- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเล่นเกมสยองขวัญ ทำไมระบบถึงบังคับให้ผมเป็นเจ้าสาว
- บทที่ 40 - จับฉลาก
บทที่ 40 - จับฉลาก
บทที่ 40 - จับฉลาก
บทที่ 40 - จับฉลาก
"นี่... ไม่ได้นะ! พวกนายทำแบบนี้มันคือการฆ่าคนในดันเจี้ยน! จะต้องถูกลงโทษแน่!"
อี้จิ่งดิ้นรนด้วยความตื่นตระหนก ในห้องนั้นมีสัตว์ประหลาดหนังมนุษย์อยู่ ถ้าเขาถูกขังไว้ข้างในจะต้องตายแน่ๆ!
"อย่าไปฟังมันพูดมั่วซั่ว!" เจียงเหยียนเถียงกลับ "การฆ่าคนโดยตรงในดันเจี้ยนจะถูกลงโทษอย่างหนักก็จริง แต่การอาศัยช่องโหว่เพื่อฆ่าคนทางอ้อมมันไม่เป็นไรหรอก ถ้าแบบนี้ถือเป็นการฆ่าคน นายคงตายไปแปดร้อยรอบแล้วมั้ง!"
เมื่อเห็นว่าหมดหนทางจะหลบเลี่ยง อี้จิ่งจึงยอมคายความจริงออกมา
"ใช่! คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเป็นคนยื่นเงื่อนไขกับฉันเอง เธอบอกว่าแค่ปล่อยให้ใครสักคนทำลายภาพวาดในห้องก็พอ!"
หลีเสียน "ถ้างั้นตอนเริ่มเกมที่นายพาคนมาตั้งเยอะแยะก็เพื่อ..."
"ก็เพื่อช่วยฉันทดสอบเงื่อนไขการตายไงล่ะ ส่วนเรื่องที่คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านมาหาฉัน มันเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายจริงๆ"
เหลียงเพ่ยขมวดคิ้วแน่น "แปลว่าคนอื่นๆ นายก็เป็นคนฆ่าเหมือนกันงั้นสิ?"
"เปล่าเลย นอกจากเฝิงเทาแล้ว การตายของคนอื่นไม่เกี่ยวอะไรกับฉันทั้งนั้น เป็นเพราะพวกมันไร้น้ำยาเองต่างหาก"
"แก..."
เหลียงเพ่ยไม่เชื่อ เขาเงื้อหมัดเตรียมจะชกหน้าอี้จิ่ง แต่ถูกหลีเสียนคว้าแขนห้ามไว้กลางอากาศเสียก่อน
"ที่เขาพูดน่าจะเป็นความจริงนะ"
อี้จิ่งมองหลีเสียนด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายพูดต่อว่า
"แต่ถ้าเกิดฉันบังเอิญ 'ตายเพราะอุบัติเหตุ' ขึ้นมา คำพูดเมื่อกี้ก็จะกลายเป็นคำโกหกทันที"
"ทำไมนายถึงต้องผลักฉันตอนอยู่ในห้องของเฝิงเทาด้วย?"
"นายรู้ตัวจริงๆ ด้วยสินะ" อี้จิ่งไม่ได้ดูแปลกใจอะไร "ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดจะพุ่งเป้าไปที่นายหรอก"
"แต่คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านยื่นเงื่อนไขมาให้อีกข้อ เธอบอกว่าต้องทำให้นายตายด้วย... แต่นายดันระวังตัวแจเกินไป ฉันก็เลยใจร้อน แล้วก็ลงมือหยาบไปหน่อยน่ะ"
น้ำเสียงของอี้จิ่งแฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย
ถ้าหลีเสียนตายไป คนที่เหลืออยู่ก็คงไม่สามารถสร้างความวุ่นวายอะไรได้ และตัวเขาเองก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้
"คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านอยากจะฆ่าฉันงั้นเหรอ ทำไมล่ะ?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีอาจจะหมั่นไส้ที่นายหน้าตาดีเกินไปมั้ง"
อี้จิ่งโยนคำตอบนี้กลับไปให้หลีเสียนด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถาง
[อะไรนะ? บอสในดันเจี้ยนถึงกับเจาะจงตัวผู้เล่นเลยเหรอ? มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอเนี่ย?] [ถึงว่าล่ะ ทำไมอี้จิ่งถึงอยากจะฆ่าหลีเสียนให้ตายนาย ที่แท้ก็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง] [ดันเจี้ยนที่แล้วก็เหมือนจะพุ่งเป้าไปที่สตรีมเมอร์ ทำไมดันเจี้ยนนี้ก็เป็นแบบนี้อีกล่ะ?] [สมกับเป็นพี่หลีของฉัน ได้ยินแบบนี้แล้วสียังไม่เปลี่ยนเลย ถ้าเป็นคนอื่นคงสติแตกไปตั้งนานแล้ว] [ถามสิ่งที่ควรจะถามไปหมดแล้ว รีบเอาไอ้อี้จิ่งไปขังไว้ในห้องเถอะ คนแบบนี้เก็บไว้ไม่ได้หรอก ความตายมาเยือนถึงตัวแล้วยังจะมีหน้ามาพูดจาถากถางคนอื่นอีก]
ทว่าหลีเสียนกลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย เขากลับส่งยิ้มแล้วพูดว่า
"นายรู้ไหม? คนที่ถูกหนังมนุษย์ฆ่าตายก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบเดียวกันกับมัน ป่านนี้พวกมันคงเพิ่มจำนวนเป็นสี่ตัวแล้วล่ะมั้ง ถึงคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านจะช่วยนายเอาไว้ แต่เธอก็ไม่ได้กะจะปล่อยให้นายรอดชีวิตไปได้หรอกนะ"
อี้จิ่งเป็นคนฉลาด ไม่ต้องรอให้หลีเสียนอธิบายให้มากความ เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือความจริง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในบัดดล
เจียงเหยียนยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ ซ่งชิงจางจึงต้องอธิบายรายละเอียดให้เธอฟังอีกรอบ พอฟังจบ เธอก็ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความหวาดกลัวตัวสั่นเทา "เป็นไปได้ยังไงกัน..."
ทว่า "คุณจาง" ที่ยืนอยู่ข้างๆ และได้ยินบทสนทนานี้ทั้งหมดเช่นกัน กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมาเลย
อี้จิ่งจ้องมองพื้นนิ่งไม่ไหวติง เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามหน้าผากหยดลงสู่พื้น ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"พูดมาเถอะ นายอยากให้ฉันทำอะไร?"
หลีเสียน "นายไปหาคุณผู้หญิงเจ้าของบ้าน ทำเป็นว่าเพิ่งรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง แล้วถามหาคำอธิบายจากเธอซะ"
[!!!] [จริงด้วย! ยังมีวิธีนี้อยู่นี่นา!] [ถึงว่าสิ ทำไมสตรีมเมอร์ถึงพูดจาดีกับไอ้เวรนี่นักหนา ที่แท้ก็เพราะมันยังมีประโยชน์อยู่นี่เอง!] [จะว่าไป นี่น่าจะเป็นวิธีที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในตอนนี้แล้วนะ ในเมื่อตอนนี้พวกเราไม่มีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับหนังมนุษย์เลย แถมเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที ทำได้แค่ต้องง้างปากถามจากคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเท่านั้นแหละ]
อี้จิ่งเงียบไป
"คิดอะไรอยู่ล่ะ? ตอนนี้นายไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนะ"
"ไปถาม นายอาจจะตาย แต่ถ้าไม่ไปถาม นายตายแน่ๆ"
ในที่สุดอี้จิ่งก็จำใจต้องตอบตกลง
ซ่งชิงจางกับเหลียงเพ่ยปล่อยมือที่ล็อกตัวเขาเอาไว้ออก อี้จิ่งสูดปากร้องซี้ด ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าแขนทั้งสองข้างของเขาชาจนไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว
เขาเดินโซซัดโซเซลงไปที่ชั้นหนึ่ง
เวลานี้ตู้ลี่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้องโถงพอดี
ทุกคนแอบซุ่มดูการเจรจาของทั้งสองคนอยู่ไกลๆ ในมุมที่เธอมองไม่เห็น
อี้จิ่งพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทีเดือดดาล ทว่าคุณผู้หญิงตู้ลี่หันหลังให้พวกเขาอยู่ จึงไม่รู้ว่าตอนนี้เธอมีสีหน้าแบบไหน
ไม่กี่นาทีต่อมา อี้จิ่งก็เดินกลับมาหาทุกคน
เมื่อกลับขึ้นมาถึงชั้นสาม เจียงเหยียนก็รีบเอ่ยปากถามทันที "นายได้เรื่องอะไรมาบ้าง?!"
"เธอบอกวิธีต่อกรกับหนังมนุษย์มาให้ฉันแล้ว"
"อะไรนะ? รีบบอกมาสิ!"
สีหน้าของอี้จิ่งมืดครึ้มลง "แต่พวกนายต้องรับปากมาก่อนว่าจะไม่ปล่อยให้ฉันตาย"
"ไม่มีปัญหา"
หลีเสียนตอบตกลงอย่างง่ายดาย
"กรอบรูป เอากรอบรูปไปครอบหนังมนุษย์เอาไว้ แล้วมันก็จะถูกขังอยู่ข้างในนั้น"
"แต่พวกเราจะไปหา..." เจียงเหยียนพูดไปได้ครึ่งประโยคก็นึกคำตอบขึ้นมาได้ "กรอบรูปเปล่าที่แขวนอยู่ในห้องจัดแสดงไง!"
ทุกคนรีบวิ่งลงไปที่ชั้นสอง ปลดกรอบรูปที่แขวนอยู่บนผนังลงมาทีละอัน แล้วถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าทำไมอี้จิ่งถึงต้องยื่นเงื่อนไขว่า 'ห้ามปล่อยให้เขาตาย'
ตอนนี้มีคนรอดชีวิตอยู่ทั้งหมดหกคน แต่กรอบรูปกลับมีอยู่แค่ห้าอัน
อี้จิ่งกำกรอบรูปที่ตัวเองปลดลงมาไว้แน่น สายตาจ้องเขม็งไปที่หลีเสียน "ตกลงกันแล้วนะ นายจะมากลับคำไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นฉันจะไปบอกคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านว่าพวกนายรู้ความลับหมดแล้ว ทีนี้ก็อย่าหวังว่าใครจะมีชีวิตรอดไปได้เลย"
"น นี่มันจะทำยังไงดีล่ะ?"
ซ่งชิงจางถึงกับไปไม่เป็น
"หนังมนุษย์มีสี่ตัว กรอบรูปมีห้าอัน คนมีหกคน..."
ซ่งชิงจางรู้สึกปวดหัว เหมือนได้กลับไปนั่งเรียนเรื่องความน่าจะเป็นตอนมัธยมปลายยังไงอย่างงั้น
ถ้าเลือกคนคนหนึ่งให้ไม่ต้องถือกรอบรูป คนคนนั้นก็ยังคงมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ นั่นก็คือ...
หนึ่งในสาม
โอกาสมันน้อยเกินไป
ซ่งชิงจางรู้ตัวทันทีว่าความคิดของตัวเองมันผิด
ต่อให้โอกาสรอดจะสูงแค่ไหน ก็คงไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนหรอก
"งั้นเอากรอบรูปไปวางไว้ตรงกลางระหว่างประตูห้องสองห้องดีไหม?"
ซ่งชิงจางเสนอความคิด
"ไม่น่าจะได้นะ คงหยิบมาใช้ไม่ทันหรอก แล้วถ้าเกิดหนังมนุษย์มันโจมตีห้องที่อยู่ติดกันพร้อมกันล่ะจะทำยังไง?"
"นั่นสิ..."
บรรยากาศตกอยู่ในความตึงเครียดและหาข้อสรุปไม่ได้ ในที่สุดหลีเสียนก็เสนอวิธีแก้ปัญหาออกมา
"ก็ให้สองคนนอนห้องเดียวกันสิ"
เจียงเหยียน "แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วถือว่าผิดกฎขึ้นมาล่ะจะทำยังไง? แล้วจะให้ใครสองคนไปนอนห้องเดียวกันล่ะ?"
"ก็คงต้องทำแบบนี้แหละ ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะได้นอนห้องเดียวกัน ก็ใช้วิธีจับฉลากตัดสินก็แล้วกัน"
ทุกคนจำใจต้องยอมรับวิธีนี้ หลีเสียนจึงฉีกกระดาษออกมาหกใบ วาดสัญลักษณ์ลงบนกระดาษสองใบ จากนั้นก็ขยำเป็นก้อนกลมๆ แล้ววางไว้บนฝ่ามือ
"หยิบไปสิ อันสุดท้ายที่เหลือคือของฉัน"
ทุกคนทยอยกันหยิบก้อนกระดาษไป คนที่เปิดมาเจอแต่ความว่างเปล่าต่างก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
หลีเสียนคลี่ก้อนกระดาษออก บนกระดาษยับยู่ยี่มีรูปผีน้อยหน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ วาดเอาไว้
โดนแจ็กพอตจนได้
[เฮ้อ ดวงของสตรีมเมอร์นี่มันจะซวยเกินไปแล้วมั้งเนี่ย] [วินาทีที่เปิดกระดาษออกมาใจฉันร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย] [แต่ว่าเขาวาดรูปอะไรเนี่ย? รูปปั้นซานซิงตุยเหรอ?] [ซี้ด... ดูไม่ออกเลยจริงๆ ศิลปะนามธรรมสุดๆ]
หลีเสียนกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อตามหาผู้โชคดีอีกคนที่จับได้ฉลากคู่กับตัวเอง แต่กลับไม่เห็นใครมีสีหน้าเคร่งเครียดเลยสักคน
"ใครจับได้อีกล่ะ?"
หลีเสียนชูเศษกระดาษในมือขึ้น
"ฉันเอง"
หลีเสียนมองตามเสียง ก็เห็น "คุณจาง" ส่งยิ้มพลางยกมือขึ้น
[จบแล้ว]