- หน้าแรก
- ทะลุมิติโลกวิถีเทพพร้อมพลังยมทูต
- บทที่ 14: หนึ่งหมัด ซัดบอสเข้าเฟสสอง!
บทที่ 14: หนึ่งหมัด ซัดบอสเข้าเฟสสอง!
บทที่ 14: หนึ่งหมัด ซัดบอสเข้าเฟสสอง!
จ้าวคงเฉิงเพิ่งจะลั่นวาจาว่าวันนี้จะไม่มีใครตายทั้งนั้น แต่ในใจของเขากลับเริ่มดิ่งวูบลง
การจู่โจมของเขาเมื่อครู่ แม้จะลากรอยแผลยาวครึ่งเมตรบนตัวของราชาหน้าผีได้ก็จริง แต่บาดแผลนั้นกลับตื้นเขินมาก สำหรับอสุรกายตนนี้แล้ว มันไม่ต่างอะไรกับแผลถลอกปอกเปิกด้วยซ้ำ!
ในทางกลับกัน การลงดาบของหลี่เหลียนกลับสร้างความเสียหายได้ลึกกว่ามาก เกือบจะทำลายขาซ้ายของราชาหน้าผีจนพิการ
ตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตระดับราชา บาดแผลที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการต่อสู้แบบนี้ควรจะถูกรักษาเป็นอันดับแรก ทว่ามันกลับเลือกที่จะเปลี่ยนมาตั้งท่าหมอบคลานเพื่อสู้ต่อ แทนที่จะยอมสละพลังงานมารักษาแผลไหม้จากตัวดาบ ซึ่งเรื่องนี้ตีความได้เพียงสองกรณีเท่านั้น:
ข้อแรก ราชาหน้าผีในเวลานี้บาดเจ็บสาหัสปางตายอยู่ก่อนแล้ว จนมันไม่เหลือพลังงานส่วนเกินมาใช้ฟื้นฟูตัวเอง
ข้อสอง ดาบฟันวิญญาณที่เป็นพลังต้องห้ามของหลี่เหลียน มีเอฟเฟกต์พิเศษบางอย่างที่ขัดขวางการฟื้นตัวของมันอย่างสิ้นเชิง
หากเป็นเพราะเหตุผลข้อแรก โอกาสรอดชีวิตของพวกเขาก็จะพุ่งสูงขึ้นทันที แต่หากเป็นเพราะเหตุผลข้อหลัง การโจมตีระลอกถัดไปของราชาหน้าผี จะต้องพุ่งเป้าไปที่หลี่เหลียนอย่างบ้าคลั่งแน่นอน
ในขณะที่จ้าวคงเฉิงกำลังใช้สมองคิดวิเคราะห์อย่างเคร่งเครียด หลี่เหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับกำลังร่ำร้องครวญครางในใจด้วยความขมขื่น
เขาซึ้งถึงสภาพของตัวเองดีที่สุด ดาบที่สับใส่ข้อเท้าราชาหน้าผีเมื่อกี้ก็นับว่าเป็นกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของเขาแล้วหากไม่นับท่าใช้หมัด เพื่อเพิ่มพูนพลังทำลายล้างให้ถึงขีดสุด ตอนนั้นเขาถึงขั้นรีดพลังกดดันวิญญาณทั้งหมดอัดฉีดเข้าไปในดาบฟันวิญญาณเลยทีเดียว
ตามแผนการที่หลี่เหลียนคิดไว้ ดาบนั้นควรจะสับข้อเท้าซ้ายของราชาหน้าผีจนขาดสะบั้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีเปลวไฟลุกท่วมแผดเผาตรงข้อเท้า เพื่อบังคับให้มันต้องสูญเสียพละกำลังมหาศาลในการดับไฟ
แต่เมื่อเห็นราชาหน้าผีสิ้นฤทธิ์จนขาซ้ายไม่กล้าแตะพื้น หลี่เหลียนก็ถือว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เลวเลยทีเดียว เพราะยังไงราชาหน้าผีก็เป็นถึงสัตว์มายาที่ก้าวเข้าสู่ "ขั้นทะลวงมิติ" แถวยังเป็นสายที่โดดเด่นด้านพละกำลังทางกายภาพเป็นทุนเดิม การที่พลังของเขาในตอนนี้สามารถสร้างบาดแผลให้มันได้ขนาดนี้ก็นับว่าหรูมากแล้ว
เดี๋ยวค่อยหาจังหวะสับขาขวาของมันอีกข้างแล้วกัน! ถ้ายังเอาไม่อยู่... คงต้องปล่อยให้มันได้ลิ้มรสหมัดเด็ดที่ฉันอุตส่าห์นั่งฝึกซ้อมมาทั้งวันซะแล้ว!
ราชาหน้าผีหมอบคลานต่ำอยู่บนพื้น ดวงตาทั้งสองข้างของมันกลอกไปมาระหว่างหลี่เหลียนและจ้าวคงเฉิง ก่อนที่ในท้ายที่สุด มันจะล็อกสายตาเขม็งมาที่หลี่เหลียนอย่างมั่นคง ในประสาทสัมผัสของมัน หลี่เหลียนคือตัวอันตรายที่สร้างความคุกคามให้มันได้มากกว่าจ้าวคงเฉิงหลายเท่า
วินาทีนั้น กรงเล็บแหลมคมของราชาหน้าผีตะปบครูดไปกับพื้นถนนจนเกิดรอยแยก มันเตรียมจะใช้ความเร็วสูงสุดที่มี พุ่งเข้าปลิดชีพหลี่เหลียนให้ดับดิ้นในคราวเดียว!
และเป็นไปตามที่จ้าวคงเฉิงคาดการณ์ไว้เป๊ะ!
“หลี่เหลียน ไปหลบข้างหลังฉัน!”
จ้าวคงเฉิงใช้สองมือกุมดาบตรงแน่น ก้าวเท้าขึ้นมาขนาบข้างยืนบังร่างของหลี่เหลียนไว้เบื้องหลังอย่างมั่นคง ในฐานะรุ่นพี่ของหน่วยกู้ราตรี เขามีทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องเป็นกำแพงมนุษย์ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้องรุ่นน้อง
ร่างอันมหึมาของราชาหน้าผีพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวจ้าวคงเฉิงอย่างรวดเร็ว ใบหน้ากากผีสีขาวซีดแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ยิ่งกว่าเดิม ลิ้นยาวสีแดงฉานสะบัดพริ้วตามแรงลม พร้อมรอยยิ้มพิลึกพิลั่นอันแสนโหดเหี้ยมที่ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก ราวกับเห็นจ้าวคงเฉิงตรงหน้ากลายเป็นชิ้นเนื้ออันโอชะเรียบร้อยแล้ว!
เคร้ง!
ดาบตรงในมือของจ้าวคงเฉิงพุ่งเข้าปะทะกับกรงเล็บแหลมคมของราชาหน้าผีอย่างจัง ก่อเกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นพร้อมประกายไฟสว่างวาบแสบตา!
ทว่า ในวินาทีต่อมา ร่างของจ้าวคงเฉิงกลับถูกพละกำลังอันมหาศาลราวกับสัตว์ประหลาดของราชาหน้าผีซัดจนปลิวละลิ่ว ลอยละลิ่วไปตกกระแทกพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนในสภาพทุลักทุเลหมดรูป
นี่คือช่องว่างของพลังที่ห่างชั้นกันเกินไป ระหว่างสิ่งมีชีวิตในปกรณัมที่ก้าวเข้าสู่ขั้นทะลวงมิติ แถวยังมีพลังต้องห้ามและสมรรถภาพทางกายที่น่ากลัว กับมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ไม่มีแม้กระทั่งพลังต้องห้าม และต้องพึ่งพาเพียงพละกำลังดั้งเดิมกับทักษะวิชาต่อสู้เข้าฟาดฟัน
ความแตกต่างของทั้งสองฝ่าย เปรียบเสมือนระยะห่างระหว่างผืนฟ้ากับหุบเหวนรก!
“คิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตในปกรณัมแล้วจะซ่าที่ไหนก็ได้หรือไงวะ? แม่งรังแกกันเกินไปแล้ว!”
ในจังหวะเดียวกับที่จ้าวคงเฉิงถูกซัดกระเด็นหายไป หลี่เหลียนก็เปิดใช้งานทักษะ 【ก้าวพริบตา】 อีกครั้ง พร้อมกับระเบิดท่า 【ฮาคุดะ: อิชิโอ】 สวนกลับไปทันที!
เขาเลือกจับจังหวะเวลาในวินาทีที่แรงส่งเดิมของราชาหน้าผีเพิ่งจะสิ้นสุดลง และพละกำลังระลอกใหม่ยังไม่ทันตลบขึ้นมา หมัดซ้ายที่ว่างเปล่าไม่ได้ถืออาวุธพุ่งออกไปราวกับสายฟ้าฟาด ซัดเข้าใส่กึ่งกลางใบหน้ากากผีสีขาวซีดของราชาหน้าผีอย่างจังและหนักหน่วง!
และก็นับว่าเป็นโชคดีของเขาที่ราชาหน้าผีเปลี่ยนมาตั้งท่าหมอบคลานในการต่อสู้ เพราะขืนมันยังคงหยัดยืนด้วยความสูงร่วมสามเมตรเหมือนตอนแรก มีหวังหมัดของหลี่เหลียนคงไม่มีปัญญาเอื้อมไปสอยถึงหน้ามันแน่ๆ!
ปัง!
พลังกดดันวิญญาณที่บีบอัดอยู่ภายในกำปั้นของหลี่เหลียนระเบิดออกเสียงดังสนั่น แรงระเบิดซัดร่างของราชาหน้าผีจนหงายหลังผงะไป ในขณะเดียวกัน แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลก็กระแทกตัวหลี่เหลียนให้ปลิวถอยหลังตามไปด้วย
“ตึก, ตึก, ตึก, ตึก...”
หลี่เหลียนก้าวถอยหลังเสียหลักไปหลายก้าวกว่าเซจะทรงตัวได้ บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยแดงระเรื่อที่ดูผิดธรรมชาติวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเริ่มหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างหนักหน่วง สัมผัสได้เลยว่าสายฝนในวันนี้ช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจเหลือเกิน
ตามหลักเหตุผลแล้วเขาไม่ควรจะตกอยู่ในสภาพที่ดูน่าอนาถขนาดนี้ แต่สำหรับตัวเขาในปัจจุบัน การเปิดใช้ทักษะก้าวพริบตาติดต่อกันก็นับว่าเป็นการสูบมานาไปมหาศาลแล้ว ประกอบกับโอกาสทองเมื่อครู่มันช่างประจวบเหมาะเกินไป เพื่อเค้นพลังทำลายล้างให้รุนแรงที่สุด เขาจึงตัดสินใจเทกระแสพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีในร่างกายอัดฉีดเข้าไปในท่าหมัดเดียวจนหมดหลอด โดยไม่เหลือพลังงานไว้สำรองเซฟตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“อ๊ากกกกก!”
เมื่อโดนหมัดเด็ดของหลี่เหลียนซัดเข้าจังๆ ตรงดั้งจมูก ราชาหน้าผีก็แผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ดั้งจมูกของมันถูกแรงอัดกระแทกจนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ฟันหน้าในปากกว้างหักกระเด็นหลุดออกมาสองซี่ แแถมยังเกือบจะกัดลิ้นตัวเองขาดสะบั้น
ส่วนหัวของมันก็ตกอยู่ในสภาวะมึนงงสมองเบลอจากแรงระเบิดของพลังวิญญาณ ร่างกายของมันโซเซถอยหลังไปสองสามก้าว พยายามจะยันตัวหยัดยืนให้มั่นคงแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ล้มโครมลงไปกองกับพื้นถนน
ทว่า ทันทีที่ร่างกระแทกพื้น ราชาหน้าผพก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาทันควัน เพราะจังหวะที่มันล้มลงไปดันไปกดทับแผลเก่าตรงข้อเท้าซ้ายที่หลี่เหลียนเคยลากดาบสับไว้พอดี ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง ช่วยกระชากสติของราชาหน้าผีให้กลับคืนมาแจ่มใสในพริบตา!
“โฮกกกกก! โฮกกกกก! โฮกกกกก!!!”
ราชาหน้าผีแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้นสุดขีดใส่หลี่เหลียน วินาทีต่อมา โดยมีตัวราชาหน้าผีเป็นจุดศูนย์กลาง บนพื้นถนนพลันปรากฏเงาร่างของใบหน้ากากผีขนาดมหึมาแสนน่ากลัวค่อยๆ ขยายอาณาเขตกางกวาดออกไปทั่วบริเวณ!
จ้าวคงเฉิงที่เพิ่งจะคลานกระเสือกกระสนลุกขึ้นมาได้ เมื่อหันไปเห็นเงาหน้ากากผีที่กำลังกางอาณาเขต สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที!
“หลี่เหลียน! ระวังตัวด้วย! นั่นมันพลังต้องห้ามลำดับรหัส 176 【เขตแดนหน้าผีกลับด้าน】!”
เช็ดเข้! ฉันคำนวณหลอดเลือด ของมันพลาดไปหน่อย ดันซัดหมัดเดียวส่งบอสพุ่งเข้าเฟสสองซะงั้น!
ภายใต้รัศมีทำการของเขตแดนหน้าผีกลับด้าน มันสามารถบิดเบือนประสาทสัมผัสการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีระดับพลังต่ำกว่าหรือเท่ากับตัวมัน และสามารถสลับทิศทางของมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในเนื้อเรื่องดั้งเดิมของวิถีเทพ เหล่าจ้าวต้องอาศัยเสียงของเม็ดฝนที่ตกลงมากระทบพื้น และประสบการณ์การต่อสู้ที่สั่งสมมานานหลายปี ถึงจะสามารถหักดิบพังทลายพลังต้องห้ามนี้ลงได้!
ตัวหลี่เหลียนไม่ได้มีประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนเหมือนอย่างจ้าวคงเฉิง แต่สิ่งที่เขามีคือ ดาบฟันวิญญาณ!
ใช่แล้ว ยามที่ร่างของหลี่เหลียนถูกครอบงำด้วยเขตแดนหน้าผีกลับด้าน ความรู้สึกของเขามันเหมือนกับตัวเองถูกจับโยนเข้าไปในถังปั่นผ้าของเครื่องซักผ้า แล้วโดนจับหมุนเคว้งคว้างกลับหัวกลับหางไปมา ภาพทุกอย่างที่ปรากฏสู่สายตาแปรเปลี่ยนเป็นวงล้อลวงตาที่หมุนวนไม่หยุดหย่อน แค่เหลือบมองเพียงปราดเดียวก็ทำเอาเขารู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะอ้วกออกมาทันที
การได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแบบนี้ มันเป็นคนละเรื่องกับการนั่งอ่านนิยายเลยสักนิด ดูท่าวันข้างหน้าเขาจำเป็นต้องไปเข้าคอร์สฝึกซ้อมต่อต้านอาการเวียนหัวเป็นพิเศษซะแล้ว ในโลกนี้คงมีพลังต้องห้ามอีกหลายชนิดที่เน้นทำลายประสาทสัมผัสของมนุษย์แบบนี้แน่ เขาต้องปรับตัวเพื่อรับมือให้ได้
เมื่อนึกถึงรอยแผลที่ปรากฏอยู่ทั่วตัวของราชาหน้าผี หลี่เหลียนก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งในใจภายใต้สถานการณ์ที่ประสาทสัมผัสโดนบิดเบือนจนยับเยินขนาดนี้ กัปตันเฉินมู่เหย่ใช้วิธีไหนในการลงดาบไล่ต้อนมันจนสะบักสะบอมกันแน่วะ?
ที่แท้ มียอดมนุษย์ระดับปีศาจยืนอยู่ข้างกายฉันมาตลอดเลยเรารึ?! ไม่รู้เลยว่าตัวเขาต้องอัปไปถึงเลเวลไหน ถึงจะก้าวไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับกัปตันได้...
แต่เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกนี้ให้ได้ก่อน ราชาหน้าผีหลังจากเปิดใช้พลังต้องห้ามเสร็จสิ้น มันต้องเปิดฉากจู่โจมเข้ามาแน่ เมื่อกี้เขาดันไปดึงค่าความเกลียดชัง ของมันมาซะเต็มหลอด เป้าหมายต่อไปของมันต้องพุ่งมาที่เขาแน่นอน หลี่เหลียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจหลับตาลง
ทว่า เมื่อหลี่เหลียนหลับตาลง ประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาราวกับถูกตัดขาดลงในพริบตา เขาคล้ายกับได้ก้าวเข้าสู่ห้วงสภาวะเดียวกับตอนที่เขานั่งฝึกซ้อมวิชาดาบในวันนั้น โลกทั้งใบแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าสีขาวโพลน มีเพียงตัวเขาและดาบฟันวิญญาณในมือเท่านั้น
รวมถึง... กลุ่มประกายไฟดวงน้อยที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอยู่ตรงนู้นด้วย
ไฟ? มีไฟมาจากไหนน่ะ?
จริงด้วย! นั่นมันประกายไฟที่ดาบฟันวิญญาณทิ้งไว้ตรงข้อเท้าของราชาหน้าผินี่นา! ถึงมันจะไม่ได้ลุกท่วมเป็นไฟ แต่อำนาจพลังของดาบฟันวิญญาณได้ประทับรอยแผลทิ้งไว้ตรงข้อเท้าของมันเรียบร้อยแล้ว!
หลี่เหลียนสัมผัสได้ชัดเจนว่ากลุ่มประกายไฟดวงนั้นกำลังพุ่งตรงเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง เมื่อคำนวณจากขนาดร่างกายของราชาหน้าผี หลี่เหลียนก็กัดฟันกรอด โคจรกระแสพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายที่เพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมาส่งตรงเข้าสู่ดาบฟันวิญญาณ อาศัยแรงใจฮึดสู้ปัดดาบสวนทิศทางที่ประกายไฟพุ่งเข้ามา ตวัดดาบออกไปสามดาบรวดอย่างรวดเร็ว!
ปัง! ปัง! ปัง!
ดาบฟันวิญญาณพุ่งปะทะกับกรงเล็บของราชาหน้าผีสามครั้งติดต่อกัน หลี่เหลียนสามารถป้องกันตัวเองได้สำเร็จ แต่เนื่องจากช่องว่างของพละกำลังมันห่างชั้นกันเกินไป ตัวหลี่เหลียนก็ไม่ต่างอะไรกับจ้าวคงเฉิงก่อนหน้านี้โดนแรงกระแทกตบจนปลิวละลิ่ว หงายหลังลอยกระเด็นไปตามแรง! และร่างของเขาก็ลอยร่วงลงมานอนแหมะอยู่ข้างๆ จ้าวคงเฉิงพอดีเป๊ะ
“หลี่เหลียน! ใช่แกหรือเปล่าวะ?”
ตอนที่จ้าวคงเฉิงโดนเขตแดนหน้าผีกลับด้านครอบงำ เขากำลังตั้งท่าตระเตรียมจะกางดาบสวนกลับยามที่ราชาหน้าผีพุ่งเข้ามาโจมตี แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าราชาหน้าผีจะเมินเฉยต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง แล้วเลือกพุ่งเป้าไปขย้ำหลี่เหลียนแทน
แต่เจ้าเด็กหลี่เหลียนไม่เพียงแต่จะทนทานต่อเอฟเฟกต์ของพลังต้องห้ามได้เท่านั้น แต่ยังสามารถวาดดาบป้องกันตัวเองได้อย่างปลอดภัยอีกต่างหาก ถึงจ้าวคงเฉิงจะไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่ใช้วิธีไหนทำได้ แต่อัตราความล้มเหลวในการปกป้องรุ่นน้องในคราวนี้ มันทำให้คนเป็นรุ่นพี่อย่างเขาขายหน้าชะมัด!
เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดังแว่วมาจากข้างกาย จ้าวคงเฉิงรู้ดีว่าสภาพของหลี่เหลียนในตอนนี้ต้องยับเยินมากแน่ๆ ขนาดตัวเขาที่มีประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชน พอโดนกระบวนท่าของราชาหน้าผีเข้าไปทียังแทบกระอักเลือดเลย แล้วเด็กใหม่อย่างหลี่เหลียนจะยังมีปัญญาหยัดกายลุกขึ้นยืนไหวไหม นั่นคือปัญหาใหญ่แล้ว
หลี่เหลียนรู้สึกเวียนหัวจนโลกหมุน ยามที่นอนแผ่อยู่บนพื้นถนน ความรู้สึกพะอืดพะอมแล่นพล่านจนอยากจะอ้วกออกมาคำโต แต่เขาก็ยังคงเค้นเสียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและอ่อนแรงว่า:
“เหล่าจ้าว... ระวังตัวด้วย! ราชาหน้าผีมันกำลังพุ่งมาแล้ว... อยู่ทางทิศหน้าซ้ายของลุง!”
“ฉันรู้แล้ว!”