เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - ภาพวาดอันตราย

บทที่ 33 - ภาพวาดอันตราย

บทที่ 33 - ภาพวาดอันตราย


บทที่ 33 - ภาพวาดอันตราย

ผู้ชายคนนั้นราวกับถูกภาพวาดตรงหน้าดูดวิญญาณไปแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะเรียกยังไงเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย

มีคนในกลุ่มอยากจะเดินเข้าไปตบเรียกสติเขา แต่ก็ถูกอี้จิ่งห้ามเอาไว้อย่างรวดเร็ว

“ถ้าไม่อยากตายก็อย่าไปยุ่งสุ่มสี่สุ่มห้า”

คำเตือนของเขาได้ผล คนที่ตอนแรกคิดจะเดินเข้าไปลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รีบชักเท้ากลับทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าไปสอดมือยุ่ง ต่างพากันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก

มีเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านตัวหลีเสียนไป

เขาหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นผู้ชายร่างสูงโปร่งคนนั้นที่ก้าวถอยหลังออกไปไกลหน่อยด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก

สีหน้าของเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าแค่ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวเฉยๆ เท่านั้น

เสียงร้องด้วยความหวาดผวาดึงความสนใจของหลีเสียนกลับมา

“ภาพวาด... ภาพวาดนั่นมันขยับได้!”

ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองภาพวาดที่อยู่ตรงหน้าชายร่างท้วม มือที่เคยวางทาบอยู่บนหน้าอกของคนในภาพค่อยๆ ขยับเขยื้อน หงายฝ่ามือหันมาทางฝูงชน

จากนั้น นิ้วมือที่กำหลวมๆ ของเธอก็เริ่มคลายออกทีละนิ้ว—

หนึ่ง

สอง

สาม

สี่—

และนิ้วหัวแม่มือก็กางออกเป็นลำดับสุดท้าย ฝ่ามือที่กางออกของคนในภาพเริ่มยื่นออกไปข้างหน้าเรื่อยๆ ก่อนจะทะลุออกมานอกกรอบรูป!

ฝ่ามือขาวซีดที่เห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนพุ่งเข้าคว้าคอเสื้อของผู้ชายคนนั้นเอาไว้แน่น แล้วกระชากเขาเข้าไปหาภาพวาด

ทุกคนได้แต่มองดูสองเท้าของผู้ชายคนนั้นลอยขึ้นจากพื้นด้วยตาเบิกโพลง

ศีรษะของเขา "ละลาย" หายเข้าไปในภาพวาด

ขณะที่ร่างกายของเขาถูกดูดกลืนเข้าไปในภาพวาดเรื่อยๆ ทุกคนก็ได้ยินเสียงที่ยากจะอธิบายดังขึ้น

มันเหมือนกับเสียงของบางสิ่งที่กำลังถูกบดขยี้และบีบอัด ปะปนไปกับเสียง "กึกๆ" ของของเหลว ฟังแล้วชวนให้ขนหัวลุก

เสียง "โพละ" ดังขึ้น ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเสียงนั้นมาจากไหน

ร่างกายของผู้ชายคนนั้นไม่ได้ "ละลาย" หายเข้าไปในภาพวาด แต่มันถูกบีบอัดเข้าไปในนั้นต่างหาก ร่างกายถูกบังคับให้แปรสภาพจากสามมิติกลายเป็นสองมิติ อวัยวะภายในตัวของเขาเหมือนกับหลอดยาสีฟันที่ถูกบีบอัดไปที่ปลายหลอดอย่างไม่หยุดยั้ง มันพองโตขึ้นเรื่อยๆ ปูดโปนขึ้นเรื่อยๆ—

จนสุดท้ายก็ระเบิดทะลุหน้าท้องออกมา

ส่วนผสมของแข็งและของเหลวสีแดงฉานพุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นไปทั่วผืนผ้าใบจนกลายเป็นสีแดงเถือก และยังสาดกระเซ็นไปโดนผู้เล่นที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย

จากนั้นซากผิวหนังที่ฉีกขาดนี้ก็ถูกกระชากเข้าไปในภาพวาดเช่นกัน

[เชี่ย ฉันเหมือนจะนึกออกแล้วว่าดันเจี้ยนนี้มันคือดันเจี้ยนอะไร!]

[เมื่อนานมาแล้วฉันเคยดูดันเจี้ยนระดับ C อยู่ดันเจี้ยนหนึ่ง คนในนั้นก็ตายด้วยวิธีนี้แหละ!]

[แล้วสรุปว่าขั้นตอนของดันเจี้ยนนี้มันเป็นยังไงกันแน่?]

[ฉันไม่รู้หรอก เพราะผู้เล่นทุกคนตายเรียบตั้งแต่ก่อนวันที่ห้าแล้ว]

[ยากระดับปาร์ตี้ล่มเลยเหรอ? ในโซนมือใหม่ไม่ค่อยเจอแบบนี้นะ สตรีมเมอร์จะรอดไหมเนี่ย?]

เฉิงซิ่นเหลือบมองข้อความคอมเมนต์ เอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตบนโต๊ะที่มีหน้าปกเขียนไว้ว่า "หลินสือหมิง" ก่อนจะเปิดเสียงดัง "พรึ่บพรั่บ" สองครั้งไปที่หน้าที่มีบันทึกเรื่อง "หอศิลป์ภาพวาดบุคคลของคุณผู้หญิงตู้ลี่"

บนหน้านั้นมีบันทึกอยู่แค่สองบรรทัด ซึ่งทั้งหมดเขียนไว้อย่างสั้นกระชับ เป็นการบันทึกจำนวนผู้เล่นในดันเจี้ยนและจำนวนคนที่ตายในแต่ละวัน

บันทึกแรกมีผู้เล่นทั้งหมด 12 คน วันแรกตายไปสองคน วันที่สองก็ตายไปอีกสองคน วันที่สามจำนวนคนตายเพิ่มเป็นสี่คน ตามมาด้วยวันที่ห้า... ตายยกปาร์ตี้ ดันเจี้ยนสิ้นสุดลง

ส่วนบันทึกที่สองนั้นยิ่งดูแปลกประหลาดกว่า มีผู้เล่นในดันเจี้ยนทั้งหมด 9 คน ห้าวันแรกไม่มีใครตายเลยสักคน จนกระทั่งวันที่หกซึ่งเป็นวันจัดนิทรรศการภาพวาด...

ตายเรียบทั้งปาร์ตี้

เมื่อต้องเผชิญกับข้อมูลการตายที่แสนจะพิลึกพิลั่นเช่นนี้ เฉิงซิ่นก็ขมวดคิ้วมุ่น ยกขาที่ไขว่ห้างอยู่ลงมา

จากนั้นสมุดโน้ตก็ถูกดึงออกจากมือไป

เฉิงซิ่นเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหลินสือหมิงยืนอยู่ตรงหน้า

“อ้าว หัวหน้ากิลด์หลิน ยุ่งเสร็จแล้วเหรอ?”

หลินสือหมิงพยักหน้า “ผู้เล่นที่ฉันให้จับตาดูเป็นยังไงบ้าง?”

“เพิ่งเข้าไปในดันเจี้ยนได้ไม่นาน”

“ดันเจี้ยนอะไร?”

เฉิงซิ่นลุกขึ้นจากโซฟา ใช้นิ้วเคาะลงบนสมุดโน้ตที่กางอยู่บนฝ่ามือของหลินสือหมิง ซึ่งมันยังคงค้างอยู่ที่หน้าที่เขาเปิดทิ้งไว้

“ก็อันนี้แหละ”

หลินสือหมิงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นเปิดดูการถ่ายทอดสด

“แหวะ... อ้วก—” เด็กสาวในชุดกระโปรงสั้นตกใจกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าจนลืมส่งเสียงกรีดร้อง เธอเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วก็อาเจียนออกมาทันที

ในกลุ่มผู้เล่น มีชายหนุ่มท่าทางร่าเริงในชุดกีฬาคนหนึ่งที่ขาทั้งสองข้างสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ เขาหันขวับไปมองอี้จิ่ง น้ำเสียงที่ตื่นตระหนกแฝงไปด้วยการตั้งคำถาม “นี่เหรอที่นายบอกว่า 'ไม่อันตรายเท่าไหร่' น่ะ?”

เขาเพิ่งจะเคยผ่านดันเจี้ยนมาแค่ครั้งเดียว และก็ตกลงตั้งปาร์ตี้กับอี้จิ่งเพราะอีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากชวนก่อน อีกฝ่ายรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าถ้าตั้งปาร์ตี้กับผู้เล่นเก่าจะสามารถเข้าดันเจี้ยนระดับสูงกว่าได้ ซึ่งมันไม่ได้อันตรายไปกว่าดันเจี้ยนมือใหม่มากนัก อีกทั้งยังได้คะแนนสะสมเป็นรางวัลเพิ่มเป็นสองเท่าอีกด้วย เขาจึงยอมตกลงรับคำเชิญของอีกฝ่าย

ทว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเมื่อเทียบกับดันเจี้ยนระดับ F ที่เขาเคยผ่านมาแล้ว มันอันตรายกว่ากันแค่ 'นิดหน่อย' ซะที่ไหนล่ะ!

สีหน้าของอี้จิ่งเองก็ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่อารมณ์ของเขายังไม่แตกกระเจิงเหมือนคนอื่นๆ เขาหันไปพูดกับชายคนที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“เหลียงเพ่ย นายวางใจเถอะ ขอแค่ฟังที่ฉันบอกนายก็จะไม่เป็นอันตรายอะไรแน่นอน”

“แต่ว่า...”

“หุบปาก”

“เมื่อกี้ถ้าฉันไม่ห้ามเอาไว้ มือข้างนั้นก็คงลากนายเข้าไปด้วยอีกคนแล้ว”

ผู้ชายที่ชื่อเหลียงเพ่ยเงียบกริบ ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยอย่างเชื่องช้า

เขาถามขึ้นด้วยความสับสนเล็กน้อย “แล้ว... ตอนนี้พวกเราควรจะทำยังไงดี? แล้วกองเลือดพวกนี้...”

รอยเลือดของผู้ชายคนนั้นพุ่งกระเซ็นไปทั่วพื้น ตำแหน่งของมันประจวบเหมาะไปตกอยู่ตรงบริเวณหัวบันไดพอดี กีดขวางทางลงชั้นล่างของทุกคนเอาไว้

“กลับเข้าห้อง”

อี้จิ่งพูดสั้นๆ

ในสถานการณ์แบบนี้ นี่ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ

ทุกคนต่างก็พากันไขกุญแจเปิดประตูห้องของตัวเอง หลีเสียนเองก็เดินเข้าไปในห้องพักของเขาเช่นกัน

แสงไฟในห้องสว่างกว่าตรงโถงทางเดินมาก แสงสีเหลืองนวลตาสาดส่องลงบนเตียงขนาดใหญ่สีขาวสะอาดตานุ่มฟู ผ้าม่านหน้าต่างสูงจรดเพดานสีฟ้าอ่อนสวยงามปิดบังผนังไว้ทั้งแถบ ทำให้โทนสีภายในห้องดู "อบอุ่น" ขึ้นมาถนัดตา

เมื่อเทียบกับที่พักในหมู่บ้านสือเหอแล้ว ที่นี่ดูสะอาดและสะดวกสบายกว่าหลายระดับเลยทีเดียว

แต่แล้วความ "สวยงาม" นี้ก็ถูกทำลายลงในเวลาอันรวดเร็ว

หลีเสียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้เตียงนอน แล้วก็พบว่าบนผนังฝั่งตรงข้ามปลายเตียง มีภาพวาดเหมือนบุคคลแขวนอยู่ เหมือนกับที่โถงทางเดินไม่มีผิดเพี้ยน

“พี่... พี่จิ่ง!”

ผู้เล่นทั้งสามคนที่อี้จิ่งพามาด้วยวิ่งหน้าตาตื่นออกมา แล้วเริ่มเคาะประตูห้องของอี้จิ่ง

ห้องของหลีเสียนอยู่ติดกับห้องของอี้จิ่งพอดี หลังจากเข้ามาในห้องแล้วเขาก็ไม่ได้ปิดประตูจนสนิท จึงได้ยินบทสนทนาระหว่างอี้จิ่งที่เปิดประตูออกมากับทั้งสามคนอย่างชัดเจน

“แตกตื่นอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น?”

“ภาพวาด... ในห้องก็มีภาพวาดด้วยเหมือนกัน!” ผู้เล่นที่ชื่อจางกว่างติ้งในกลุ่มนั้นพูดขึ้นด้วยความลุกลี้ลุกลน

ขณะที่พูดไปได้ครึ่งประโยค เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พอดันกลับไปมองก็พบว่าเลือดที่หัวบันไดกับบนผนังหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหลือเพียงภาพวาดใบนั้นที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่อย่างน่าสยดสยอง

พวกเขาเพิ่งจะเข้าไปในห้องแล้ววิ่งกลับออกมาได้แค่สองสามนาทีเองนะ

“น... นี่มัน...”

อี้จิ่งพูดด้วยท่าทางที่เห็นจนชินตาแล้ว “เรื่องปกติธรรมดา เดี๋ยวพอพวกนายผ่านดันเจี้ยนมาเยอะๆ ก็จะชินไปเองแหละ”

การค้นพบนี้ไม่ได้ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกดีขึ้นเลย กลับยิ่งตื่นตระหนกหนักกว่าเดิมซะอีก

“พวกเราจะทำยังไงกันดี?”

ผู้เล่นที่ชื่อเฝิงเทาดูเหมือนจะเป็นคนที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ที่สุดในบรรดาสามคน ตอนนี้เขาหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว และเอาแต่ถามอี้จิ่งซ้ำๆ ว่าพวกเขาควรจะทำยังไงดี

แววตาของอี้จิ่งปรากฏร่องรอยของความรำคาญใจพาดผ่านเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะส่งยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “งั้นลองเอาภาพวาดลงมาจากกำแพงดูดีไหมล่ะ?”

“น... นี่มันจะเวิร์กเหรอครับ?” เฝิงเทาตั้งข้อสงสัย

“ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ? แล้วอีกอย่าง ทำแบบนี้พวกนายก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอไปสบตากับรูปภาพด้วยไง”

“เอาล่ะ ดึกมากแล้ว พวกนายรีบกลับเข้าห้องไปเถอะ”

ผู้เล่นใหม่ทั้งสามคนที่เขาพาเข้ามาในดันเจี้ยนสุดท้ายก็ยอมทำตามคำแนะนำของอี้จิ่ง พวกเขายกภาพวาดลงมาจากกำแพงด้วยความหวาดผวา แล้วเอามันไปซ่อนไว้ใต้เตียง

ส่วนหลีเสียนนั้น หลังจากที่บทสนทนาของพวกเขาจบลง เขาก็ปิดประตูห้องของตัวเองอย่างเงียบเชียบ

เอาล่ะ ทีนี้เขาควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 33 - ภาพวาดอันตราย

คัดลอกลิงก์แล้ว