละ จังหวะที่หลีเสียนกำลังเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่นอกประตู...
"กุกกัก"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากข้างลำตัวของเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เสียงฝีเท้าหน้าห้องหยุดชะงักลงทันที ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินตรงดิ่งมาที่ห้องของหลีเสียน ราวกับว่ามันค้นพบเป้าหมายแล้ว
"กุกกัก กุกกัก"
เสียงที่ดังอยู่ข้างหูก็ไม่ได้หยุดลงเช่นกัน แถมมันยังดังถี่รัวและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก
หลีเสียนรีบพลิกตัวลงจากเตียง แล้วเปิดลิ้นชักตู้ข้างเตียงตามทิศทางของเสียงทันที เขาเห็นภาพวาดหนังมนุษย์ที่ตอนแรกนอนนิ่งสงบอยู่ในตู้ จู่ๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงรีบหยิบภาพวาดออกมากอดเอาไว้แนบอก และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็มาหยุดลงที่หน้าประตูห้องของหลีเสียนพอดี
หลีเสียนกอดภาพวาดทั้งสองบานเอาไว้แน่น ทว่ามันกลับสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แรงสั่นของมันมหาศาลมากจนแทบจะดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของหลีเสียนให้ได้!
หลีเสียนทุ่มสุดตัวเพื่อกดทับภาพวาดในอ้อมกอดเอาไว้ เขาถึงขั้นรู้สึกได้ว่าผืนผ้าใบที่มีผิวสัมผัสเหมือนหนังมนุษย์มันกำลังดิ้นกระเพื่อมขยับไปมาอยู่บนแขนของเขา...
บรรยากาศรอบด้านตกอยู่ในความเงียบงัน สิ่งที่อยู่ข้างนอกประตูกำลังเฝ้ารอให้เหยื่อส่งเสียงร้องออกมาอย่างใจเย็น เพื่อที่จะได้ลงมือปลิดชีพในคราวเดียว
ระหว่างที่กำลังยื้อยุดกันอยู่นั้น จู่ๆ แรงสั่นสะเทือนของภาพวาดก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ฝ่ามือของหลีเสียนลื่นหลุด ภาพวาดบานหนึ่งกำลังจะร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น—
"โครม!"
เสียงของหล่นกระแทกพื้นดังลั่น เสียงฝีเท้าหน้าประตูหันขวับเปลี่ยนทิศทาง แล้วพุ่งพรวดไปตามเสียงนั้นทันที
มือของหลีเสียนคว้าขอบกรอบรูปเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้มันไม่ตกลงไปกระแทกพื้น
ข้อความคอมเมนต์แห่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไปพร้อมๆ กับหลีเสียน
[ใจหายใจคว่ำหมดเลย เกือบจะโดนจับได้แล้วเชียว] [ไอ้ตัวที่อยู่หน้าห้องมันคือตัวอะไรกันแน่ ทำไมจู่ๆ ภาพวาดหนังมนุษย์ถึงขยับได้อีกล่ะ? ดันเจี้ยนดำเนินมาตั้งนานแล้ว ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีอันตรายใหม่โผล่มาอีกเนี่ย?] [ดันเจี้ยนนี้มันระดับ C จริงดิ? ทำไมฉันรู้สึกว่าความยากมันแทบจะเทียบเท่าดันเจี้ยนในโซนระดับสูงได้เลยเนี่ย?] [พวกผู้เล่นใหม่ก็ไม่ได้มีไอเทมเอาตัวรอดตุนเอาไว้เยอะเหมือนพวกเราซะด้วย... ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายจะรอดชีวิตกันไปได้กี่คน]
หลีเสียนเก็บภาพวาดหนังมนุษย์ทั้งสองบานกลับมา โชคดีที่พอกลุ่มก้อนปริศนาหน้าห้องเดินจากไป พวกมันก็หยุดสั่น หลีเสียนจึงเอามันไปห่อไว้ในผ้าห่มให้มิดชิด จากนั้นเขาก็เดินไปที่ประตู แล้วแง้มเปิดออกดูรอยแยกเล็กๆ
ท่ามกลางความมืดมิด เหมือนจะมีคนกำลังคลานหมอบอยู่บนพื้น
ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง หลีเสียนเพ่งสายตามองอย่างละเอียด ก็เห็นว่าร่างนั้นกำลังยกแขนขึ้น พยายามจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู
เมื่อผู้หญิงคนนั้นขยับตัว หลีเสียนก็มองเห็นใบหน้าด้านข้างของเธอได้อย่างชัดเจน
[จบแล้ว]