- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเล่นเกมสยองขวัญ ทำไมระบบถึงบังคับให้ผมเป็นเจ้าสาว
- บทที่ 39 - ความแตก
บทที่ 39 - ความแตก
บทที่ 39 - ความแตก
บทที่ 39 - ความแตก
"แบบนี้มันไม่ค่อยดีมั้ง"
อี้จิ่งรีบพูดแทรกบทสนทนาขึ้นมาอย่างร้อนรน
"ในห้องพักมันต้องมีของใช้ส่วนตัวซ่อนอยู่บ้างแหละ แล้วในกลุ่มเราก็มีผู้หญิงอยู่ด้วย จะมาขอค้นก็ให้ค้นง่ายๆ ได้ยังไง? เจียงเหยียน เธอคิดว่าไงล่ะ?"
ผู้หญิงผมสั้นที่ชื่อเจียงเหยียนรู้สึกลังเลขึ้นมาจริงๆ เมื่อได้ยินเงื่อนไขนี้ การปล่อยให้คนอื่นเข้ามาค้นห้องของตัวเองมันก็ดูไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละ เกิดอีกฝ่ายคิดไม่ซื่อแอบสับเปลี่ยนหรือวางกับดักอะไรไว้ในห้องล่ะจะทำยังไง?
เมื่อหลีเสียนเห็นสีหน้าลังเลของเจียงเหยียนเขาก็อธิบายต่อ "ไม่ใช่การค้นแบบละเอียดทุกซอกทุกมุมหรอกครับ ผมแค่อยากจะไปยืนมองกวาดสายตาดูรอบๆ จากจุดที่สามารถมองเห็นห้องนอนได้ทั่วถึงก็พอ ระหว่างนั้นคุณสามารถยืนดูอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาได้เลย"
ข้อเรียกร้องนี้ฟังดูไม่ได้เกินเลยอะไร และก็แทบจะไม่มีโอกาสให้เล่นตุกติกได้เลย ท่าทีของเจียงเหยียนจึงเริ่มโอนอ่อนลง อี้จิ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เธอจะตอบตกลง
"แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเบาะแสที่นายได้มามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก? เกิดเป็นเรื่องโกหกขึ้นมาล่ะจะทำยังไง?"
"ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกนี่ครับ"
"ถ้างั้นอย่างน้อยนายก็ต้องบอกมาหน่อยสิว่าเบาะแสที่ได้มามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?"
หลีเสียนปรายตามองอี้จิ่งที่ตอนนี้ลืมรักษาภาพลักษณ์ "คนดี" และเริ่มหันมาเผชิญหน้ากับเขาอย่างเปิดเผย แล้วจึงเอ่ยปากตอบด้วยความยินดี
"เป็นเบาะแสเกี่ยวกับภาพวาดครับ"
"แต่..."
อี้จิ่งดูเหมือนยังอยากจะพูดอะไรบางอย่างต่อ ทว่าพอเจียงเหยียนได้ยินประโยคนี้เธอก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว "ตกลง ฉันยอมรับเงื่อนไข"
หลีเสียนพยักหน้า "แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ?"
ตอนนี้ฝ่ามือของอี้จิ่งเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาบางๆ เขาหันไปมองเหลียงเพ่ยพลางส่ายหน้าให้น้อยๆ เป็นเชิงห้ามปราบ
ทว่าเหลียงเพ่ยกลับหลบสายตาของเขา "ฉันยอมรับเงื่อนไขนี้"
แน่นอนว่าซ่งชิงจางต้องยืนอยู่ฝั่งหลีเสียนอยู่แล้ว แม้แต่ผู้ชายร่างสูงโปร่งที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรและไม่รู้แม้กระทั่งชื่อคนนั้นก็ยังพยักหน้า "ฉันยังไงก็ได้"
สถานการณ์ในตอนนี้กลายเป็นว่าเหลือเพียงอี้จิ่งคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ยอมรับข้อเสนอของหลีเสียน
"พี่จิ่ง ทุกคนเขาตกลงกันหมดแล้วนะ พี่มัวกังวลอะไรอยู่อีกเหรอ?"
เหลียงเพ่ยฉวยโอกาสนี้ผสมโรงทันที
ซ่งชิงจางก็เออออห่อหมกตาม "นั่นสิครับ ก็แค่ตรวจดูห้องเฉยๆ เอง หรือว่าในห้องของพี่จะมีของอะไรที่ให้ใครเห็นไม่ได้ซ่อนอยู่ล่ะ?"
อี้จิ่งฝืนยิ้มแหยๆ ออกมา และจำต้องยอมตกลงตามข้อเสนอของหลีเสียนอย่างเสียไม่ได้
ทุกคนเดินเกาะกลุ่มกันขึ้นไปที่ชั้นสาม หลีเสียนเข้าไปตรวจค้นห้องของทุกคนทีละห้อง
ถึงจะบอกว่าตรวจค้น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาเข้าไปดูก็มีแค่สิ่งเดียวเท่านั้น
ห้องของซ่งชิงจาง เจียงเหยียน เหลียงเพ่ย และ "คุณจาง" ไม่มีปัญหาอะไรเลย และเพื่อความยุติธรรม หลีเสียนก็เปิดประตูห้องของตัวเองให้คนอื่นๆ เข้ามาตรวจดูด้วยเช่นกัน
ไม่นานนัก การตรวจค้นก็ดำเนินมาถึงห้องสุดท้ายซึ่งก็คือห้องของอี้จิ่ง
"เปิดประตูเถอะครับ คุณอี้"
หลีเสียนยืนอยู่ข้างหลังเขาพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อี้จิ่งยืนเผชิญหน้ากับประตูห้อง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วใช้กุญแจไขปลดล็อกประตู
ทุกคนก้าวข้ามธรณีประตู ชะโงกหน้าเข้าไปมองสำรวจภายในห้อง
ทว่าภาพวาดที่แขวนอยู่ในห้องของเขานั้น กลับไม่มีนิ้วมือชูขึ้นมาเลยแม้แต่นิ้วเดียว
"น นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?" เจียงเหยียนหันไปซักไซ้อี้จิ่งด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "ทำไมภาพวาดของนายถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยล่ะ? นายรู้วิธีป้องกันไม่ให้นิ้วมือเพิ่มขึ้นตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่ยอมบอกพวกเรางั้นเหรอ?!"
[เชี่ย ภาพวาดของหมอนี่ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?!] [ฉันมัวแต่ดูมุมกล้องของสตรีมเมอร์มาตลอด ไม่ทันสังเกตเลยว่าไอ้หมอนี่มันแอบซ่อนความลับชิ้นโตเอาไว้!] [งั้นการที่สตรีมเมอร์ขอตรวจค้นห้อง ก็แสดงว่าเขามีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้วสิ? เขาไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไงเนี่ย?]
อี้จิ่งพ่นลมหายใจที่สูดเข้าไปก่อนเปิดประตูออกมายาวๆ
"ฉันอธิบายได้นะ"
เขาเหมือนเตรียมข้ออ้างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงรีบพ่นคำอธิบายออกมายาวเหยียดเป็นชุด
"ฉันบังเอิญไปรู้วิธีป้องกันไม่ให้ภาพวาดเพิ่มนิ้วมือมาน่ะ แต่วิธีนี้มันค่อนข้างพิเศษตรงที่มันสามารถใช้ได้แค่ทีละคนเท่านั้น ฉันก็เลยต้องปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อน ฉันก็แค่ทำไปเพื่อป้องกันตัว..."
"แล้วไอนี่ล่ะ? นี่ก็เพื่อป้องกันตัวเหมือนกันเหรอ?"
อี้จิ่งหันขวับกลับไปมองด้วยความตกใจ หลีเสียนฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังแก้ตัว แอบเข้าไปในห้องแล้วค้นเจอของบางอย่างเข้า!
ทุกคนชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้อง ก็เห็นหลีเสียนถือเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มองเนื้อหาไม่ชัดใบหนึ่งเอาไว้ในมือ และทันทีที่อี้จิ่งเห็นกระดาษแผ่นนั้น เขาก็พุ่งพรวดเข้าไปหาหลีเสียนเพื่อจะแย่งมันกลับมาทันที
เหลียงเพ่ยกับซ่งชิงจางสบตากัน พวกเขาเตรียมตัวรับมือไว้อยู่แล้วจึงพุ่งเข้าไปล็อกตัวอี้จิ่งเอาไว้ได้ทัน
อี้จิ่งดิ้นรนขัดขืนอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้า รู้สึกหน้ามืดตาลายไปหมด
เตี๊ยมกันมาแล้ว... ไอ้เด็กเหลียงเพ่ยมันแอบไปเตี๊ยมกับสองคนนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
ไม่สิ เขายังมีโอกาสอยู่ ยังมีอีกสองคนที่ไม่ได้เข้าข้างพวกมันเต็มร้อย...
อี้จิ่งตะโกนบอกเจียงเหยียนกับผู้ชายร่างสูงโปร่งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
"อย่าไปฟังมันนะ! กระดาษแผ่นนั้นมันเตรียมมาเอง... เพื่อจะใส่ร้ายฉัน!"
แต่คาดไม่ถึงว่าผู้ชายที่อ้างว่าตัวเองแซ่จางจะหัวเราะเยาะออกมา "นายนี่มันตลกดีนะ ปิดบังเบาะแสเรื่องภาพวาดเอาไว้แท้ๆ ยังจะกล้าบอกว่ากระดาษแผ่นนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองอีก หลอกผีหรือไง? บนนั้นเขียนว่าอะไรล่ะ?"
หลีเสียนอ่านข้อความบนเศษกระดาษออกมาอย่างชัดเจน "คืนนี้เที่ยงคืน มาพบฉันที่โถงทางเดิน"
พูดจบ เขาก็กางกระดาษแผ่นนั้นออกตรงหน้าอี้จิ่ง "ให้ผมเดานะ นี่คงเป็นข้อความที่คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเขียนให้นายใช่ไหม? นายไปทำข้อตกลงอะไรกับเธอไว้ล่ะ?"
"นายพูดอะไรของนาย? ฉันจะไปทำข้อตกลงกับผีในดันเจี้ยนได้ยังไง?!"
เมื่อเห็นว่าอี้จิ่งยังคงแถไม่เลิก หลีเสียนก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ สบตากับเขาในระดับเดียวกัน
"ตอนที่เจอกับคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเป็นครั้งแรกในวันแรก เธอส่งพวงกุญแจให้นายใช่ไหม? กระดาษแผ่นนี้น่าจะถูกส่งมาให้พร้อมกับกุญแจตอนนั้นแหละ เพราะแบบนั้นนายถึงไม่ได้แจกกุญแจให้ทุกคนทันที แต่แอบเก็บมันใส่กระเป๋าเอาไว้ก่อน"
"คำว่าเที่ยงคืนคืนนี้ ก็หมายถึงคืนแรกนั่นแหละ พอถึงเวลานั้นเสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินพอดี ทุกคนน่าจะได้ยินกันหมด แล้วนายก็ฉวยโอกาสตอนนั้นเปิดประตูออกไปทำข้อตกลงกับคุณผู้หญิงเจ้าของบ้าน"
เมื่อหลีเสียนสันนิษฐานออกมาเป็นฉากๆ ใบหน้าของอี้จิ่งก็ค่อยๆ ซีดเผือดลง
ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อย เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงและไม่กล้าสบตากับหลีเสียนอีก
"นายพูดถูก ฉันแอบไปคุยกับคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเป็นการส่วนตัวตอนกลางดึกจริงๆ"
"คุยอะไรกันล่ะ?"
"เธอบอกว่า เธอสามารถช่วยกำจัดอันตรายจากภาพวาดให้ฉันได้ แล้วเธอก็เดินเข้าไปในห้องของฉัน สั่งให้ฉันยืนรออยู่ข้างนอก... ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปทำอะไรกับภาพวาด ฉันเห็นแค่ลางๆ ว่าในมือเธอถือของที่มีลักษณะคล้ายกระป๋องเอาไว้... หลังจากนั้นภาพวาดในห้องของฉันก็ไม่มีอันตรายอะไรอีกเลย"
"หมายความว่า เธอไม่ได้เรียกร้องอะไรจากนายเลยงั้นเหรอ? แค่อยากจะช่วยนายเฉยๆ?"
"ทำไมล่ะ ไม่ได้หรือไง?"
มาถึงขั้นนี้แล้วอี้จิ่งก็ยังปากแข็ง หลีเสียนโกรธจัดจนเผลอหัวเราะออกมา "แล้วเธอหวังอะไรล่ะ? หวังในความหล่อของนายงั้นเหรอ?"
[ถึงจะเป็นแค่ประโยคด่าทอธรรมดา แต่พอหลุดออกมาจากปากของสตรีมเมอร์ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามันเป็นการดูถูกเหยียดหยามขั้นสุดเลยล่ะเนี่ย] [ถ้าคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเลือกช่วยคนจากหน้าตาจริงๆ เรื่องนี้ก็คงไม่ตกถึงมืออี้จิ่งหรอก] [ขำว่ะ พวกนายดูหน้าอี้จิ่งสิ เขียวปั๊ดเชียว]
"พี่ ไม่ต้องไปเสียเวลาคุยกับมันแล้ว"
ซ่งชิงจางกระชับวงแขนที่ล็อกตัวอี้จิ่งเอาไว้ให้แน่นขึ้น
"ถ้ามันยังไม่ยอมพูดความจริงอีก ก็จับมันมัดแล้วโยนเข้าไปในห้องนั้นเลยสิ"
"ห้องนั้นแหละ"
อี้จิ่งเงยหน้าขึ้น มองตามปลายนิ้วของซ่งชิงจางไป ก็พบว่าเขากำลังชี้ไปที่ห้องที่เฝิงเทาตาย
[จบแล้ว]