เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - เงื่อนไขที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

บทที่ 35 - เงื่อนไขที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

บทที่ 35 - เงื่อนไขที่ยังไม่ทราบแน่ชัด


บทที่ 35 - เงื่อนไขที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

[ข้อดีของโซนมือใหม่มันไม่ดีก็ตรงนี้แหละ ถึงดันเจี้ยนจะง่าย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนคอยจ้องจะหลอกใช้เพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ]

[รอให้ขึ้นไปโซนระดับสูงก่อนเถอะ ลูกไม้แบบนี้ทุกคนเห็นจนชินตาแล้ว ก็เลยไม่มีใครทำกันแล้ว... แต่บางทีก็ยังอาจจะเจอพวกลอบกัดแบบเนียนๆ อยู่บ้างเหมือนกันนะ]

[พวกนายได้ดูมุมกล้องของอี้จิ่งคนนั้นหรือเปล่า? หมอนั่นเริ่มยุยงให้คนอื่นไปตายแล้วนะ... จุ๊ๆๆ]

[อ้างว่ามาช่วยพาเด็กใหม่ฟาร์ม แต่จริงๆ แล้วคือลากพวกตัวประกอบมาเป็นหนูทดลองหาเงื่อนไขการตายให้ตัวเองต่างหากล่ะ ฉันล่ะเกลียดคนแบบนี้ที่สุดเลยให้ตายสิ]

[แต่ว่านอกจากการขยับภาพวาดแล้ว มันน่าจะยังมีเงื่อนไขอะไรอีกอย่างที่ทุกคนเผลอไปละเมิดเข้าด้วยใช่ไหม?]

[ดูไม่ออกเลยสักนิด มีใครมองออกบ้างไหมว่ามันคือเงื่อนไขอะไร?]

[ไม่เห็นมีเลย]

[ตามเรปบน]

[+1]

เฉิงซิ่นมองดูข้อความคอมเมนต์ที่ลอยผ่านไป ก็ต้องยอมรับว่าด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ ตัวเขาเองก็ยังอนุมานไม่ได้เหมือนกันว่าสาเหตุที่นิ้วมือเพิ่มขึ้นมันคืออะไรกันแน่ แต่ทว่าเขาก็พอจะเดาสาเหตุที่ทำให้เกิดบันทึกการตายหนึ่งในสองเหตุการณ์บนสมุดโน้ตได้ลางๆ แล้ว

"เงื่อนไขที่จะหยุดไม่ให้ภาพวาดยื่นมือออกมามันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ? ยากซะจนถึงวันที่หกก็ยังไม่มีใครหาเจอ จนเป็นเหตุให้ตายเรียบยกตี้เลยเนี่ยนะ?"

หลินสือหมิง "พูดแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันรู้สึกว่าระดับความยากของดันเจี้ยนนี้ มันน่าจะพอๆ กับดันเจี้ยนระดับ B ในโซนระดับสูงเลย... หรืออาจจะระดับ A ด้วยซ้ำไป"

.

หลีเสียนกับซ่งชิงจางเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง

ชั้นนี้ดูเหมือนจะเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการ มุมห้องทั้งสี่ด้านถูกประดับตกแต่งด้วยแจกันเซรามิกสไตล์คลาสสิกที่ตั้งอยู่บนม้านั่งทรงสูง นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไรวางอยู่บนพื้นอีกเลย

ห้องจัดแสดงนิทรรศการกินพื้นที่ของชั้นสองทั้งหมด พื้น กำแพง และเพดานของที่นี่ล้วนเป็นสีขาวโพลน ส่งผลให้พื้นที่ที่แต่เดิมก็ดูโล่งกว้างอยู่แล้วยิ่งดูอ้างว้างและเย็นเยียบจับใจเข้าไปใหญ่

เหตุผลที่หลีเสียนลงความเห็นว่าที่นี่คือ "ห้องจัดแสดงนิทรรศการ" ก็เพราะว่าเมื่อเดินเข้าไปจนสุดทาง บนผนังสีขาวสะอาดตากลับมีกรอบรูปสีน้ำตาลแดงแขวนอยู่ถึงห้ากรอบ

บนนั้นไม่มีรูปภาพใดๆ และก็ไม่มีกระดาษอะไรแปะอยู่เลย เป็นเพียงกรอบรูปว่างเปล่าห้ากรอบเท่านั้น

ทั้งสองคนเดินวนดูรอบๆ ห้องจัดแสดงนิทรรศการที่ว่างเปล่าอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ไปสะดุดตาเข้ากับป้ายข้อความที่ติดอยู่บนกำแพง

บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า

"เวลาเปิดทำการ 9 ก.ย. 2002 เวลา 12:00 น."

"ปี 2002 เหรอ?" ซ่งชิงจางเกิดความสงสัย "เวลาในดันเจี้ยนกับโลกภายนอกมันไม่ตรงกันเหรอครับ?"

"ดูเหมือนว่าไทม์ไลน์ของดันเจี้ยนนี้จะค่อนข้างย้อนยุคไปหน่อยน่ะ"

สำหรับเรื่องนี้หลีเสียนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก หลังจากเคลียร์ดันเจี้ยนหมู่บ้านสือเหอผ่าน เขาก็พบว่าภายในศูนย์รวมผู้เล่นไม่มีการแสดงวันที่ใดๆ ให้เห็นเลย

บนหน้าจอโฮโลแกรมมีเพียงเวลาในรูปแบบ 24 ชั่วโมงเท่านั้น บางทีสถานที่แห่งนี้อาจจะไม่มีแนวคิดเรื่องวัน เดือน ปี อีกต่อไปแล้วก็ได้

หลังจากสำรวจชั้นสองเสร็จ ทั้งสองคนก็กลับลงมาที่ชั้นสาม ที่นี่ไม่ใช่ชั้นบนสุดของคฤหาสน์ เพราะที่สุดโถงทางเดินยังมีบันไดทอดยาวขึ้นไปด้านบนอีก

ทว่าตรงหัวบันไดกลับมีประตูเหล็กขวางกั้นเอาไว้

หลีเสียนลองขยับดู ก็พบว่าประตูบานนี้ถูกสนิมกัดกินจนติดแน่นไปหมดแล้ว ขืนใช้แค่แรงเพียวๆ คงไม่มีทางเปิดมันออกได้แน่ เขาจึงจำใจต้องยอมแพ้

ทั้งสองคนเดินกลับลงมาที่ชั้นหนึ่ง ตอนนี้คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านหายตัวไปแล้ว เหลือเพียงกาแฟครึ่งแก้วที่ยังดื่มไม่หมดวางทิ้งไว้บนโต๊ะกระจก

หลีเสียนใช้นิ้วก้อยแตะน้ำกาแฟขึ้นมานิดหน่อย แล้วแตะลงบนปลายลิ้นเพื่อลิ้มรส

ขม

ไม่ใช่รสขมของกาแฟธรรมดาทั่วไป แต่เหมือนเป็นการเอาผงกาแฟสกัดเข้มข้นหลายๆ ซองมาชงรวมกันจนได้รสชาติที่ซ้อนทับกัน ขมซะจนรู้สึกฝาดเฝื่อนไปหมด

"ไม่กลัวว่าข้างในจะมียาพิษหรือไง?"

น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นข้างหู

หลีเสียนหันขวับไปมอง ก็พบว่าเป็นผู้ชายร่างสูงโปร่งที่ทำตัว "ไม่เข้าพวก" คนนั้นนั่นเอง

อีกฝ่ายยืนกอดอกจ้องมองพวกเขาทั้งสองคนอยู่ฝั่งตรงข้าม

หลีเสียนรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศที่ผู้ชายคนนี้แผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด

เขาเลื่อนสายตาไปพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่าย

แต่เขาก็ไม่เคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อนจริงๆ นี่นา

"คุณชื่ออะไร?"

ผู้ชายคนนั้นชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาว่า "จางซาน"

หลีเสียน "..."

ซ่งชิงจาง "..."

ผู้ชายคนนั้นเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคน "..."

[นี่พี่ชาย จะแต่งชื่อปลอมทั้งทีก็ช่วยตั้งใจหน่อยเถอะ! จางซานเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว!!]

[มันปลอมซะจนฉันเริ่มจะเชื่อแล้วนะเนี่ยว่ามันอาจจะเป็นชื่อจริงก็ได้]

[ฉันล่ะยอมใจเขาเลย ฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าชื่อจริงของเขาคืออะไร...]

[หืม? ทำไมฉันหาห้องถ่ายทอดสดของเขาไม่เจอเลยล่ะ?]

[ไม่น่าจะใช่นะ? ก็เขาอยู่ในหมวดหมู่ดันเจี้ยนนี้ไม่ใช่เหรอ... เชี่ย ไม่มีจริงๆ ด้วย!]

[นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? หรือว่านี่ก็เป็นสกิลเหมือนกัน?]

[สกิลของใครมันจะไปไร้ประโยชน์ขนาดนี้ล่ะ? สกิลบล็อกห้องถ่ายทอดสดเนี่ยนะ?]

ทั้งสามคนจ้องตากันไปมาท่ามกลางความเงียบงัน ซ่งชิงจางเป็นฝ่ายหลุดขำออกมาเป็นคนแรก เขาต้องก้มหน้าลงเพราะแทบจะกลั้นรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้ไม่อยู่ จนทำให้สีหน้าดูบิดเบี้ยวไปหมด

ชายหนุ่มตรงหน้ายืนหลังตรงแหน่ว ดูไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายหลีเสียนจึงตอบกลับไปว่า "อ้อ งั้นผมชื่อหลีซื่อก็แล้วกัน"

"พรืด"

สุดท้ายซ่งชิงจางก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ

หลังจากหลีเสียนพูดประโยคนี้จบ เขาก็ไม่สนใจ "คุณจาง" ผู้แปลกประหลาดคนนี้อีก เขาเปลี่ยนทิศทางของสายตาไปจับจ้องที่ภาพวาดเต็มตัวภาพนั้นแทน

ซ่งชิงจางรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย "จ้องภาพวาดนี่มันจะไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอครับ?"

หลีเสียน "ภาพนี้มัน... ไม่ค่อยเหมือนกับภาพวาดในโถงทางเดินเท่าไหร่น่ะ"

ความรู้สึกที่แผ่ออกมามันเหมือนกับภาพวาดสีน้ำมันธรรมดาๆ ทั่วไป

ตอนที่เข้ามาในดันเจี้ยนวันแรก ทุกคนจะต้องมองเห็นภาพวาดที่โดดเด่นสะดุดตานี้กันหมดแล้วแน่ๆ ดังนั้นการจ้องมองมันก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น

ผู้หญิงในภาพมีรอยยิ้มที่สง่างาม ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกท่าทางล้วนถอดแบบมาจากคุณผู้หญิงตู้ลี่ไม่มีผิดเพี้ยน หลีเสียนจ้องมองเธออยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าความรู้สึกขัดแย้งในใจของตัวเองมันมาจากไหน

ถึงแม้ว่าผู้หญิงในภาพจะสวมชุดเดรสยาวสีแดง แต่เธอก็เผยให้เห็นท่อนแขนและข้อเท้าที่ขาวเนียน ทว่าผิวพรรณบนเรือนร่างของคุณผู้หญิงตู้ลี่กลับถูกปกปิดด้วยเนื้อผ้าจนหมดจด ไม่เว้นแม้แต่ลำคอที่ถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิด

ระหว่างที่กำลังเหม่อลอย จู่ๆ หลีเสียนก็เหลือบไปเห็นว่าที่มุมของภาพวาดเหมือนจะมีกลุ่มสีสองสามจุดที่ดูไม่ค่อยเข้าพวกเท่าไหร่นัก

เขาจึงขยับเข้าไปใกล้ๆ กลุ่มสีเหล่านั้น แล้วหรี่ตาเพ่งมองสีพวกนั้นอย่างละเอียด

"วาด... โดย... คุณหนูตู้ซา... อายุ 18 ปี"

หลีเสียนฝืนเพ่งมองจนพอจะอ่านตัวหนังสือที่เลือนรางจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ลางๆ และที่ด้านล่างของมันก็ยังมีตัวหนังสือขนาดเล็กที่เลือนรางยิ่งกว่าบรรทัดแรกเขียนเอาไว้อีกบรรทัดหนึ่ง

"98... 9... 9"

ตัวหนังสือบรรทัดนี้เป็นชุดตัวเลข ตัวเลขสองหลักแรกมันเลือนรางจนมองไม่ออกจริงๆ ว่าคือเลขอะไร

ดูจากร่องรอยแล้ว ตัวหนังสือสองบรรทัดนี้น่าจะถูกเขียนเอาไว้บนภาพวาดตั้งแต่แรก เพียงแต่ถูกปาดทับจนเลือนรางในตอนที่สียังไม่แห้งสนิทดี เนื่องจากสีของมันค่อนข้างใกล้เคียงกับสีพื้นหลัง ส่งผลให้เวลามองภาพวาดนี้จากที่ไกลๆ จะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรเลย และจะคิดไปเองว่ามันเป็นแค่นอยส์บนพื้นหลังเท่านั้น

"คุณหนูตู้ซาเหรอครับ?" ซ่งชิงจางส่งเสียงถามด้วยความสงสัย แล้วก็ขยับเข้าไปช่วยยืนยันตัวหนังสือบนนั้นอีกแรง "...เป็นคำว่าซาจริงๆ ด้วย แต่คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านเธอเรียกตัวเองว่าตู้ลี่ไม่ใช่เหรอครับ? หรือว่าคนในภาพวาดกับเธอจะเป็นคนละคนกัน?"

หลีเสียน "แล้วก็ยังมีวันที่ตรงนี้อีก เวลาเริ่มงานนิทรรศการภาพวาดก็คือวันที่ 9 เดือนกันยายนเหมือนกัน"

ความน่าสงสัยค่อยๆ ผุดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่แล้วก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหนึ่ง

"แขกผู้มีเกียรติทั้งสามท่าน กำลังดูอะไรกันอยู่หรือคะ?"

ซ่งชิงจางสะดุ้งโหยงแล้วหันขวับกลับไป ตู้ลี่ที่ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดกำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน ทว่าแววตาของเธอกลับปราศจากรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง

เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงไม่มีเสียงฝีเท้าเลยล่ะ?

พูดจบ เธอก็ก้าวเข้ามาใกล้อีกสองก้าว "ระยะห่างแค่นี้ ไม่ใช่มุมที่ดีในการชื่นชมภาพวาดเลยนะคะ?"

น้ำเสียงของตู้ลี่แฝงไปด้วยความสงสัยและค่อยๆ มืดมนลง แววตาของเธอจ้องเขม็งไปที่หลีเสียน ราวกับแทบจะรอไม่ไหวที่จะฉีกทึ้งเขาให้เป็นชิ้นๆ

หลีเสียนสบตากับตู้ลี่ แต่กลับพบว่าสีหน้าของเธอแข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นเธอก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

เมื่อครู่นี้... จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...

เหมือนกับว่าถูกตัวตนที่อันตรายสุดๆ จ้องมองอยู่ยังไงอย่างงั้น

แต่หลังจากเธอกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ตู้ลี่จึงคิดไปเองว่าเมื่อกี้คงจะรู้สึกไปเอง เธอจึงเบือนสายตากลับมาที่หลีเสียนตามเดิม

"ทำไมไม่ตอบฉันล่ะคะ?"

หลีเสียนชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น "ผมคิดว่าภาพวาดที่ดีน่ะ ไม่ว่าจะชื่นชมจากมุมมองไหนมันก็สวยงามเสมอแหละครับ"

พอตู้ลี่ได้ยินประโยคนี้ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก

"แน่นอนว่าพอมองภาพนี้จากไกลๆ องค์ประกอบโดยรวมของมันดูสวยงามมาก แต่ถ้ามองใกล้ๆ ก็จะค้นพบลายเส้นที่พลิ้วไหวและรายละเอียดที่ประณีตงดงาม อย่างเช่นลวดลายบนรองเท้าคู่นี้ การแกะสลักลวดลายมันช่างประณีตบรรจงมากเลย ไม่ใช่เหรอครับ?"

"หุหุ..."

ตู้ลี่หัวเราะออกมาเบาๆ

ครั้งนี้แววตาของเธอโค้งลงเป็นรูปสระอิ เธอเอื้อมมือไปบีบใบหูของหลีเสียนด้วยความพึงพอใจ "ไปทานข้าวเถอะค่ะ"

หลีเสียนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขารีบหมุนตัวเดินออกห่างจากหน้าภาพวาดทันที โดยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าหลังจากที่คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านปล่อยมือจากติ่งหูของเขาแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวอีกครั้ง

เริ่มมีคนทยอยมานั่งล้อมรอบโต๊ะอาหาร เริ่มจากกลุ่มของหลีเสียนสามคน ตามมาด้วยผู้เล่นอีกสองคนที่ไม่ได้สนิทสนมกับอี้จิ่งและไม่ค่อยมีตัวตนเท่าไหร่นัก ปิดท้ายด้วยอี้จิ่งที่เดินนำลูกน้องทั้งสามคนมานั่งที่โต๊ะ

หญิงสาวในชุดกระโปรงสั้นที่เป็นผู้เล่นใหม่แกะกล่องก็เข้าร่วมกลุ่มกับอี้จิ่งด้วยเหมือนกัน แต่ถ้านับดูดีๆ แล้ว...

บนโต๊ะอาหารมีคนหายไปหนึ่งคน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 35 - เงื่อนไขที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

คัดลอกลิงก์แล้ว