- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเล่นเกมสยองขวัญ ทำไมระบบถึงบังคับให้ผมเป็นเจ้าสาว
- บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป
บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป
บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป
บทที่ 37 - ทยอยหายตัวไป
ซ่งชิงจางเบิกตากว้าง ประโยคที่ว่า "ใครน่ะ?!" แทบจะหลุดออกจากปากอยู่แล้ว โชคดีที่หลีเสียนไหวตัวทันและเอามือปิดปากเขาไว้ได้เสียก่อน
"...ตอนนั้นทุกคนยืนเบียดกันอยู่ ฉันเองก็ไม่เห็นเหมือนกันว่าใครเป็นคนผลัก"
ส่วนคนอื่นๆ ก็คงจะถูกดึงดูดความสนใจไปด้วยหนังมนุษย์ที่พุ่งพรวดออกมาอย่างกะทันหัน จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนฉวยโอกาสลอบกัดในจังหวะนั้น
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ในใจของหลีเสียนก็มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว
เขาปรายตามองไปยังอี้จิ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกับปล่อยมือที่ปิดปากซ่งชิงจางออก "ถามไปก็ไม่ได้ความอะไรหรอก ตอนนี้อย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปเลย"
[ฉันเห็นเต็มสองตาเลย! ไอ้อีแอบอี้จิ่งนั่นแหละเป็นคนผลัก!] [ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่? ตอนนั้นหนังมนุษย์ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะกระโจนใส่เขาสักหน่อย ถึงขั้นต้องผลักสตรีมเมอร์ไปตายแทนเลยเหรอ?] [นั่นสิ! ต่อให้เป็นผู้เล่นเก่าที่ชอบเอาเด็กใหม่มาเป็นหนูทดลอง แต่คนที่ถูกผลักไปตายก็ควรจะเป็นเด็กใหม่ที่ไม่มีประโยชน์สิ สตรีมเมอร์ทำผลงานได้ดีขนาดนี้แล้วจะไปทำร้ายเขาทำไม? หรือว่าไอ้อี้จิ่งนั่นมั่นใจมากว่าจะผ่านดันเจี้ยนนี้ไปได้ด้วยตัวเอง?] [พูดยากนะ ตอนที่หนังมนุษย์โผล่ออกมาฉันเห็นเขาไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด หรือว่าเขาจะมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่?] [ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าในหัวของหมอนั่นกำลังคิดอะไรอยู่]
ตอนนี้หลีเสียนเองก็ไม่เข้าใจความคิดของอี้จิ่งเหมือนกัน แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะมาฉีกหน้ากันตรงๆ
อีกฝ่ายยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กำลังพูดจาปลอบประโลมผู้เล่นใหม่สองคนที่เหลือรอดซึ่งเขาเป็นคนพาเข้ามาในดันเจี้ยน
"ตายไปอีกคนแล้ว... ดันเจี้ยนระดับเอฟที่ฉันเคยผ่านมาคนยังไม่ตายเร็วขนาดนี้เลย นายจะเอาอะไรมารับประกันความปลอดภัยของพวกเรา?!"
จางกว่างติ้งตะโกนลั่นด้วยอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่
"ไอ้ตัวประหลาดนั่นมันยังอยู่ในห้องอยู่เลย ไม่รู้ว่ามันจะโผล่ออกมาฆ่าคนเมื่อไหร่..."
แววตาของอี้จิ่งฉายแววรำคาญใจ รอยยิ้มมุมปากก็แฝงไปด้วยความส่งเดช ไม่ได้ดูจริงใจเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้อีกต่อไป "ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ขอแค่เชื่อฟังที่ฉันบอกก็จะไม่เป็นอะไรแน่นอน"
"แล้วเฝิงเทาล่ะ..."
"ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาแอบไปทำเรื่องอะไรนอกเหนือจากที่สั่งหรือเปล่า?"
น้ำเสียงของอี้จิ่งเย็นชาลง
"พวกนายก็เห็นกันแล้วนี่ ในบรรดาทุกคนมีแค่ภาพวาดในห้องของเขาคนเดียวเท่านั้นที่ชูนิ้วขึ้นมาถึงสามนิ้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำอะไรวู่วามจนหาเรื่องใส่ตัวก็ได้ใครจะไปรู้?"
จางกว่างติ้งถึงกับเถียงไม่ออก ส่วนเหลียงเพ่ยก็เอาแต่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
"ดันเจี้ยนระดับซีมักจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะ ทางที่ดีพวกนายควรจะเชื่อฟังฉันไว้ดีกว่า"
หลังจากพูดประโยคนี้จบ อี้จิ่งก็ไม่ได้สนใจอารมณ์ของทั้งสองคนอีก เขาหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบนหน้าตาเฉย
หลีเสียนขยับเข้าไปใกล้เหลียงเพ่ย พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนเหม่ออยู่ก็ส่งเสียงเรียกเบาๆ "นี่?"
อีกฝ่ายถึงเพิ่งจะได้สติ พอเห็นว่ามีหลีเสียนกับซ่งชิงจางยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ฝืนยิ้มตอบกลับมา "มีอะไรเหรอ?"
"สะดวกคุยกันส่วนตัวหน่อยไหม?"
เหลียงเพ่ยไม่เข้าใจเหตุผล แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าตอบตกลง
หลีเสียนเดินหลบมุมไปในที่ที่ไม่มีคน พลิกฝ่ามือแล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา
เหลียงเพ่ยเพ่งมอง "นี่มัน... มีดที่ตกอยู่ข้างๆ เฝิงเทาไม่ใช่เหรอ? นายหยิบออกมาตอนไหนน่ะ?"
"ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง ฉันก็หยิบติดมือมาด้วยน่ะ"
[สถานการณ์แบบนั้นยังอุตส่าห์หยิบมีดออกมาจากห้องได้อีก... มือของสตรีมเมอร์เปิดระบบเก็บของอัตโนมัติเอาไว้หรือไงเนี่ย] [จะว่าไป ตอนดันเจี้ยนที่แล้วที่สตรีมเมอร์ขโมยกุญแจมาจากตัวผู้ใหญ่บ้านก็ทำได้แนบเนียนจนไม่มีใครรู้ตัวเหมือนกันนะ] [ยอดนักฉก... ฉันเองก็อยากจะเรียนวิชานี้บ้างจัง]
เหลียงเพ่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจ พอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือหลีเสียนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"สรุปว่านายเรียกฉันมาคุยด้วยเพราะอยากจะถามอะไรล่ะ?"
หลีเสียนหมุนมีดสั้นในมือ ก่อนจะยื่นด้ามมีดส่งให้เหลียงเพ่ย "นายเคยเห็นมีดเล่มนี้มาก่อนหรือเปล่า?"
พอได้ยินคำถามนี้เหลียงเพ่ยถึงเพิ่งจะเริ่มสังเกตมีดในมืออย่างละเอียด
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจมีดที่ตกอยู่บนพื้นเล่มนี้มากนัก พอถูกถามขึ้นมาแล้วลองมองดูดีๆ...
"มีดเล่มนี้... ฉันเหมือนจะเคยเห็นอยู่กับตัวอี้จิ่งนะ"
พอได้รับคำตอบ หัวคิ้วของหลีเสียนก็ขมวดเข้าหากัน "วันนี้เขาได้ไปคุยเป็นการส่วนตัวกับคนที่ตายไปบ้างหรือเปล่า?"
เหลียงเพ่ยส่ายหน้า
"นายหมายถึงเฝิงเทาเหรอ? ฉันไม่เห็นนะ..."
เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า
"แต่ว่าช่วงเช้าวันนี้มีอยู่พักหนึ่ง ฉันก็หาพวกเขาสองคนไม่เจอเหมือนกัน..."
เหลียงเพ่ยคิดตามแนวทางของหลีเสียน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี
"นายกำลังสงสัยว่าการตายของเฝิงเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับอี้จิ่งงั้นเหรอ?"
"อืม"
"นายดูออกได้ยังไง? แล้วมีดเล่มนี้อีกล่ะ ทำไมนายถึงรู้ว่าต้องมาถามฉัน?"
หลีเสียนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้มาจากโถงมือใหม่ เพียงแต่ตอบกลับไปว่ามันเป็นลางสังหรณ์ของเขาเอง
"ส่วนมีดเล่มนี้ ในดันเจี้ยนเห็นได้ชัดว่าไม่มีของมีคมแบบนี้ปรากฏให้เห็นเลย ดูจากท่าทางของเฝิงเทาก็ไม่น่าจะเป็นคนที่พกมีดติดตัวมาเองด้วย ฉันก็เลยคิดว่าบางทีอี้จิ่งอาจจะเป็นคนเอามีดเล่มนี้ให้เขาก็ได้"
"งั้นสาเหตุการตายของเฝิงเทาก็คือ..."
"คงจะถูกยุยงให้ไปทำลายภาพวาดนั่นแหละ นายคุ้นเคยกับเขามากกว่าใครก็น่าจะรู้ดีที่สุดนี่ว่าสภาพจิตใจของเขาสามารถถูกชักจูงให้ทำเรื่องแบบนี้ได้หรือเปล่า"
เหลียงเพ่ยกัดริมฝีปาก ถึงแม้ลึกๆ แล้วเขาจะไม่อยากยอมรับข้อสันนิษฐานอันน่ากลัวนี้ แต่เขาก็จำต้องเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลีเสียน
"นายพูดถูก"
หลังจากข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยัน หลีเสียนกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ทว่าสีหน้าของเขากลับยิ่งเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม
ซ่งชิงจางสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของหลีเสียน "พี่ ยังมีปัญหาอะไรอีกเหรอครับ?"
"ฉันกำลังคิดถึง... แรงจูงใจน่ะ"
"อืม..." ซ่งชิงจางกลอกตาไปมา "มันไม่น่าจะซับซ้อนขนาดนั้นหรือเปล่าครับ? บางทีเขาอาจจะคิดว่าการทำลายภาพวาดคือวิธีที่ถูกต้อง แต่ตัวเองไม่กล้าลองทำดูก็เลย..."
เหลียงเพ่ยพยักหน้า "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน วันแรกเขาก็เป็นคนสั่งให้พวกเราเอาภาพวาดไปซ่อนไว้ใต้เตียง พอกลับมาคิดดูตอนนี้เขาก็น่าจะใช้พวกเราเป็นหนูทดลองหาทางรอดให้ตัวเองนั่นแหละ"
เหตุผลนี้ฟังดูเข้าเค้าก็จริง แต่หลีเสียนกลับรู้สึกว่ามันยังไม่สามารถอธิบายการกระทำของอี้จิ่งได้ทั้งหมด
คนที่ผลักเขาจากด้านหลังก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นอี้จิ่ง ถ้าเป้าหมายของหมอนั่นเป็นแค่การทดลองหาวิธีที่ถูกต้อง แล้วทำไมถึงต้องเจาะจงมาทำร้ายเขาด้วยล่ะ?
หรือว่าเป็นเพราะหมอนั่นรู้ตัวว่าฉันกำลังสงสัยเขาอยู่ ก็เลยชิงลงมือจัดการฉันก่อนงั้นเหรอ?
หลีเสียนหันหน้าไปทางเหลียงเพ่ย "บทสนทนาเมื่อกี้ฉันหวังว่านายจะช่วยเก็บไว้เป็นความลับนะ"
ตอนนี้อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นน่าจะดีที่สุด
เหลียงเพ่ยพยักหน้า "แล้วมีดเล่มนี้ล่ะ..."
"ฉันขอเก็บไว้เองก็แล้วกัน"
หลีเสียนดึงมีดสั้นกลับมาจากมือของเหลียงเพ่ย แล้วเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อ
ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ ก็ยังไม่มีใครหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์เจอเลยสักคน ทุกคนทำได้เพียงภาวนาในใจว่าขอให้วันพรุ่งนี้นิ้วมือบนภาพวาดจะไม่เพิ่มขึ้น และขอให้หนังมนุษย์ที่ถูกขังเอาไว้จะไม่หนีออกมาทำร้ายใคร พวกเขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ
แต่สวรรค์กลับไม่เป็นใจ เช้าวันรุ่งขึ้นนิ้วมือบนภาพวาดของทุกคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว
ไม่นานนักก็มีคนพบความผิดปกติ
"ถ้าพวกเราไม่รีบหาวิธีหยุดการเพิ่มนิ้วมือให้เจอ พอถึงวันจัดนิทรรศการภาพวาดเมื่อไหร่ พวกเราได้ตายกันหมดแน่ๆ ตายยกปาร์ตี้เลยนะ!"
หญิงสาวผมสั้นเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมด้วยความร้อนรน ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
"มันผิดปกติเกินไปแล้ว ฉันเองก็เคยผ่านดันเจี้ยนระดับซีมาแล้วครั้งนึงนะ ถึงมันจะไม่ง่ายแต่มันก็ไม่ได้มืดแปดด้านจนหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลยแบบดันเจี้ยนนี้..."
เธอเดินจ้ำอ้าวไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องบานหนึ่ง แล้วทุบประตูรัวๆ ด้วยความร้อนใจ
"เฉินเฉิง! เฉินเฉิง?"
ทว่าภายในห้องของเพื่อนร่วมทีมกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
"ป่านนี้เขาน่าจะตื่นได้แล้วนี่นา..."
มือของเธอชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จู่ๆ เธอก็ยกมือขึ้นปิดปาก "ไม่จริงน่า..."
เหลียงเพ่ยเดินหน้าซีดเผือดมาหยุดอยู่ข้างๆ เธอ พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่งให้ทราบ
"เมื่อกี้ฉันไปเคาะประตูห้องจางกว่างติ้งมา ก็ไม่มีคนตอบเหมือนกัน"
[จบแล้ว]