เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8: ฝีมือพี่หงอิงดีกว่าเหล่าจ้าวตั้งเยอะ

บทที่ 8: ฝีมือพี่หงอิงดีกว่าเหล่าจ้าวตั้งเยอะ

บทที่ 8: ฝีมือพี่หงอิงดีกว่าเหล่าจ้าวตั้งเยอะ


"ผมเหรอ?!"

"ใช่แล้ว" เฉินมู่เหย่พยักหน้า "เธอ กำลังจะเข้าร่วมทีมหน่วยกู้ราตรี สำหรับพวกเราแล้ว การต้องเผชิญหน้ากับสัตว์มายาที่ไม่รู้จักอยู่บ่อยๆ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลในสถานการณ์จริงเป็นสิ่งสำคัญมาก"

"โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีข้อมูลจำเพาะจำกัด การตอบสนองให้ถูกต้องที่สุดคือหัวใจสำคัญ" อู๋เซียงหนานรับไม้ต่อ "การวิเคราะห์ข้อมูลน่ะฝึกฝนกันได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือประสาทสัมผัสที่ไวต่อข้อมูล เรื่องนี้มันฝึกกันไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ"

"แล้วตอนนี้ผมต้องทำยังไงบ้างครับ?"

"วิเคราะห์ร่องรอยที่อยู่ของอสูรหน้าผิตัวนี้ซะ"

หลี่เหลียนแสร้งทำเป็นครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วแกล้งทำเป็นก้มมองแผนที่อย่างจริงจัง ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งวิเคราะห์หาพิกัดของราชาหน้าผิเลยสักนิด เพราะการรู้คำตอบล่วงหน้าอยู่แล้ว แล้วค่อยคิดย้อนกระบวนการกลับมามันเป็นเรื่องที่ง่ายดายเกินไปสำหรับเขา

"ผมไม่ได้รู้เรื่องของราชาหน้าผิมากเท่าไหร่ เลยขอเดาเอาตามความเข้าใจที่มีต่ออสูรหน้าผิธรรมดาก็แล้วกันครับ"

หลี่เหลียนชี้นิ้วไปที่จุดปะทะบนแผนที่แล้วพูดว่า "อย่างแรก: หลังจากกัปตันปะทะกับราชาหน้าผิแล้ว จะบอกว่ามันบาดเจ็บสาหัสและต้องการอาหารมาฟื้นฟูร่างกายอย่างเร่งด่วนก็ได้ แถมชัยภูมิของเมืองชางหนานค่อนข้างพิเศษ มีระยะห่างจากเมืองอื่นพอสมควร เพราะงั้นผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะไม่หนีออกไปจากเมืองชางหนานแน่นอน"

"อย่างที่สอง: ตอนที่ผมล่าอสูรหน้าผิสองตัวนั้น ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง หลังจากมันบาดเจ็บ อสูรหน้าผิตัวนั้นพยายามกระเสือกกระสนจะเข้าใกล้ฝาท่อระบายน้ำ น่าจะอยากใช้เป็นทางหนี ประกอบกับกลิ่นเหม็นในท่อระบายน้ำสามารถช่วยกลบกลิ่นคาวเน่าบนตัวมันได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าจะมีที่ไหนในเมืองชางหนานที่พอจะให้มันซ่อนตัวได้ ก็ต้องเป็นในท่อระบายน้ำนี่แหละครับ"

"อย่างที่สาม: พิกัดที่ผมเจออสูรหน้าผิสองตัวนั้นอยู่ในแถบ 'ย่านเมืองเก่า' ที่นั่นตอนกลางคืนไฟส่องสว่างไม่พอ คนเดินถนนก็น้อย แถมระบบท่อระบายน้ำยังซับซ้อนและรกรุงรัง ขนาดอสูรหน้าผิธรรมดายังรู้เลยว่าการล่าในย่านเมืองเก่ามันปลอดภัยกว่า มีหรือที่ระดับราชาหน้าผิจะไม่รู้ หรือไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างในย่านเมืองเก่าที่ดึงดูดพวกมันอยู่ แต่ความเป็นไปได้ข้อนี้น่าจะน้อยครับ"

"สรุปคือ ผมตัดสินใจว่าราชาหน้าผิจะไม่หนีไปจากเมืองชางหนาน ตอนนี้มันน่าจะซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำของย่านเมืองเก่า และคงอดใจรอที่จะออกมาทำร้ายคนอีกได้ไม่นานหรอก หืม... ภายในสามวันนี้ มันต้องโผล่หัวออกมาสักคืนแน่ๆ เท่าที่ผมมองออกตอนนี้ก็มีแค่นี้แหละครับ"

"แปะ แปะ แปะ..." เฉินมู่เหย่ อู๋เซียงหนาน และหงอิงพากันตบมือพร้อมกัน พร้อมเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ คำวิเคราะห์ของหลี่เหลียนแทบจะถอดแบบมาจากข้อสรุปที่พวกเขาประชุมกันเป๊ะๆ แถมสำหรับเด็กใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกฝนแต่ทำได้ขนาดนี้ หน่วย 136 คราวนี้ได้เจอเพชรในตมเข้าให้แล้วจริงๆ!

"พูดได้ดี เธอผ่านการทดสอบ" เฉินมู่เหย่เดินอ้อมโต๊ะมาข้างตัวหลี่เหลียนแล้วตบไหล่เขาเบาๆ "นี่ก็ดึกมากแล้ว หงอิง พาเจ้าหนูไปหาห้องนอนพักผ่อนซะ เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้"

"โอเคจ้ะ น้องชายหลี่เหลียน ตามพี่มาเลย"

...

"วันนี้ดึกเกินไปแล้ว คืนนี้นอนเบียดๆ ในห้องนี้ไปก่อนนะ" หงอิงพากลี่เหลียนมาที่ห้องพักผ่อนข้างลานฝึกยุทธ์ เธอชี้ไปที่เบาะฝึกซ้อมนุ่มๆ บนพื้นแล้วพูดว่า "แค่นอนพักค้างคืนเดียว ทนๆ เอาหน่อยแล้วกัน มีผ้าห่มอยู่ในตู้จ้ะ พี่ไม่หยิบให้หรอกนะ ไปละ~"

"ขอบคุณครับพี่หงอิง..."

หลี่เหลียนนอนหงายหลังอยู่บนเบาะนุ่มๆ พลางทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่หยุด

หลี่เหลียน

เขาเพิ่งจะทะลุมิติมาอยู่ในโลกวิถีเทพแบบงงๆ ได้เจอตัวละครสำคัญอย่างหลินฉีเย่และหลี่ยี่เฟย ได้ปลุกระบบค่าประสบการณ์ที่เป็นต้นทุนให้เขาเอาชีวิตรอดในโลกนี้ ได้รับดาบฟันวิญญาณและทักษะของยมทูต ได้สับอสูรหน้าผิกระจอกๆ ไปสองตัว ได้มารู้จักกับสมาชิกหน่วยกู้ราตรีที่ 136 ครบทุกคนผ่านเหล่าจ้าว และตอนนี้ยังได้รับการยอมรับจากกัปตันหน่วย 136 ได้มานอนพักผ่อนในลานฝึกยุทธ์ของหน่วยกู้ราตรี...

วันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานจนหลี่เหลียนยังรู้สึกเหมือนฝันไป เขาชูมือขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้า หลี่เหลียนรู้ซึ้งดีว่าเขาไม่มีทางกลับไปได้อีกแล้ว ตอนนี้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกวิถีเทพแห่งนี้จริงๆ

บางทีในโลกนี้อาจจะมีทวยเทพอยู่เต็มไปหมด และบางทีอาจจะเรียกได้ว่ามีอันตรายอยู่ทุกย่างก้าว แต่ในเมื่อเขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงก้าวต่อไปข้างหน้า พยายามฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้!

ว่าแต่... ตอนที่ซ้อมมือกับพี่หงอิงเมื่อกี้ เหมือนจะไม่ได้ค่าประสบการณ์เลยแฮะ?

หลี่เหลียนลองเช็กระบบดูอย่างละเอียดและพบว่าค่าประสบการณ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นจริงๆ เป็นเพราะเขาไม่ได้ชนะงั้นเหรอ? ก็ไม่น่าใช่ ขนาดหลินฉีเย่แค่สู้กับอสูรหน้าผิยังได้ตั้ง 10 แต้มเลย!

หรือว่าค่าประสบการณ์จะหาได้จากการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างพวกสัตว์มายาเท่านั้น? แล้วถ้าในอนาคตเขาต้องสู้กับพวกตัวแทนเทพฝ่ายศัตรู เขาจะได้แต้มไหมนะ?

หรือระบบมันแยกแยะมิตรกับศัตรูได้เองโดยอัตโนมัติ? เพราะการที่พี่หงอิงซ้อมมือกับเขาเป็นแค่การฝึกซ้อม ไม่ใช่การต่อสู้เสี่ยงตายจริงๆ เลยไม่ได้ค่าประสบการณ์?

อุตส่าห์วางแผนว่าจะแอบฟาร์มเลเวลกับพวกพี่ๆ ในหน่วย 136 ให้เก่งจนไร้เทียมทานก่อนค่อยออกไปซ่าข้างนอก ดูท่าแผนนี้จะพังพินาศซะแล้ว!

เมื่อเหลือบมองระบบอีกครั้ง หลี่เหลียนก็พบวิธีที่จะช่วยชีวิตจ้าวคงเฉิงได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพล็อตเรื่องหลัก

"เลเวล 5 ปลดล็อก【โซลโซไซตี้】: การทำพิธีส่งวิญญาณ (คอนโซ) ให้แก่ดวงวิญญาณที่ดีทุกดวง ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของยมทูต เพียงใช้ด้ามดาบฟันวิญญาณประทับตราลงบนหน้าผากของดวงวิญญาณ ก็จะสามารถนำทางดวงวิญญาณไปสู่โซลโซไซตี้ได้ ในเมื่อเธอเป็นยมทูตเพียงหนึ่งเดียวของโซลโซไซตี้ โซลโซไซตี้ทั้งหมดจึงยอมรับเธอในฐานะราชัน"

ดูเหมือนว่าทุกๆ 5 เลเวล ระบบจะมอบรางวัลใหญ่ให้ชิ้นหนึ่ง และคราวนี้มันยกโซลโซไซตี้ให้เขาทั้งหมดเลย แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือตอนนี้เขาเพิ่งจะเลเวล 3 เท่านั้นเอง...

หลอดค่าประสบการณ์ในระบบแสดงให้เห็นว่ามันเพิ่งจะเต็มมาแค่ประมาณหนึ่งในสาม แถมมองไม่เห็นตัวเลขแต้มที่แน่นอนด้วยซ้ำ

เขาไม่รู้เลยว่าการไปยืนดูจ้าวคงเฉิงโชว์เทพอยู่ขอบสนาม จะให้ค่าประสบการณ์มากพอที่จะส่งเขาไปถึงเลเวล 5 ไหม ถ้าเกิดเวลามันค้างอยู่ที่เลเวล 4 คงได้กร่อยแน่

หรือบางที... แค่ยืนดูก็อาจจะไม่ถึงเลเวล 4 ด้วยซ้ำ?! เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมสู้กับราชาหน้าผิเพื่ออัปเป็นเลเวล 4 ไหมนะ? แล้วต้องเป็นคนลงมือปลิดชีพราชาหน้าผิด้วยตัวเองถึงจะพุ่งไปเลเวล 5 ได้?

รู้สึกว่าความเป็นไปได้ข้อนี้น่าจะสูงมากทีเดียว!

หลี่เหลียนรู้สึกว่าวันนี้เขาใช้สมองเปลืองไปหน่อยแล้ว

คิดไปคิดมา หลี่เหลียนก็รู้สึกว่าเปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาก็ดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยไม่รู้ตัว

...

วันรุ่งขึ้น กว่าหลี่เหลียนจะลืมตาตื่นขึ้นมาบนเบาะฝึกซ้อมก็นเกือบจะเที่ยงวันแล้ว

ถ้าไม่ได้เสียงตะโกน "เฮ่! ฮ่า!" ที่ดังมาจากลานฝึกยุทธ์ข้างนอกปลุกเขาให้ตื่น หลี่เหลียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนอนยาวไปถึงเมื่อไหร่

เฮ้อ! รอดชีวิตมาได้อีกวัน วันนี้ต้องรีบฝึกซ้อมซะหน่อยแล้ว!

หลังจากจัดแจงที่นอนเสร็จ หลี่เหลียนก็คลึงคอตัวเองที่เริ่มเคล็ดจากการนอน ก่อนจะเปิดประตูห้องพักออกไป เขาพบหงอิงกำลังฝึกปรือเพลงหอกอยู่ในลานฝึกยุทธ์อย่างแข็งขัน

หอกยาวในมือเธอควงหมุนคว้างราวกับล้อรถ เสียงลมพัดหวีดหวิว ทันใดนั้น ปลายหอกก็แตกประกายราวกับดอกสาลี่บานสะพรั่ง ระเบิดออกเสียงดัง "ปัง" จากนั้นก็พลิกแพลงฉับไวราวกับงูวิญญาณตวัดลิ้น ยืดหดเข้าออกได้อย่างใจนึก

หลี่เหลียนดูเพลงหอกนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่เขารู้สึกได้ว่าวิชาหอกของพี่หงอิงนั้นสุยอดมาก อย่างน้อยที่สุด เสียงลมที่เกิดจากด้ามหอกฟาดผ่านอากาศก็น่ากลัวพอดู ด้วยพลังทำลายล้างขนาดนั้น น่าจะแทงทะลุกำแพงได้สบายๆ

แต่ท่วงท่าการควงหอกในตอนนี้ช่างเจริญตาเจริญใจเหลือเกิน หลี่เหลียนไม่ได้นึกกลัวเลยสักนิด พี่หงอิงยามร่ายรำหอกยาวไม่เพียงแต่เป็นสาวสวยระดับท็อป แต่ยังดูเท่ระเบิดไปเลยด้วยซ้ำ

"พี่หงอิง มอนิ่งครับ!"

"มอนิ่งบ้านเธอสิ?! อีกเดี๋ยวก็จะได้เวลาข้าวมื้อเที่ยงแล้ว" หงอิงหยุดมือพลางเอ่ยปาก เมื่อเห็นหลี่เหลียนกำลังคลึงคอตัวเองอยู่ก็ถามด้วยความห่วงใย "เป็นอะไรไปน่ะ? นอนตกหมอนเหรอ?"

"เงื่อนไขของการนอนตกหมอนคือต้องมีหมอนให้นอนก่อนครับ เมื่อคืนผมนอนตรงไหนมีหมอนให้หนุนบ้างล่ะนั่น?" หลี่เหลียนเลิกคลึงคอ "แค่เบาะมันนุ่มเกินไปหน่อยเลยไม่ค่อยชินน่ะครับ ปกติผมชอบนอนเตียงแข็งๆ มันดีต่อสุขภาพร่างกายมากกว่า!"

หงอิงเคยเห็นประวัติของหลี่เหลียนเมื่อวานนี้แล้ว เจ้าเด็กนี่เติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็กๆ แน่นอนว่าต้องนอนเตียงแข็งๆ มาตลอดอยู่แล้ว หัวใจของเธอพลันอ่อนวูบลงทันที เธอจึงบอกกับหลี่เหลียนว่า:

"หิวแล้วใช่ไหมล่ะ? ไปล้างหน้าล้างตาก่อนไป๊ เสร็จแล้วไปหาพี่ที่ห้องโถงด้านหน้า เดี๋ยวพี่จะทำอะไรให้กิน"

"โอ้ ได้เลยครับ อ้อ พี่หงอิงอย่าลืมลดเค็มลงหน่อยนะ พอดีผมชอบทานรสจืดน่ะครับ"

"อยากโดนกระบองฟาดใช่ไหมฮะ?"

หงอิงเงื้อหอกยาวในมือขึ้นมา ทำท่าจะไล่ตีหลี่เหลียน เจ้าตัวแสบหัวเราะร่าแล้วรีบวิ่งหนีไปทันที

เมื่อหลี่เหลียนล้างหน้าเสร็จและเดินมาถึงห้องโถงด้านหน้า เขาก็พบบะหมี่ชามโตวางรอนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้ โดยมีไข่ดาวน้ำร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยโปะอยู่ด้านบน

"รีบกินซะ กินเสร็จแล้วเข้าไปหากัปตันที่ห้องปฏิบัติการด้วยตัวเองนะ กัปตันมีเรื่องจะคุยด้วย" หงอิงเดินมาซับน้ำมือพลางแอบกระซิบข้างหูหลี่เหลียนเบาๆ "พี่จะบอกให้ กัปตันตัดสินใจรับเธอเข้าทีมเรียบร้อยแล้วล่ะ!"

"พอเลยครับพี่หงอิง พี่ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมยังชอบมาแอบกระซิบกระซาบความลับเหมือนเด็กๆ อีกเนี่ย!" หลี่เหลียนรู้ดีว่าในเนื้อเรื่องเดิม หงอิงก็จงใจแกล้งปั่นหัวหลินฉีเย่แบบนี้เหมือนกัน เธอไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร แค่รู้สึกสนุกที่ได้กลั่นแกล้งเด็กหนุ่มใสซื่อเท่านั้นเอง

แต่ตัวเขาน่ะผ่านชีวิตมาสองชาติภพแล้ว มีหรือจะไม่รู้เท่าทันกลเม็ดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้

"ไม่สนุกเลยแฮะ คราวหลังไม่แกล้งเธอแล้วก็ได้"

พอหงอิงพูดจบ เธอก็เดินสะบัดก้นจากไปโดยไม่หันกลับมามอง "พี่ต้องไปฝึกซ้อมต่อแล้ว กินเสร็จแล้วอย่าลืมล้างชามเองด้วยล่ะ"

หลี่เหลียนคีบไข่ดาวน้ำเข้าปากพลางพูดเสียงอู้อี้ "รับทราบครับ ขอบคุณสำหรับบะหมี่ครับพี่หงอิง ฝีมือพี่ดีกว่าเหล่าจ้าวตั้งเยอะเลย!"

"รีบกินไปเลยไป๊!"

พูดกันตามตรง บะหมี่ชามนี้ลวกเส้นได้เหนียวนุ่มกำลังดี รสชาติกลมกล่อมพอเหมาะ แถมไข่ดาวน้ำยังเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ ถ้าเทียบกับฝีมือการทำอาหารของเหล่าจ้าวที่ชิมคำเดียวก็รู้ว่าเป็นสูตรค่ายทหารแล้ว ถือว่าดีกว่ากันลิบลับ วิชาทำอาหารของเหล่าจ้าวต้องไปลักจำมาจากหน่วยเสบียงในกองทัพแน่ๆ เน้นใส่เกลือเยอะๆ ให้มีแรงเดินเป็นพอ

ว่าแต่... เหล่าจ้าวหายหัวไปไหนเนี่ย? คงไม่ได้แอบไปดักสุ่มรอหลินฉีเย่อยู่หน้าประตูโรงเรียนหรอกใช่ไหมนะ?

จบบทที่ บทที่ 8: ฝีมือพี่หงอิงดีกว่าเหล่าจ้าวตั้งเยอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว