เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป

บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป

บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป


บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป

ซ่งชิงจางเบิกตากว้าง ประโยคที่ว่า "ใครน่ะ?!" แทบจะหลุดออกจากปากอยู่แล้ว โชคดีที่หลีเสียนไหวตัวทันและเอามือปิดปากเขาไว้ได้เสียก่อน

"...ตอนนั้นทุกคนยืนเบียดกันอยู่ ฉันเองก็ไม่เห็นเหมือนกันว่าใครเป็นคนผลัก"

ส่วนคนอื่นๆ ก็คงจะถูกดึงดูดความสนใจไปด้วยหนังมนุษย์ที่พุ่งพรวดออกมาอย่างกะทันหัน จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนฉวยโอกาสลอบกัดในจังหวะนั้น

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ในใจของหลีเสียนก็มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว

เขาปรายตามองไปยังอี้จิ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกับปล่อยมือที่ปิดปากซ่งชิงจางออก "ถามไปก็ไม่ได้ความอะไรหรอก ตอนนี้อย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปเลย"

[ฉันเห็นเต็มสองตาเลย! ไอ้อีแอบอี้จิ่งนั่นแหละเป็นคนผลัก!] [ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่? ตอนนั้นหนังมนุษย์ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะกระโจนใส่เขาสักหน่อย ถึงขั้นต้องผลักสตรีมเมอร์ไปตายแทนเลยเหรอ?] [นั่นสิ! ต่อให้เป็นผู้เล่นเก่าที่ชอบเอาเด็กใหม่มาเป็นหนูทดลอง แต่คนที่ถูกผลักไปตายก็ควรจะเป็นเด็กใหม่ที่ไม่มีประโยชน์สิ สตรีมเมอร์ทำผลงานได้ดีขนาดนี้แล้วจะไปทำร้ายเขาทำไม? หรือว่าไอ้อี้จิ่งนั่นมั่นใจมากว่าจะผ่านดันเจี้ยนนี้ไปได้ด้วยตัวเอง?] [พูดยากนะ ตอนที่หนังมนุษย์โผล่ออกมาฉันเห็นเขาไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด หรือว่าเขาจะมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่?] [ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าในหัวของหมอนั่นกำลังคิดอะไรอยู่]

ตอนนี้หลีเสียนเองก็ไม่เข้าใจความคิดของอี้จิ่งเหมือนกัน แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะมาฉีกหน้ากันตรงๆ

อีกฝ่ายยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กำลังพูดจาปลอบประโลมผู้เล่นใหม่สองคนที่เหลือรอดซึ่งเขาเป็นคนพาเข้ามาในดันเจี้ยน

"ตายไปอีกคนแล้ว... ดันเจี้ยนระดับเอฟที่ฉันเคยผ่านมาคนยังไม่ตายเร็วขนาดนี้เลย นายจะเอาอะไรมารับประกันความปลอดภัยของพวกเรา?!"

จางกว่างติ้งตะโกนลั่นด้วยอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่

"ไอ้ตัวประหลาดนั่นมันยังอยู่ในห้องอยู่เลย ไม่รู้ว่ามันจะโผล่ออกมาฆ่าคนเมื่อไหร่..."

แววตาของอี้จิ่งฉายแววรำคาญใจ รอยยิ้มมุมปากก็แฝงไปด้วยความส่งเดช ไม่ได้ดูจริงใจเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้อีกต่อไป "ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ขอแค่เชื่อฟังที่ฉันบอกก็จะไม่เป็นอะไรแน่นอน"

"แล้วเฝิงเทาล่ะ..."

"ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาแอบไปทำเรื่องอะไรนอกเหนือจากที่สั่งหรือเปล่า?"

น้ำเสียงของอี้จิ่งเย็นชาลง

"พวกนายก็เห็นกันแล้วนี่ ในบรรดาทุกคนมีแค่ภาพวาดในห้องของเขาคนเดียวเท่านั้นที่ชูนิ้วขึ้นมาถึงสามนิ้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำอะไรวู่วามจนหาเรื่องใส่ตัวก็ได้ใครจะไปรู้?"

จางกว่างติ้งถึงกับเถียงไม่ออก ส่วนเหลียงเพ่ยก็เอาแต่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย

"ดันเจี้ยนระดับซีมักจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะ ทางที่ดีพวกนายควรจะเชื่อฟังฉันไว้ดีกว่า"

หลังจากพูดประโยคนี้จบ อี้จิ่งก็ไม่ได้สนใจอารมณ์ของทั้งสองคนอีก เขาหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบนหน้าตาเฉย

หลีเสียนขยับเข้าไปใกล้เหลียงเพ่ย พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนเหม่ออยู่ก็ส่งเสียงเรียกเบาๆ "นี่?"

อีกฝ่ายถึงเพิ่งจะได้สติ พอเห็นว่ามีหลีเสียนกับซ่งชิงจางยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ฝืนยิ้มตอบกลับมา "มีอะไรเหรอ?"

"สะดวกคุยกันส่วนตัวหน่อยไหม?"

เหลียงเพ่ยไม่เข้าใจเหตุผล แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าตอบตกลง

หลีเสียนเดินหลบมุมไปในที่ที่ไม่มีคน พลิกฝ่ามือแล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา

เหลียงเพ่ยเพ่งมอง "นี่มัน... มีดที่ตกอยู่ข้างๆ เฝิงเทาไม่ใช่เหรอ? นายหยิบออกมาตอนไหนน่ะ?"

"ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง ฉันก็หยิบติดมือมาด้วยน่ะ"

[สถานการณ์แบบนั้นยังอุตส่าห์หยิบมีดออกมาจากห้องได้อีก... มือของสตรีมเมอร์เปิดระบบเก็บของอัตโนมัติเอาไว้หรือไงเนี่ย] [จะว่าไป ตอนดันเจี้ยนที่แล้วที่สตรีมเมอร์ขโมยกุญแจมาจากตัวผู้ใหญ่บ้านก็ทำได้แนบเนียนจนไม่มีใครรู้ตัวเหมือนกันนะ] [ยอดนักฉก... ฉันเองก็อยากจะเรียนวิชานี้บ้างจัง]

เหลียงเพ่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจ พอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือหลีเสียนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"สรุปว่านายเรียกฉันมาคุยด้วยเพราะอยากจะถามอะไรล่ะ?"

หลีเสียนหมุนมีดสั้นในมือ ก่อนจะยื่นด้ามมีดส่งให้เหลียงเพ่ย "นายเคยเห็นมีดเล่มนี้มาก่อนหรือเปล่า?"

พอได้ยินคำถามนี้เหลียงเพ่ยถึงเพิ่งจะเริ่มสังเกตมีดในมืออย่างละเอียด

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจมีดที่ตกอยู่บนพื้นเล่มนี้มากนัก พอถูกถามขึ้นมาแล้วลองมองดูดีๆ...

"มีดเล่มนี้... ฉันเหมือนจะเคยเห็นอยู่กับตัวอี้จิ่งนะ"

พอได้รับคำตอบ หัวคิ้วของหลีเสียนก็ขมวดเข้าหากัน "วันนี้เขาได้ไปคุยเป็นการส่วนตัวกับคนที่ตายไปบ้างหรือเปล่า?"

เหลียงเพ่ยส่ายหน้า

"นายหมายถึงเฝิงเทาเหรอ? ฉันไม่เห็นนะ..."

เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า

"แต่ว่าช่วงเช้าวันนี้มีอยู่พักหนึ่ง ฉันก็หาพวกเขาสองคนไม่เจอเหมือนกัน..."

เหลียงเพ่ยคิดตามแนวทางของหลีเสียน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี

"นายกำลังสงสัยว่าการตายของเฝิงเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับอี้จิ่งงั้นเหรอ?"

"อืม"

"นายดูออกได้ยังไง? แล้วมีดเล่มนี้อีกล่ะ ทำไมนายถึงรู้ว่าต้องมาถามฉัน?"

หลีเสียนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้มาจากโถงมือใหม่ เพียงแต่ตอบกลับไปว่ามันเป็นลางสังหรณ์ของเขาเอง

"ส่วนมีดเล่มนี้ ในดันเจี้ยนเห็นได้ชัดว่าไม่มีของมีคมแบบนี้ปรากฏให้เห็นเลย ดูจากท่าทางของเฝิงเทาก็ไม่น่าจะเป็นคนที่พกมีดติดตัวมาเองด้วย ฉันก็เลยคิดว่าบางทีอี้จิ่งอาจจะเป็นคนเอามีดเล่มนี้ให้เขาก็ได้"

"งั้นสาเหตุการตายของเฝิงเทาก็คือ..."

"คงจะถูกยุยงให้ไปทำลายภาพวาดนั่นแหละ นายคุ้นเคยกับเขามากกว่าใครก็น่าจะรู้ดีที่สุดนี่ว่าสภาพจิตใจของเขาสามารถถูกชักจูงให้ทำเรื่องแบบนี้ได้หรือเปล่า"

เหลียงเพ่ยกัดริมฝีปาก ถึงแม้ลึกๆ แล้วเขาจะไม่อยากยอมรับข้อสันนิษฐานอันน่ากลัวนี้ แต่เขาก็จำต้องเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลีเสียน

"นายพูดถูก"

หลังจากข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยัน หลีเสียนกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ทว่าสีหน้าของเขากลับยิ่งเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม

ซ่งชิงจางสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของหลีเสียน "พี่ ยังมีปัญหาอะไรอีกเหรอครับ?"

"ฉันกำลังคิดถึง... แรงจูงใจน่ะ"

"อืม..." ซ่งชิงจางกลอกตาไปมา "มันไม่น่าจะซับซ้อนขนาดนั้นหรือเปล่าครับ? บางทีเขาอาจจะคิดว่าการทำลายภาพวาดคือวิธีที่ถูกต้อง แต่ตัวเองไม่กล้าลองทำดูก็เลย..."

เหลียงเพ่ยพยักหน้า "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน วันแรกเขาก็เป็นคนสั่งให้พวกเราเอาภาพวาดไปซ่อนไว้ใต้เตียง พอกลับมาคิดดูตอนนี้เขาก็น่าจะใช้พวกเราเป็นหนูทดลองหาทางรอดให้ตัวเองนั่นแหละ"

เหตุผลนี้ฟังดูเข้าเค้าก็จริง แต่หลีเสียนกลับรู้สึกว่ามันยังไม่สามารถอธิบายการกระทำของอี้จิ่งได้ทั้งหมด

คนที่ผลักเขาจากด้านหลังก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นอี้จิ่ง ถ้าเป้าหมายของหมอนั่นเป็นแค่การทดลองหาวิธีที่ถูกต้อง แล้วทำไมถึงต้องเจาะจงมาทำร้ายเขาด้วยล่ะ?

หรือว่าเป็นเพราะหมอนั่นรู้ตัวว่าฉันกำลังสงสัยเขาอยู่ ก็เลยชิงลงมือจัดการฉันก่อนงั้นเหรอ?

หลีเสียนหันหน้าไปทางเหลียงเพ่ย "บทสนทนาเมื่อกี้ฉันหวังว่านายจะช่วยเก็บไว้เป็นความลับนะ"

ตอนนี้อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นน่าจะดีที่สุด

เหลียงเพ่ยพยักหน้า "แล้วมีดเล่มนี้ล่ะ..."

"ฉันขอเก็บไว้เองก็แล้วกัน"

หลีเสียนดึงมีดสั้นกลับมาจากมือของเหลียงเพ่ย แล้วเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อ

ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ ก็ยังไม่มีใครหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์เจอเลยสักคน ทุกคนทำได้เพียงภาวนาในใจว่าขอให้วันพรุ่งนี้นิ้วมือบนภาพวาดจะไม่เพิ่มขึ้น และขอให้หนังมนุษย์ที่ถูกขังเอาไว้จะไม่หนีออกมาทำร้ายใคร พวกเขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ

แต่สวรรค์กลับไม่เป็นใจ เช้าวันรุ่งขึ้นนิ้วมือบนภาพวาดของทุกคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว

ไม่นานนักก็มีคนพบความผิดปกติ

"ถ้าพวกเราไม่รีบหาวิธีหยุดการเพิ่มนิ้วมือให้เจอ พอถึงวันจัดนิทรรศการภาพวาดเมื่อไหร่ พวกเราได้ตายกันหมดแน่ๆ ตายยกปาร์ตี้เลยนะ!"

หญิงสาวผมสั้นเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมด้วยความร้อนรน ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด

"มันผิดปกติเกินไปแล้ว ฉันเองก็เคยผ่านดันเจี้ยนระดับซีมาแล้วครั้งนึงนะ ถึงมันจะไม่ง่ายแต่มันก็ไม่ได้มืดแปดด้านจนหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลยแบบดันเจี้ยนนี้..."

เธอเดินจ้ำอ้าวไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องบานหนึ่ง แล้วทุบประตูรัวๆ ด้วยความร้อนใจ

"เฉินเฉิง! เฉินเฉิง?"

ทว่าภายในห้องของเพื่อนร่วมทีมกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย

"ป่านนี้เขาน่าจะตื่นได้แล้วนี่นา..."

มือของเธอชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จู่ๆ เธอก็ยกมือขึ้นปิดปาก "ไม่จริงน่า..."

เหลียงเพ่ยเดินหน้าซีดเผือดมาหยุดอยู่ข้างๆ เธอ พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่งให้ทราบ

"เมื่อกี้ฉันไปเคาะประตูห้องจางกว่างติ้งมา ก็ไม่มีคนตอบเหมือนกัน"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป

คัดลอกลิงก์แล้ว