เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: อย่าพูดเยอะ ลุง! ซาเล้งผมอยู่ไหนวะ!?

บทที่ 11: อย่าพูดเยอะ ลุง! ซาเล้งผมอยู่ไหนวะ!?

บทที่ 11: อย่าพูดเยอะ ลุง! ซาเล้งผมอยู่ไหนวะ!?


หลี่เหลียนเดินกลับลงมาที่ชั้นใต้ดินของสำนักงานจัดหางานผิงอัน และพบกับอู๋เซียงหนานที่นั่งรอนานแล้ว อู๋เซียงหนานจึงพาลี่เหลียนตรงไปยังห้องทดสอบพลังต้องห้ามประจำฐานทัพทันที

"ก่อนอื่น เรามาเริ่มจากความหมายของพลังต้องห้ามกันก่อน... บลาๆๆ... ต่อมาก็คือพลังทิพย์... บลาๆๆ..."

"แล้วก็ยังมีพลังต้องห้ามที่สถิตอยู่ในวัตถุโบราณ... บลาๆๆ... รวมไปถึงลำดับรหัสของพลังต้องห้ามต่างๆ... บลาๆๆ..."

อู๋เซียงหนานอธิบายแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก ตั้งแต่พื้นฐานโครงสร้างของพลังต้องห้ามอย่างละเอียดละออ มันเปรียบเสมือนการยัดข้อมูลดิบ เข้าสมองของหลี่เหลียนที่เป็นมือใหม่เพิ่งทะลุมิติมา ซึ่งถ้าจะให้สรุปแบบชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ:

อาณาเขตเหนือธรรมชาติที่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบตัวผ่านตัวเองเรียกว่า พลังต้องห้าม, พลังต้องห้ามของเทพเจ้าเรียกว่า พลังทิพย์, วัตถุเหนือธรรมชาติที่มีพลังต้องห้ามในตัวเรียกว่า วัตถุต้องห้าม และลำดับรหัสพลังต้องห้ามคือการจัดอันดับตามระดับความอันตรายจากมากไปน้อยนั่นเอง

ความจริงแล้วหลี่เหลียนรู้เรื่องพวกนี้อยู่เต็มอก แต่เพื่อไม่ให้มีพิรุธเผยความลับออกมา เขาเลยทำได้เพียงปั้นหน้าเอ๋อนั่งฟังอู๋เซียงหนานร่ายยาวอยู่เป็นนาน สลับกับทำสีหน้า "อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง" เลียนแบบท่าทางตอนนั่งฟังบอสใหญ่ประชุมพร่ำเพ้อในชาติก่อนเป๊ะๆ

ในใจนี่แทบจะลงแดงตายอยู่แล้วเมื่อไหร่ลุงจะเข้าประเด็นหลักสักทีวะ!

อู๋เซียงหนานยกน้ำขึ้นจิบอึกหนึ่งแล้วถามว่า "เข้าใจหรือยัง? ถ้ายังไม่เคลียร์ ฉันอธิบายซ้ำอีกรอบได้นะ"

"เคลียร์ครับ เคลียร์ชัดแจ๋วเลยลุง! รีบสอนวิธีใช้พลังต้องห้ามให้ผมทีเถอะ!"

"ในเมื่อเข้าใจแล้ว งั้นเรามาคุยเรื่องพลังต้องห้ามของเธอหน่อย ย้อนถามอีกที พลังต้องห้ามของเธอคือนิยามแบบไหนนะ?"

"ผมมันมือใหม่ซิงๆ จะไปตรัสรู้ได้ไงว่าพลังของตัวเองเรียกว่าอะไร เอาเป็นว่าผมโชว์ให้ลุงดูเลยง่ายกว่า!"

"ก็เข้าท่าดี"

หลี่เหลียนอัญเชิญดาบฟันวิญญาณออกมาทันที คลื่นความร้อนระอุพลันปรากฏขึ้น แผ่ซ่านเข้าปกคลุมทั้งตัวหลี่เหลียนและอู๋เซียงหนาน

อู๋เซียงหนานก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าวเพื่อให้พ้นจากระยะความร้อนสูง

"พอเธอชักดาบเล่มนี้ออกมา อุณหภูมิรอบตัวเธอในรัศมีประมาณ 3 เมตร พุ่งสูงขึ้นราวๆ 15 องศา เท่าที่ดูตอนนี้มันดูเหมือนพลังต้องห้ามสายอัคคีธรรมดาทั่วไป อานุภาพไม่ได้รุนแรงมาก และระยะเอฟเฟกต์ก็ไม่ได้กว้างเท่าไหร่ เธอสามารถเร่งอุณหภูมิให้สูงกว่านี้ได้ไหม?"

"ได้ครับ"

"งั้นลองระเบิดพลังออกมาให้สุดปลอกสักรอบซิ ฉันอยากเห็นขีดจำกัดของดาบเล่มนี้" อู๋เซียงหนานเดินถอยไปยืนซะไกลห่างจากหลี่เหลียนร่วม 20 เมตร ก่อนจะตะโกนบอก "เอาเลย จัดเต็มที่มาเลย!"

"จัดไปครับลุง!"

หลี่เหลียนใช้สองมือกุมด้ามดาบ โคจรพลังกดดันวิญญาณทั้งหมดในร่างกายส่งตรงเข้าสู่ตัวดาบฟันวิญญาณ อุณหภูมิบนใบดาบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมวลอากาศรอบๆ ตัวดาบเริ่มบิดเบี้ยวเป็นลอนคลื่น

"อืม เร่งอุณหภูมิขึ้นมาได้ประมาณ 60 องศา โดยมีรัศมีทำการประมาณ 15 เมตรรอบตัวเธอ สำหรับระดับพลังในตอนนี้ถือว่าไม่เลว แต่ถ้าพูดในแง่ของอาณาเขตพลังต้องห้าม มันยังขาดพลังทำลายล้างที่เฉียบขาดไปหน่อย แล้วมีเอฟเฟกต์อย่างอื่นอีกไหม?"

"มีครับ!" หลี่เหลียนนึกในใจแล้วเก็บดาบฟันวิญญาณกลับไป คลื่นความร้อนรอบตัวพลันอันตรจังหายไปในพริบตา จากนั้นเขาก็จุดไฟดวงเล็กๆ ขึ้นที่ปลายนิ้วชี้ขวาอย่างช่ำชองแล้วพูดว่า:

"นอกจากจะใช้พลังวิญญาณสร้างไฟแบบนี้ได้แล้ว ผมยังมีทักษะอีกสองอย่าง: อย่างแรกคือวิชาตัวเบาที่เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง และอย่างที่สองคือวิชาต่อสู้ที่ใช้หมัดครับ"

"ลองโชว์ให้ดูหน่อยซิ"

ฟุ่บ! หลี่เหลียนเปิดใช้งานทักษะ 【ก้าวพริบตา】 ทันที ร่างพุ่งพรวดข้ามระยะทาง 20 เมตรมาโผล่ตรงหน้าอู๋เซียงหนานในชั่วพริบตา ทำเอาคุณลุงรองกัปตันสะดุ้งโหยงขวัญหนีดีฝ่อ!

"เช็ดเข้!" อู๋เซียงหนานก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ "ทำไมความเร็วของเธอรวดเร็วปานเทเลพอร์ตขนาดนี้วะ? แล้วอัตราการกินพลังวิญญาณเป็นยังไงบ้าง?"

...

จากการทดสอบร่วมกับอู๋เซียงหนาน หลี่เหลียนก็สามารถสรุปได้ว่าทักษะ 【ก้าวพริบตา】 ของเขามีระบบการทำงานคล้ายกับมิเตอร์รถแท็กซี่ไม่มีผิด โดยแยกแยะได้ดังนี้:

เมื่อเคลื่อนที่ภายในระยะ 3 เมตร การเปิดใช้ก้าวพริบตาหนึ่งครั้งจะหักพลังวิญญาณประมาณหนึ่งในสิบของพลังทั้งหมดที่มีในปัจจุบัน เทียบเท่ากับค่าโดยสารเริ่มต้นของรถแท็กซี่

และหากระยะทางเกิน 3 เมตร ทุกๆ ระยะที่เพิ่มขึ้น 10 เมตร จะต้องจ่ายพลังวิญญาณเพิ่มอีกหนึ่งในสิบไปเรื่อยๆ

พูดง่ายๆ คือ ถ้าหลี่เหลียนทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมดเปิดใช้ก้าวพริบตาในคราวเดียว เขาจะสามารถพุ่งตัวไปได้ไกลเกือบ 100 เมตรในพริบตา แต่ผลลัพธ์คือเขาจะตกอยู่ในสภาพมานาหมดหลอดขยับเขยื้อนไม่ได้ทันที

ในแง่ของอัตราการสิ้นเปลือง อู๋เซียงหนานเปรียบเทียบให้เห็นภาพเหมือนเกมนิยาย ตัวหลี่เหลียนในตอนนี้ที่เป็นมือใหม่ระดับเบิกเนตร มีค่ามานารวม อยู่ที่ 100 แต้ม ค่าเปิดใช้งานก้าวพริบตาขั้นต่ำคือ 10 แต้ม และทุกๆ 10 เมตรก็จ่ายเพิ่มอีก 10 แต้ม ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้เป็นตัวเลขที่คงที่

หากวันข้างหน้าหลี่เหลียนเลื่อนระดับขึ้นสู่ขั้นสว่างจิต เขาจะมีค่ามานารวมเพิ่มขึ้นเป็น 500 แต้ม แต่ค่าเปิดใช้งานขั้นต่ำของก้าวพริบตาก็ยังคงเป็น 10 แต้มเท่าเดิม แถมเมื่อความชำนาญเพิ่มขึ้น อัตราการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอาจจะลดน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ส่วนข้อสรุปด้านอานุภาพและอัตราสิ้นเปลืองของทักษะ 【ฮาคุดะ: อิชิโอ】 ก็ได้ข้อชัดเจนเช่นกัน ปัจจุบันในขั้นเบิกเนตร หลี่เหลียนสามารถรีดพลังวิญญาณออกมาใช้โจมตีได้สูงสุดครึ่งหลอดในคราวเดียว อานุภาพของมันเทียบเท่ากับการโจมตีของสัตว์มายาระดับกลางของขั้นสว่างจิตเลยทีเดียว แถวยังมีคุณสมบัติพิเศษคือพลังวิญญาณจะเข้าไประเบิดภายในตัวศัตรู พลังทำลายล้างที่แท้จริงจึงอาจจะสูงกว่าที่ตาเห็นเสียอีก

ทว่าการรีดพลังวิญญาณออกมามากเกินไปอาจจะส่งผลให้กระดูกมือและเส้นประสาทของเขาได้รับความเสียหายได้ แต่ถ้าอยู่ในสถานการณ์ศึกเสี่ยงตายก็นับว่าเป็นไพ่ตายที่พึ่งพาได้ดีเยี่ยม

อู๋เซียงหนานบอกว่ากรณีของหลี่เหลียนนั้นแปลกประหลาดมาก ดาบฟันวิญญาณของเขาเห็นชัดๆ ว่าเป็นวัตถุต้องห้ามที่มีอาณาเขตพลังในตัวเอง แต่ตัวเขากลับสามารถใช้พลังต้องห้ามได้โดยไม่ต้องชักดาบออกมาด้วยซ้ำ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าตัวดาบกับตัวเขาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะงั้นอาณาเขตพลังที่ดาบมอบให้จึงนับว่าเป็นอาณาเขตพลังของตัวเขาเองด้วย

และเมื่อระดับพลังของหลี่เหลียนเพิ่มสูงขึ้น รัศมีทำการของอาณาเขตพลังดาบก็จะขยายกว้างตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากวัตถุต้องห้ามทั่วไปโดยสิ้นเชิง

สุดท้าย อู๋เซียงหนานก็สรุปเอาเองว่า ยมทูตที่มอบพลังต้องห้ามให้หลี่เหลียนคงไม่ใช่ยมทูตที่ปกติเท่าไหร่ และแม้แต่พลังต้องห้ามที่ให้มาก็ดูไม่ค่อยเข้าพวกเข้าทางวัตถุต้องห้ามก็ดูไม่เหมือนวัตถุต้องห้าม พลังต้องห้ามก็ดูไม่เหมือนพลังต้องห้าม

มีเพียงหลี่เหลียนที่แอบพยักหน้ายอมรับในใจเงียบๆ ตัวเขาไม่ได้เป็นตัวแทนเทพบ้าบออะไรมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เวลาออกไปท่องยุทธภพ ตัวตนมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะโม้ยังไงต่างหาก ตามหลักเหตุผลแล้วเขาไม่มีแม้กระทั่งพลังต้องห้ามด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ดาบฟันวิญญาณกับทักษะที่ระบบแถมมาให้ เขาก็เป็นแค่ตัวประกอบธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครเหลียวแลคนหนึ่ง

บางทีในวันข้างหน้าเขาอาจจะปลุกพลังต้องห้ามของตัวเองขึ้นมาได้จริงๆ ก็ได้นะ! เพราะยังไงดาบฟันวิญญาณเล่มนี้ก็ไม่ใช่พลังต้องห้ามดั้งเดิมของเขาสักหน่อย!

แต่มานั่งคิดตอนนี้ก็ไลฟ์บอย คำพูดของอู๋เซียงหนานมันก็แค่จะบอกว่าเขาเป็นไอ้กระจอกที่มีสกิลเทพติดตัว แต่ดันกดใช้ได้แค่ไม่กี่ทีก็หมดก๊อกนั่นแหละ

ตัวหลี่เหลียนเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี: กระบวนท่าหรือคอมโบมันก็สำคัญ แต่ค่าสถานะ ต่างหากที่ไม่เคยทรยศใคร ระดับพลังของเขาผูกติดอยู่กับเลเวลในระบบล้วนๆ เพราะงั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือตั้งหน้าตั้งตาฟาร์มค่าประสบการณ์เพื่ออัปเวลเท่านั้น! เมื่อเวลสูงขึ้น เดี๋ยวทุกอย่างที่ต้องการมันก็มาเอง!

อย่างไรก็ตาม สำหรับเขาแล้ว การเลเวลอัปมันง่ายกว่าการที่คนปกติจะนั่งบำเพ็ญเพียรเพื่อเลื่อนระดับพลังตั้งเยอะ ขอเพียงเขาได้เปิดศึกกับพวกมอนสเตอร์ในปกรณัม เขาก็จะได้ค่าประสบการณ์มาครอง นี่แหละคือความโกงแบบหน้าด้านๆ ของคนมีระบบ

ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของเขาคือต้องลงมือสังหารราชาหน้าผีด้วยตัวเองเพื่ออัปเวลไปสู่เลเวล 5 ให้ได้อย่างมั่นคง!

ไม่อย่างนั้น ค่ามานาของเขาคงไม่พอใช้แน่! ต่อให้มีทักษะขั้นเทพแค่ไหน แต่ถ้ากดใช้ได้แค่ไม่กี่ทีก็หมดหลอด เขาก็ยังเป็นได้แค่ไอ้กระจอกวันยันค่ำ

เมื่อหลี่เหลียนและอู๋เซียงหนานเดินออกจากห้องทดลองพลังต้องห้ามตรงไปยังห้องอาหารเพื่อหาอะไรใส่ท้อง หลี่เหลียนก็พบพี่หงอิงนั่งทำหน้าอมทุกข์อยู่ทีโต๊ะอาหาร ตรงหน้าเธอมีบะหมี่ตั้งอยู่ชามหนึ่ง และเธอก็ใช้ตะเกียบสองข้างคนเส้นบะหมี่วนไปวนมาโดยไม่ยอมคีบเข้าปากสักคำ

หลี่เหลียนและอู๋เซียงหนานหันมาสบตากัน สุดท้ายรองกัปตันอู๋ก็ส่งสัญญาณให้หลี่เหลียนเป็นฝ่ายเปิดประเด็น

"พี่หงอิง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ?"

"เหล่าจ้าวออกไปข้างนอกทั้งวันแล้วยังไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลย ไม่รู้ป่านนี้เจอตัวแทนของมิคาเอลหรือยัง"

"อ๋อ ตอนผมกลับมาผมเจอเหล่าจ้าวอยู่นะครับ ลุงแกกำลังนอนตากแดดอยู่ตรงขอบฟุตบาทฝั่งตรงข้ามประตูโรงเรียนหมายเลข 2 นู่นน่ะ วันนี้ลุงแกน่าจะสิงอยู่ตรงนั้นมาไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมงแล้วมั้งครับ"

"..." หงอิงถึงกับไปไม่เป็นอยู่แวบหนึ่ง เธอจินตนาการไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจ้าวคงเฉิงจะใช้วิธีสิ้นคิดแบบนั้นในการตามหาคน เมื่อนึกถึงตอนที่จ้าวคงเฉิงตบอกตัวเองปังๆ เมื่อคืน พร้อมสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ายังไงก็ต้องหาตัวหลินฉีเย่ให้เจอ ไฟโทสะในใจของเธอก็พลันลุกพรึ่บขึ้นมาทันที

"หงอิง รีบกินซะเถอะ อีกเดี๋ยวฟ้าก็จะมืดแล้ว เรายังต้องเข้าย่านเมืองเก่าไปดักซุ่มรอราชาหน้าผีกันอีกนะ" อู๋เซียงหนานหยิบขนมปังสองแผ่นกับนมหนึ่งขวดออกจากตู้เย็น นั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มลงมือกินของตัวเองเงียบๆ

หลี่เหลียน

"รองกัปตัน ลุงนั่งกินคนเดียวเลยเหรอครับ?"

"อ้อ จริงด้วย มีเธออยู่ด้วยอีกคนนี่นา ฉันลืมไปเลย" อู๋เซียงหนานพูดพลางเคี้ยวขนมปังตุ่ยๆ เสียงอู้อี้:

"กัปตันสั่งลงมาแล้ว เธอเพิ่งเข้าหน่วยมาใหม่แถมยังไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ เพราะงั้นช่วงสองสามวันนี้เธอไม่ต้องเข้าร่วมภารกิจนะ รอให้เรื่องราชาหน้าผิคลี่คลายเรียบร้อยก่อน เดี๋ยวกัปตันจะเป็นคนจัดโปรแกรมฝึกซ้อมให้เธอด้วยตัวเอง หลังจากเธอผ่านการฝึกของกัปตันแล้ว ถึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมภารกิจของหน่วยเราในฐานะสมาชิกชั่วคราวได้"

"แล้วช่วงสองสามวันนี้ผมต้องทำอะไรล่ะครับลุง?!"

"ถ้าเธอเต็มใจ ช่วงนี้จะรับหน้าที่เป็นพ่อครัวคอยทำอาหารให้พวกเรากินไปก่อนไหมล่ะ? ยังไงพลังต้องห้ามของเธอก็เป็นสายไฟอยู่แล้ว ตามบันทึกของหน่วยกู้ราตรี คนที่ปลุกพลังสายไฟได้ สิบทั้งสิบมักจะทำอาหารอร่อยสุดๆ เลยล่ะ!"

วินาทีนี้ หลี่เหลียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง หลี่ต้าจุ่ย จากโรงเตี๊ยมถงฝู กับ ต้าโจว จากหน่วยเสบียงค่ายทหาร ตำแหน่งที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาสมัคร ความจริงแล้วคือ พ่อครัวประจำหน่วยกู้ราตรีที่ 136 ต่างหาก!

นี่ผมงงมากเลยนะลุง!

อย่าพูดเยอะลุง! ซาเล้งผมอยู่ไหนวะ!?

เดี๋ยวพ่อจะจัดกับข้าวสี่อย่างซุปหนึ่งถ้วยให้เดี๋ยวนี้แหละ!

จะปล่อยให้พวกสวาปามจนลืมตายเลยคอยดู จะได้ลิ้มรสว่า เกล็ดปลาผัดพริกสด, คัดกีบแม่หมูย่างถ่าน, แตงกวาจิ๋วทอดกรอบ, เปลือกหัวไชเท้าดองน้ำปลา และ ซุปไข่ข้นน้ำล้างจาน มันเป็นยังไง!

"เรื่องเงินค่ากับข้าวเบิกจากบัญชีกลางของหน่วยได้เลย เธอไม่ต้องควักเนื้อตัวเองหรอก แถมเรายังมีเงินเดือนให้ด้วยนะ"

"ไม่ทราบว่า... คุณรองกัปตันสุดหล่อกับพี่สาวคนสวย คืนนี้อยากรับมื้อดึกเป็นเมนูอะไรดีคร้าบ?"

จบบทที่ บทที่ 11: อย่าพูดเยอะ ลุง! ซาเล้งผมอยู่ไหนวะ!?

คัดลอกลิงก์แล้ว