เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 - น้ำยาเคลือบเงา

บทที่ 43 - น้ำยาเคลือบเงา

บทที่ 43 - น้ำยาเคลือบเงา


บทที่ 43 - น้ำยาเคลือบเงา

หลีเสียนขมวดคิ้ว ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามรอยสลักนั้น ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่มุมโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

บนนั้นมีข้อความอีกบรรทัดหนึ่งถูกสลักเอาไว้เช่นกัน

"ฉันคือตู้ลี่ ฉันคือตู้ลี่ ฉันคือตู้ลี่..."

ข้อความบรรทัดนี้ถูกสลักซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง รอยสลักเริ่มตื้นขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่เขียนซ้ำ จนสุดท้ายก็ถูกทับด้วยคราบเลือดสีแดงคล้ำ

"ตู้ลี่..."

หลีเสียนพึมพำชื่อนี้ออกมาเบาๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อนี้ปรากฏขึ้น ถึงแม้คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านจะเรียกตัวเองว่า "ตู้ลี่" มาตลอด แต่ภาพวาดที่เธอชอบไปยืนชื่นชมทุกบ่ายกลับลงชื่อเอาไว้ว่า "ตู้ซา"

สองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันยังไง? แล้วข้อความบรรทัดนี้ใช่ฝีมือของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเป็นคนสลักไว้หรือเปล่า?

"ตรงนี้มีหนังสือพิมพ์ด้วย!"

เสียงของเหลียงเพ่ยที่อยู่อีกฝั่งของห้องขัดจังหวะความคิดของหลีเสียน

หลีเสียนเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นเหลียงเพ่ยหยิบหนังสือพิมพ์ออกมาจากลิ้นชัก

ถึงเหลียงเพ่ยจะบอกว่ามันคือหนังสือพิมพ์ "หนึ่งฉบับ" แต่จริงๆ แล้วมันคือเศษหนังสือพิมพ์ที่ถูกฉีกจนขาดวิ่น มันถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเต็มไปหมด ทั้งสองคนต้องใช้เวลาสักพักในการปะติดปะต่อเศษกระดาษพวกนั้นเข้าด้วยกัน ถึงจะเริ่มอ่านเนื้อหาบนนั้นได้

"วันที่ 9 กันยายน ปี 1998 ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก"

"ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือคุณผู้หญิงแซ่ตู้ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับทางออกในขณะเกิดเหตุ แต่เนื่องจากเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง ใบหน้าและร่างกายของคุณตู้จึงถูกไฟคลอกเป็นบริเวณกว้าง ญาติของเธอรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลด้วยความโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก พวกเขากล่าวว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคุณตู้ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้น..."

บนหนังสือพิมพ์ยังมีข่าวอื่นๆ และโฆษณาอีกสองสามชิ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นัก พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพื้นที่ข่าวไฟไหม้กินพื้นที่ไปเกือบหมด พาดหัวข่าวตัวอักษรสีดำขนาดใหญ่ถูกตีพิมพ์หราอยู่ตรงกลางหน้ากระดาษอย่างสะดุดตา

ทั้งสองคนจดจำข้อมูลสำคัญเหล่านี้เอาไว้ เหลียงเพ่ยเก็บหนังสือพิมพ์กลับเข้าไปในลิ้นชักตามเดิม แล้วเริ่มค้นหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์ภายในห้องต่อไป

ทว่าหลังจากนั้นไม่ว่าทั้งสองคนจะรื้อค้นยังไง ก็หาของที่มีประโยชน์ไม่เจออีกเลย ภายในห้องเต็มไปด้วยเสื้อผ้า หมอน และแม้กระทั่งผ้าปูที่นอนที่ถูกโยนทิ้งไว้ระเกะระกะ นอกจากของพวกนี้แล้วก็เหมือนจะไม่มีอะไรอื่นอีก

ยิ่งใช้เวลาอยู่ในนี้นานเท่าไหร่ ใจของเหลียงเพ่ยก็ยิ่งเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ มากขึ้นเท่านั้น จังหวะที่เขากำลังคิดจะถอดใจ หลีเสียนก็ค้นเจอของบางอย่างจากมุมใต้เตียงเข้าพอดี

มันคือขวดใสๆ ใบหนึ่ง ภายในบรรจุของเหลวไร้สีเอาไว้ ฉลากที่ติดอยู่ด้านบนเริ่มลอกล่อน ตัวขวดก็มีฝุ่นเกาะอยู่หนาเตอะ ดูเหมือนว่ามันจะถูกลืมทิ้งไว้ตรงนี้ แม้แต่เจ้าของห้องเองก็คงไม่เคยสังเกตเห็นมันเลยด้วยซ้ำ

หลีเสียนพยายามจะเพ่งมองตัวหนังสือบนฉลาก แต่ถูกเหลียงเพ่ยขัดขึ้นมาก่อน "เวลาเหลือน้อยแล้ว พวกเรารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ"

หลีเสียนจึงเก็บขวดนั้นซ่อนไว้ในเสื้อ แล้วพาเดินออกจากห้องไป

ทั้งสองคนปิดประตูลูกกรงเหล็กทางขึ้นชั้นสี่ เพิ่งจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังแว่วมาให้ได้ยิน

คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านโผล่ขึ้นมาที่ชั้นสามเป็นครั้งแรก แล้วมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาทั้งสองคน

ถึงแม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้พูดอะไร แถมบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มตามมารยาทประดับอยู่ แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับแตกต่างไปจากทุกที

เหลียงเพ่ยสะท้านเฮือกด้วยความหนาวเหน็บ เขาเอ่ยถามคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านอย่างระมัดระวัง

"ค คุณผู้หญิงขึ้นมาทำไมเหรอครับ?"

"ฉันขึ้นมาดูว่ามีหนูสกปรกตัวไหน แอบฉวยโอกาสตอนที่ฉันไม่อยู่ แอบย่องเข้าไปในที่ที่พวกมันไม่ควรจะไปหรือเปล่าน่ะสิ..."

ดวงตาของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านจ้องเขม็งไปที่หลีเสียน สายตาคู่นั้นเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นและบ้าคลั่งที่ปิดไม่มิด

"ทำไมต้องเอามือไพล่หลังไว้ด้วยล่ะ? หรือว่าแอบหยิบของอะไร... ที่ให้ใครเห็นไม่ได้มา!"

คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านพุ่งเข้าไปกระชากแขนของหลีเสียน แล้วบิดแขนที่เขาซ่อนไว้ด้านหลังให้มาโผล่ตรงหน้าอย่างแรง!

หลีเสียนไม่ทันตั้งตัว ร่างกายถูกกระชากจนเซถลา ทว่าฝ่ามือที่ถูกบังคับให้แบออกตรงหน้าคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านนั้น...

กลับว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านหรี่ตาลง เธอก้าวเท้าเดินวนรอบตัวหลีเสียนอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วแตะไล้ไปตามเอวและกระเป๋าเสื้อของเขาเป็นระยะๆ

ทว่าก็ยังคงหาอะไรไม่เจออยู่ดี

เธอเปลี่ยนเป้าหมายหันไปมองเหลียงเพ่ยแทน

เหลียงเพ่ยกลืนน้ำลายลงคอ สัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านที่เดินวนอยู่รอบตัวเขาด้วยความตื่นตระหนก

แต่สุดท้ายก็ไม่เจออะไรอยู่ดี

รอยยิ้มมุมปากของคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเริ่มกระตุก เธอฝืนรักษาท่าทีสง่างามเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น "ขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ ดูเหมือนฉันจะเข้าใจแขกทั้งสองท่านผิดไป"

"ไม่เป็นไรครับ"

หลีเสียนตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง

สุดท้ายคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านก็ทำได้เพียงตวัดสายตามองหลีเสียนด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไป

เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอเดินจากไปไกลแล้ว หลีเสียนก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วยื่นมือลอดเข้าไปในซี่กรงเหล็ก

เขาหยิบขวดของเหลวขวดนั้นออกมาจากมุมด้านหลังกรงเหล็ก

[เชี่ย เมื่อกี้ลุ้นระทึกสุดๆ] [ตอนที่คุณผู้หญิงเดินวนรอบตัวสตรีมเมอร์ แค่เธอหันหน้าไปมองนิดเดียวก็ต้องเห็นขวดที่วางอยู่ตรงมุมกำแพงแล้วแท้ๆ] [โชคดีนะที่เธอเอาแต่จดจ่ออยู่กับตัวคน สายตาก็เลยไม่ได้เหลือบไปมองหลังกรงเหล็กเลย]

ความจริงเมื่อกี้หลีเสียนเองก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่สถานการณ์มันฉุกเฉิน เขาทำได้แค่ต้องซ่อนขวดไว้ตรงนั้น พอเห็นว่าความไม่แตกถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องของหลีเสียน เพื่อเตรียมจะจัดระเบียบเบาะแสที่ได้มา

เหลียงเพ่ยประหลาดใจมากที่เห็นซ่งชิงจางรออยู่ในห้อง

ซ่งชิงจางเอ่ยทักทายทั้งสองคน "ไม่เป็นไรกันใช่ไหมครับ?"

หลีเสียน "ไม่เป็นไร นายเจออะไรบ้างไหม?"

ซ่งชิงจางพยักหน้า พลางล้วงเอาแปรงทาสีอันเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

เหลียงเพ่ยยืนงงเป็นไก่ตาแตกมาตั้งแต่เดินเข้าห้องแล้ว "นี่มัน... นายไปหามาจากไหนน่ะ?"

"พี่หลีบอกว่าวันนี้เขามีธุระให้ผมตามไปด้วยไม่ได้ ก็เลยสั่งให้ผมหาจังหวะปลดภาพวาดบนผนังชั้นนี้ลงมาดูทีละภาพ เพื่อดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังหรือเปล่า แปรงอันนี้ผมก็เจออยู่หลังภาพวาดภาพหนึ่งนั่นแหละครับ"

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหลีเสียนจะไปทำอะไร แต่ซ่งชิงจางก็รับปากทำตามคำสั่งแต่โดยดี หลีเสียนยังกำชับเขาเป็นพิเศษด้วยว่าตอนปลดภาพลงมาห้ามมองตาคนในภาพเด็ดขาด

"นายก็เลยยอมทำตามงั้นเหรอ?" เหลียงเพ่ยอ้าปากค้าง

ภาพพวกนั้นมันเคยฆ่าคนมาแล้วนะ อย่าว่าแต่ไปขยับมันเลย คนปกติแค่ให้มองยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำมั้ง?

ซ่งชิงจางพยักหน้า "พี่หลีบอกว่า เมื่อคืนเขาเคยปลดภาพวาดลงมาแล้ว แถมยังทำตกพื้นด้วยซ้ำ ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ครับ"

เหลียงเพ่ย "..."

หรือว่าเขาจะเป็นคนขี้ขลาดเกินไปกันแน่นะ?

"สรุปว่าพวกนายไปไหนมา..." ซ่งชิงจางถามยังไม่ทันจบ ก็เหลือบไปเห็นขวดในมือหลีเสียนเสียก่อน เขาจึงโพล่งถามออกมา "พี่ไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหนครับ? นี่มันน้ำยาเคลือบเงาภาพวาดไม่ใช่เหรอ?"

หลีเสียนชะงักไป "นายรู้ด้วยเหรอว่านี่คืออะไร?"

ซ่งชิงจางรับขวดมาจากมือหลีเสียน แล้วเพ่งมองฉลากที่หลุดลอกบนนั้นอย่างละเอียด "ไม่ผิดแน่ครับ มันคือน้ำยาเคลือบเงา"

เหลียงเพ่ย "น้ำยาเคลือบเงามันคืออะไรเหรอ?"

"มันก็คือของเหลวชนิดหนึ่งที่เอาไว้ทาเคลือบลงบนภาพวาดสีน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้สีเสื่อมสภาพและกันฝุ่นเกาะ... แถมยังช่วยให้ภาพวาดดูเงางามขึ้นด้วยครับ"

หลีเสียนเหมือนจะจับเบาะแสอะไรบางอย่างได้ เขาหยิบแปรงในมือซ่งชิงจางมา แล้วใช้นิ้วแตะลงบนขนแปรงเบาๆ ของเหลวใสบางๆ ชั้นหนึ่งติดหนึบอยู่บนปลายนิ้วของเขา

"แล้วไอนี่ล่ะ? มันคือน้ำยาเคลือบเงาเหมือนกันไหม?"

หลีเสียนยื่นปลายนิ้วไปตรงหน้าซ่งชิงจาง อีกฝ่ายใช้นิ้วถูของเหลวที่ติดอยู่บนนิ้วหลีเสียน ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นจะต้องทำแบบนี้เลย

"แฮ่ม พี่ส่งแปรงมาให้ผมดูตรงๆ เลยก็ได้ครับ"

ซ่งชิงจางรับแปรงมา แล้วเอาไปเทียบกับของเหลวในขวด ก่อนจะยืนยันอย่างมั่นใจ "ใช่เลยครับ"

"แต่มันมีประโยชน์อะไรล่ะ?" เหลียงเพ่ยตั้งข้อสงสัย

ตอนนี้หลีเสียนได้คำตอบในใจแล้ว เขาเดินออกไปปลดภาพวาดที่โถงทางเดินลงมาภาพหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว แล้วถือมันกลับเข้ามาในห้อง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 43 - น้ำยาเคลือบเงา

คัดลอกลิงก์แล้ว