- หน้าแรก
- ทะลุมิติโลกวิถีเทพพร้อมพลังยมทูต
- บทที่ 9: เพลงดาบแปดทิศ
บทที่ 9: เพลงดาบแปดทิศ
บทที่ 9: เพลงดาบแปดทิศ
การที่เหล่าจ้าวไปยืนดักสุ่มรอหลินฉีเย่อยู่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 2 ในวันนี้ พูดได้คำเดียวว่าหาเรื่องลำบากแท้ๆ เพราะวันนี้หลินฉีเย่ไม่มีทางมาโรงเรียนแน่นอน ลองคำนวณเวลาดู ป่านนี้ตรงหน้าเหล่าจ้าวคงมีก้นบุหรี่กองอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบมวนแล้ว
หลังจากซดบะหมี่จนหมดชามและล้างถ้วยชามเรียบร้อย หลี่เหลียนก็เดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการ เขาพบเฉินมู่เหย่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ พลางเปิดดูเอกสารในมือเพื่อรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
"มาแล้วเหรอ? นั่งลงสิ!" เฉินมู่เหย่เอ่ยปาก "หลังจากพวกเราหารือกันแล้ว ก็ตัดสินใจที่จะรับเธอเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมเรา"
"เยี่ยมเลยครับ!" หลี่เหลียนลุกพรวดขึ้นยืนเสียงดังพรึ่บ
"แต่ฉันต้องเตือนเธอไว้ก่อนนะว่า ตอนนี้เธอยังไม่เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ เธอจำเป็นต้องผ่านการฝึกซ้อมก่อน!"
"ฝึกซ้อมอะไรเหรอครับ?" หลี่เหลียนเกาหัว แกล้งทำเป็นใสซื่อไม่รู้เรื่อง
"เด็กใหม่ทุกคนที่เข้าร่วมหน่วยกู้ราตรี จะต้องเข้ารับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ การใช้ศัสตราวุธ การควบคุมพลังต้องห้าม และทักษะอื่นๆ อีกมากมาย"
"งั้น... ผมขอเรียนวิชาดาบก่อนเป็นอันดับแรกได้ไหมครับ?"
"เอ่อ... ได้สิ ถ้าเธอมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมก็เสนอมาได้เลย อะไรที่พวกเราพอจะตอบสนองให้ได้ก็จะพยายามอย่างเต็มที่"
เมื่อคืนนี้เฉินมู่เหย่ได้รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับตัวแทนเทพทั้งสองคนให้เบื้องบนทราบแล้ว และทางสำนักงานใหญ่ก็มีคำสั่งลงมาทันที
ตัวแทนเทพทั้งสองคนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตฝ่ายมาร ตัวแทนของมิคาเอลหนีไปแล้ว แต่ทางหน่วยจำเป็นต้องสืบหาเบาะแสที่อยู่ของเขาให้ได้โดยเร็วที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือกล่อมให้ยอมเข้าร่วมหน่วยกู้ราตรี แต่ถ้าเขาไม่ยินยอม ก็ต้องไม่ปล่อยให้พวกลัทธิเทพโบราณหาตัวเขาเจอเด็ดขาด และต้องจัดคนคุมกันเขาอย่างแน่นหนา
ส่วนตัวแทนเทพคนที่สอง หรือที่เรียกตัวเองว่า ยมทูตตัวแทน... ถึงแม้ชื่อเสียงเรียงนามของยมทูตองค์นี้จะไม่เป็นที่คุ้นหู และพลังที่ใช้จะดูเหมือนเทพแห่งไฟมากกว่า แต่ภารกิจที่ยมทูตมอบหมายให้ตัวแทนของตนนั้น สอดคล้องกับอุดมการณ์ของหน่วยกู้ราตรีพอดิบพอดี
แถมตัวยมทูตตัวแทนคนนี้ยังมีความกระตือรือร้นต่อองค์กรหน่วยกู้ราตรีเป็นอย่างมาก และเป็นฝ่ายร้องขอเข้าร่วมทีมด้วยตัวเอง ทางหน่วยกู้ราตรีจึงไม่อาจปล่อยให้ความตั้งใจนี้เสียเปล่า
ตราบใดที่ตรวจสอบประวัติภูมิหลังแล้วไม่มีปัญหา ก็สามารถรับเขาเข้าหน่วย 136 ในฐานะสมาชิกชั่วคราวได้ และเมื่อถึงกำหนดเปิดค่ายฝึกทหารใหม่ประจำปี ค่อยส่งตัวเขาไปเข้าร่วม
"ถ้างั้นผมขอเสนอเงื่อนไขสองข้อสุดท้ายครับ!" หลี่เหลียนพยักหน้าอย่างเริงร่า "ข้อแรก: ช่วยเคลียร์เรื่องที่โรงเรียนให้ผมที พอดีครูประจำชั้นไม่ยอมให้ผมดร็อปเรียนน่ะครับ ข้อสอง: ถึงจะเป็นแค่สมาชิกชั่วคราว แต่ผมขอสวัสดิการที่พักพร้อมอาหารฟรี แล้วก็เงินเดือนด้วยนะคร้าบ!"
"เรื่องใบลาพักเรียนจัดการให้ได้ไม่ยาก เรื่องอาหารเธอกินที่นี่ได้เลย ส่วนเรื่องที่นอน เดี๋ยวพวกเราค่อยไปเช่าห้องพักแถวๆ นี้ให้เธอทีหลัง ส่วนเรื่องเงินเดือน... ทางหน่วยกู้ราตรีมีกฎระเบียบอยู่ว่า สมาชิกชั่วคราวจะไม่มีเงินเดือนให้ แต่ฉันสามารถควักกระเป๋าตัวเองให้เงินค่าขนมเธอเดือนละ 500 หยวนได้นะ"
หลี่เหลียน
เอาเถอะ มีก็ดีกว่าไม่มี
"ฉันต้องออกไปสืบหาร่องรอยของราชาหน้าผีที่กำลังซ่อนตัวอยู่ เพราะงั้นถ้าเธออยากเรียนวิชาดาบ ก็ไปหาหงอิงที่ลานฝึกยุทธ์เอาเองนะ ถึงเธอจะไม่ได้ใช้ดาบเป็นหลัก แต่ก็ช่วยสอนพื้นฐานให้เธอได้"
อู๋เซียงหนานยิ้มแล้วพูดเสริมว่า "เธอเพิ่งปลุกพลังได้ก็มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับพีคของขั้นเบิกเนตรแล้ว ดูท่าเทพที่มอบพลังต้องห้ามให้เธอน่าจะทรงพลังมากทีเดียว อย่าปล่อยให้พรสวรรค์นี้สูญเปล่าล่ะ ตั้งใจฝึกซ้อมเข้า"
"รับทราบครับ!"
หลี่เหลียนคิดในใจ: พลังวิญญาณเลเวล 3 ของเรา เทียบเท่ากับระดับพีคของขั้นเบิกเนตร เองเหรอ? ถ้าเราอัปเวลไปถึงเลเวล 5 ได้ ไม่ใช่ว่าจะก้าวเข้าสู่ขั้นสว่างจิต ได้อย่างมั่นคงเลยเรารึ?
การซ้อมมือกับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ค่าประสบการณ์! เพราะงั้นถ้าอยากเลเวลอัป ก็ต้องรอไปฟัดกับราชาหน้าผิเท่านั้น!
แต่ถึงแม้ค่าประสบการณ์จะไม่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ การฝึกปรือวิชาดาบให้ช่ำชองก็เป็นอีกหนึ่งหนทางในการเพิ่มพลัง เพราะระบบไม่ได้แถมเพลงดาบอะไรมาให้หลี่เหลียนเลยสักนิด
เขาจะปล่อยให้เหล่าจ้าวต้องไปตายแบบนั้นไม่ได้ เพื่อรับประกันว่าเขาจะเก็บค่าประสบการณ์ได้มากพอที่จะขึ้นเลเวล 5 และปลดล็อกโซลโซไซตี้ หลี่เหลียนตัดสินใจว่าเขาต้องเป็นคนลงมือสังหารราชาหน้าผิด้วยตัวเอง
การทำตัวให้แข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อย จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตยามเผชิญหน้ากับราชาหน้าผิได้มากขึ้น
อันดับแรก ไปเรียนวิชาดาบก่อน!
...
เมื่อหลี่เหลียนเดินกลับมาที่ลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง เขาพบหงอิงนั่งแหมะพักผ่อนอยู่บนพื้นอย่างไม่ถือตัว มีปอยผมสองสามเส้นลู่ติดอยู่บนใบหน้า เม็ดเหงื่อโทรมกายจนผมเปียกชื้น ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายความอ่อนเยาว์ที่แตกต่างไปจากยามที่เธอฝึกซ้อมอย่างสิ้นเชิง
"พี่หงอิง ผมมา..."
หงอิงโบกมือห้ามไม่ให้หลี่เหลียนพูด เธอหยัดกายลุกขึ้นจากพื้น เดินไปที่ราวตากอาวุธด้านข้างแล้วหยิบดาบตรงออกมาเล่มหนึ่ง รูปทรงของดาบตรงเล่มนี้เหมือนกับเล่มที่จ้าวคงเฉิงใช้เมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน
"พี่รู้แล้วว่าเธอมาทำไม กัปตันบอกพี่แล้ว อันดับแรก ชักดาบของเธอออกมาซะ ปกติพี่ไม่ได้ใช้ดาบเป็นหลักหรอกนะ เพราะงั้นเธอจะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้วล่ะ"
หลี่เหลียนไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่พยักหน้าแล้วอัญเชิญดาบฟันวิญญาณออกมาเงียบๆ
"คนของหน่วยกู้ราตรีแต่ละคนจะมีทักษะการต่อสู้ที่แตกต่างกันไป แต่พวกเราทุกคนล้วนต้องเรียนรู้วิชาดาบตรง เอาล่ะ พี่จะสอน 8 ท่าพื้นฐานของวิชาดาบให้เธอ: ผ่า, ฟัน, เสย, ตบ, กวาด..."
หงอิงร่ายรำสาธิตไปพลางอธิบายไปพลาง หลี่เหลียนค่อยๆ ขยับตัววาดดาบฟันวิญญาณตามท่าทางของเธออย่างช้าๆ ทุกครั้งที่หงอิงสังเกตเห็นว่าท่าทางของหลี่เหลียนยังไม่เป๊ะ เธอจะใช้สันดาบเคาะเบาๆ ไปตรงจุดที่เป็นศูนย์รวมแรงบนร่างกายของเขา เพื่อช่วยให้เขาจดจำวิธีกระจายพละกำลังได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
"กระบวนท่ามีอยู่แค่ 8 ท่านี้แหละ ส่วนการพลิกแพลงใช้งานจริงมันขึ้นอยู่กับตัวเธอ ความจริงแล้วการต่อสู้ระยะประชิดมันวัดกันที่ความไวของประสาทสัมผัส อย่ามัวแต่มานั่งคิดในหัวว่าสถานการณ์แบบนี้ต้องใช้ท่าไหน แต่จงหลอมรวมมันให้กลายเป็นสัญชาตญาณของร่างกาย ช่วงสองสามวันนี้กัปตันมัวแต่ยุ่งกับการตามล่าราชาหน้าผิ ไม่งั้นถ้าเธอได้ลองซ้อมมือกับกัปตัน เธอจะเข้าใจได้ทันทีเลย"
หลี่เหลียนไม่ได้เอ่ยปากตอบ เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม 8 ท่าพื้นฐานของวิชาดาบวนไปรอบแล้วรอบเล่า ทุกครั้งที่จบบทเรียนหนึ่งรอบ เขาจะยิ่งรู้สึกคุ้นมือกับดาบฟันวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่งอกเงยออกมาจากร่างกาย
ในตอนแรก หงอิงยังพอจับจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในการลงน้ำหนักแรงของหลี่เหลียนได้อยู่บ้าง แต่เมื่อจำนวนครั้งที่เขาตวัดดาบฟันวิญญาณเพิ่มมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้ก็ค่อยๆ ถูกแก้ไขให้เข้าที่เข้าทาง ท่วงท่าของเขาเริ่มลื่นไหลและนุ่มนวลขึ้นเรื่อยๆ
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าดาบฟันวิญญาณเล่มนี้เป็นหนึ่งเดียวกับเขามาตั้งแต่นานแสนนาน
ก็แหงล่ะ ดาบฟันวิญญาณเดิมทีมันก็สถิตอยู่ในจิตวิญญาณของเขาอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยธรรมชาติ
ทีละเล็กทีละน้อย หลี่เหลียนเริ่มก้าวเข้าสู่ห้วงสภาวะอันแปลกประหลาด หูเขาไม่ได้ยิน เสียงตาเขามองไม่เห็นโลกภายนอก โลกทั้งใบแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าสีขาวโพลน ในโลกใบนี้ มีเพียงตัวเขาและดาบฟันวิญญาณในมือเท่านั้น
ช้าๆ ดาบฟันวิญญาณในมือของหลี่เหลียนวาดผ่านอากาศเร็วขึ้นและเร็วขึ้น แผ่ซ่านคลื่นความร้อนระอุออกมา ประกายไฟสายหนึ่งเริ่มหมุนวนเคลือบอยู่บนใบดาบอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้อุณหภูมิของลานฝึกยุทธ์ทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
หงอิง
นี่... มันไม่ถูกต้องแล้วมั้ง? นี่คือสภาพของคนที่เพิ่งเรียนวิชาดาบวันแรกงั้นเหรอ?
"ปัง!" ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยในลานฝึกยุทธ์ตรวจจับอุณหภูมิที่สูงเกินกำหนดได้ หัวฉีดน้ำดับเพลิงบนเพดานพลันฉีดพ่นม่านน้ำมหาศาลลงมาทันที แต่น้ำที่ตกลงมารอบตัวหลี่เหลียนกลับถูกความร้อนระอุแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไออย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นกลุ่มหมอกควันหนาทึบ
ชั่วพริบตา ลานฝึกยุทธ์ทั้งหมดก็มีสภาพราวกับฉากที่พญามังกรกำลังเรียกฝนสายฝนเทกระหน่ำพร้อมกับมีหมู่เมฆและหมอกควันหมุนวนฟุ้งกระจายไปทั่ว
"เฮ้! หลี่เหลียน หยุดฝึกได้แล้ว!" หงอิงโดนน้ำจากหัวฉีดดับเพลิงซัดจนเปียกโชกเป็นลูกหมาตกน้ำ เธอจ้องมองหลี่เหลียนที่ดูราวกับหม้ออัดแรงดันเดินได้ด้วยความอึ้งกิมกี่ "นี่เธอคิดจะเผาที่นี่ทิ้งหรือไง? พี่บอกให้เธอฝึกวิชาดาบ ไม่ได้บอกให้เธอระเบิดพลังต้องห้ามออกมานะ! หยุดเดี๋ยวนี้เลย!"
แต่หลี่เหลียนยังคงจมดิ่งอยู่ในโลกอันแปลกประหลาดใบนั้น เขาไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของหงอิงเลยสักนิด เขายังคงร่ายรำ 8 กระบวนท่าพื้นฐานนั้นไปตามใจตน อุณหภูมิบนดาบฟันวิญญาณในมือยิ่งพุ่งสูงขึ้น หมอกควันทีลอยตลบอบอวลรอบตัวก็ยิ่งหนาทึบ ดูท่าร่างของหลี่เหลียนจวนเจียนจะเลือนหายเข้าไปในกลุ่มหมอกอยู่รอมร่อ
หงอิงไม่มีเวลาให้คิดมากอีกต่อไป เธอถีบเท้าพุ่งตัวอย่างแรง ร่างเปลี่ยนเป็นเงาดำทมิฬฝ่าม่านน้ำดับเพลิง ตรงดิ่งเข้าหาหลี่เหลียนที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกทันที เธอจับดาบตรงในท่ากลับด้าน ตั้งใจจะใช้สันดาบหวดสั่งสอนเจ้าเด็กไม่รู้จักเวล่ำเวลานี้สักหน่อย
เมื่อหงอิงพุ่งเข้ามาถึงระยะ 3 เมตรห่างจากหลี่เหลียน เธอรู้สึกถึงคลื่นความร้อนระอุที่พัดเข้ากระแทกหน้า ราวกับตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในเตาหลอมเหล็ก อากาศที่ร้อนลุ่มทำให้เธอเริ่มหายใจติดขัด แต่เธอก็ยังคงวาดสันดาบเข้าใส่หลี่เหลียนอยู่ดี
ในชั่วเคี้ยวหมากแหลก ดาบฟันวิญญาณในมือของหลี่เหลียนราวกับได้รับกระแสจิตบางอย่าง มันพุ่งเข้าปะทะกับดาบของหงอิงด้วยความเร็วเหนือแสง ซัดดาบตรงในมือของเธอจนปลิวคว้างขึ้นไปบนอากาศ
จากนั้น หลี่เหลียนก็ก้าวเท้าประชิดตัวเข้าหาหงอิงและวาดดาบออกไปทันที! 8 กระบวนท่าที่เขาเพิ่งฝึกซ้อมเมื่อครู่ ถูกปลดปล่อยเข้าใส่หงอิงอย่างต่อเนื่องและลื่นไหลราวกับสายน้ำหลาก!
หงอิงตกใจสุดขีดกับการโจมตีอย่างกะทันหันของหลี่เหลียน โดยไม่มีเวลาให้คิด เธอรีบฉากตัวถอยหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ดาบตรงคอยปัดป้องวิถีดาบของหลี่เหลียนอยู่ตลอดเวลา
เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง! ดาบฟันวิญญาณและดาบตรงปะทะกัน 8 ครั้งรวดในเวลาอันสั้น หลี่เหลียนบุก 8 ครั้ง และหงอิงก็บล็อกได้ 8 ครั้ง ในสายตาของหงอิง วิถีดาบทั้ง 8 ดาบนั้นของหลี่เหลียน ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการที่เธอต้องซ้อมมือกับกัปตันเลยสักนิด
หลังสิ้นสุดการปะทะทั้ง 8 ดาบ ทั้งสองฝ่ายก็แยกออกจากกัน หงอิงถอยหลังไปสองก้าวแล้วทิ้งตัวลงตั้งหลักในท่าม้าที่มั่นคง มือถือดาบขวางหน้าอกในท่าเตรียมพร้อมโจมตี
"เจ้าเด็กแสบ! เอาอีกรอบดิ๊!" ดวงตาของหงอิงทอประกายวาววับ เจ้าเด็กหลี่เหลียนคนนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อวานลิบลับ! หลังจากเรียนรู้ได้ไม่นาน เพลงดาบของเขาก็แฝงไปด้วยความเด็ดขาดและเฉียบคมชนิดไม่ยอมหักงอ เดินตามรอยทางเดียวกับกัปตันเป๊ะเป็นบุคลากรที่มีแววให้ปั้นจริงๆ!
พูดจบเธอก็เตรียมจะเปิดฉากบุกอีกครั้ง คราวนี้เธอพลิกตัวดาบกลับมาและไม่ใช้สันดาบอีกต่อไปแล้ว พูดง่ายๆ คือ พี่หงอิงกำลังจะเอาจริงแล้ว!
"เอ๊ะ!? ฝนตกเหรอครับ?"
หลังจากวาดดาบออกไป 8 ดาบตามสัญชาตญาณ หลี่เหลียนก็หลุดออกจากห้วงสภาวะอันแปลกประหลาดนั้น ทันทีที่ได้สติกลับมา เขายังไม่ทันเข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นพี่หงอิงใช้สองมือกุมดาบตรง พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับฟันดาบลงมาตรงๆ หมายหัวเขาเลยทีเดียว!
เช็ดเข้! ถ้าโดนดาบนี้เข้าไป ฉันได้ไปเฝ้ายมบาลแน่!
หลี่เหลียนไม่มีทางให้หลบทำได้เพียงใช้สองมือกุมดาบฟันวิญญาณแล้ววาดดาบออกไปในแนวราบ สวนการโจมตีกลับไปด้วยการโจมตี!