เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: ยมทูตก็คือยมทูต ส่วนจะปกติไหม... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

บทที่ 6: ยมทูตก็คือยมทูต ส่วนจะปกติไหม... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

บทที่ 6: ยมทูตก็คือยมทูต ส่วนจะปกติไหม... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน


"เผาผลาญความชั่วร้ายงั้นเหรอ?"

เฉินมู่เหย่ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด แม้ประโยคที่ว่า "เผาผลาญความชั่วร้าย" จะฟังดูสุดโต่งไปหน่อย แต่เจตนารมณ์ก็นับว่าดี

ยมทูตญี่ปุ่นที่ไม่เคยได้ยินชื่อองค์นี้ดูท่าจะไม่ใช่เทพฝ่ายมาร อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้มอบหมายภารกิจประเภททำลายล้างโลกให้แก่ตัวแทนเทพของตน แถมยังมีความรู้สึกจางๆ ว่าสถิตอยู่ฝั่งสัมมาทิฏฐิด้วยซ้ำ

แต่ทำไมภารกิจของยมทูตถึงเป็นการเผาผลาญความชั่วร้ายล่ะ? ตามปกติแล้วยมทูตไม่ควรจะทำหน้าที่พรากชีวิตหรือคอยเก็บดวงวิญญาณหรอกเหรอ?

ฟังดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจเลยแฮะ...

"แล้วยมทูตองค์นี้มอบความสามารถอะไรให้เธอมาบ้าง?"

หลี่เหลียนสะบัดมือซ้ายมาปัดผ่านหน้าอก เสียง "ฟู่" ดังขึ้น เปลวไฟดวงเล็กๆ พลันสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วชี้

"หลักๆ ก็คือความสามารถในการใช้พลังวิญญาณสร้างเปลวไฟครับ แล้วก็มอบอาวุธให้ผมเล่มหนึ่ง เดี๋ยวผมจะเอาออกมาให้พวกพี่ดูตอนนี้เลย"

หลี่เหลียนสะบัดนิ้วเพื่อดับไฟ แล้วใช้มือขวาคว้าไปในความว่างเปล่า ในจังหวะที่เขากำลังจะอัญเชิญดาบฟันวิญญาณออกมา เขาก็สังเกตเห็นว่าคนในห้องหลายคนพากันตั้งท่าระวังตัวทันที

หงอิงกระชับหอกยาวในมือแน่น เหวินฉีม่อกุมด้ามมีด ส่วนเหลิ่งเซวียนถึงกับเล็งปากกระบอกปืนสไนเปอร์มาที่เขาตรงๆ!

"ทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตูมสิครับ ผมแค่จะเรียกอาวุธออกมาเอง เฮ้! พี่ชายคนนั้นน่ะ อย่าเอาปืนมาเล็งทางนี้ดิ! ถ้าเกิดปืนลั่นขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ!"

"ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก" เฉินมู่เหย่เอ่ยปาก "ถ้าเขาคิดร้าย คงไม่ยอมตามจ้าวคงเฉิงกลับมาที่นี่แต่แรก"

"ฟุ่บ!"

ดาบฟันวิญญาณพลันปรากฏขึ้นในมือขวาของหลี่เหลียน คลื่นความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากใบดาบที่มันวาว ส่งผลให้อุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"เอาล่ะ เก็บไปเถอะ" เฉินมู่เหย่พยักหน้า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากดาบเล่มนี้เป็นแบบเดียวกับเสาแสงสีแดงที่ปรากฏบนท้องฟ้าเมื่อครู่จริงๆ เจ้าเด็กนี่ไม่ได้โกหก

กลิ่นอายที่แผ่ซ่านจากใบดาบนั้นบริสุทธิ์มาก แฝงไปด้วยกลิ่นอายของการกำเนิดใหม่หลังจากการแผดเผา อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นพลังของเทพที่ค่อนไปทางฝ่ายเป็นกลาง

เพียงแต่... มันดูไม่เหมือนดาบของยมทูตเอาเสียเลย!

ถ้าไอ้เด็กนี่บอกว่าตัวเองเป็นตัวแทนของเทพแห่งไฟสักองค์ เขาคงไม่นึกสงสัยเลยสักนิด ทำไมมันถึงได้ยืนกรานนักหนาว่าเป็นตัวแทนของยมทูตกันนะ?

หรือว่าในโลกนี้จะมีโยมทูตที่เพี้ยนหลุดโลกขนาดนี้อยู่จริงๆ?

ในขณะที่เฉินมู่เหย่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด จ้าวคงเฉิงก็โพล่งขึ้นมา

"หลี่เหลียน พลังของแกมีแต่ไฟล้วนๆ แต่กลับบอกว่าเป็นกระบอกเสียงของยมทูตเนี่ยนะ? ยมทูตของแกนี่ใช่ยมทูตปกติแน่เหรอ?"

"ยมทูตก็คือยมทูต ส่วนจะปกติไหม... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน!"

หลี่เหลียนนึกในใจแล้วเก็บดาบฟันวิญญาณกลับไป เขาแกว่งหัวพลางทำหน้าเซ็งๆ

"ผมเพิ่งจะปลุกพลังต้องห้ามได้วันนี้เอง จะไปตรัสรู้ได้ไงว่ายมทูตปกติเขาต้องหน้าตาแบบไหน? แต่ดาบเล่มนี้กับพลังสร้างไฟมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของพลังต้องห้ามที่ยมทูตให้มาเท่านั้นแหละครับ อธิบายตอนนี้คงไม่เห็นภาพ เอาไว้เดี๋ยวไปหาที่กว้างๆ แล้วผมจะโชว์ให้ดูทีเดียว พวกพี่เห็นแล้วก็จะเข้าใจเอง"

"เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากัน ตอนนี้มาถึงคำถามที่สำคัญที่สุด: เธออยากจะลองพิจารณาเข้าร่วมหน่วยกู้ราตรีกับพวกเราไหม?"

"แน่นอนสิครับ! ไม่งั้นผมจะยอมตามเหล่าจ้าวมาหาพวกพี่ทำไม? เพื่อมากินข้าวผัดไข่รสเค็มปี๋ชามนั้นหรือไง?"

"หน่วยกู้ราตรีไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะนึกเข้าก็เข้า นึกออกก็ออกนะ มันไม่ใช่โลกของจอมยุทธ์ในนิยายที่เธอจะใช้ชีวิตตามใจชอบหรือเที่ยวแก้แค้นใครต่อใครได้ แต่มันคือเรื่องของความรับผิดชอบ ฉันแนะนำให้เธอไปคิดดูให้ดีๆ ก่อน อีกอย่าง เธอไม่ต้องไปขอความเห็นจากผู้ปกครองก่อนหรือไง?"

เฉินมู่เหย่มองหลี่เหลียนที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เขาวัยรุ่นใจร้อนอาจจะตัดสินใจไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หากเป็นเช่นนั้นจริง มันจะไม่ใช่แค่การไม่รับผิดชอบต่อตัวเขาเอง แต่ยังเป็นการไม่รับผิดชอบต่อทีมหน่วยกู้ราตรีทั้งหมดด้วย

"ผมโตมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าครับ อีกอย่างผมอายุ 18 แล้ว ตอนนี้ก็เช่าห้องอยู่คนเดียว จะไปมีผู้ปกครองมาจากไหนล่ะครับ?"

หลี่เหลียนรู้ซึ้งดีว่าการเข้าร่วมหน่วยกู้ราตรีมีแต่ได้กับได้ ไม่เพียงแต่เขาจะได้พึ่งพาพวกพี่ๆ ที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนเพื่อช่วยให้เขาคุ้นเคยกับพลังได้เร็วที่สุดเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือเขาจะมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายในการเข้าร่วมศึกต่างๆ เพื่อเก็บค่าประสบการณ์มาเลเวลอัป

ในสายตาของหลี่เหลียน ตอนนี้มีกล่องค่าประสบการณ์เคลื่อนที่อย่าง "ราชาหน้าผี" รออยู่ตรงหน้าแบบพร้อมเสิร์ฟ ถ้าปล่อยให้หลุดมือไปคงเสียดายแย่

หากเนื้อเรื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในฐานะคนผ่านทางธรรมดาๆ จ้าวคงเฉิงไม่มีทางปล่อยให้เขาเข้าไปใน 【เขตแดนความว่างเปล่าไร้ขอบเขต】 แน่นอน เขาคงได้แต่นั่งดูอยู่ข้างนอก

ส่วนจะให้พังเข้าไปเองน่ะเหรอ? เลอะเทอะน่า เขาไม่ใช่หลินฉีเย่ที่มียอดประสาทสัมผัสในการมองหาจุดอ่อนของเขตแดนความว่างเปล่าเพื่อพังประตูเข้าไปได้ แถมพลังวิญญาณรวมในตอนนี้ก็น้อยนิด ถ้าต้องเอาไปใช้พังเปลือกหอยทากนั่นจนหมด มีหวังไม่เหลือพลังไปสับราชาหน้าผีกันพอดี

เพราะฉะนั้น เขาต้องเนียนเป็นเพื่อนร่วมทีมหน่วยกู้ราตรีของจ้าวคงเฉิงให้ได้ เพื่อหาโอกาสเข้าร่วมแจมในศึกนี้!

แค่ลูกกระจ๊อกสองตัวยังส่งเขาจากเลเวล 0 พุ่งมาเลเวล 3 ได้ ราชาหน้าผีถึงจะไม่ใช่บอสใหญ่ แอย่างน้อยก็น่าจะเป็นมอนสเตอร์ระดับอีลีท ข้ามไปอีกสัก 2 เลเวลคงไม่ใช่ปัญหา

ดังนั้น! เขาต้องรีบเป็นหน่วยกู้ราตรีให้ได้เดี๋ยวนี้เลย!

ถึงในอนาคตอาจจะต้องถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ แต่ตราบใดที่เขามีพลังที่แข็งแกร่งพอ ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้าเขาอาจจะได้เป็นคนออกกฎระเบียบเหล่านั้นเองก็ได

"ถ้าอย่างนั้น ก็ตามพวกเรามา"

เฉินมู่เหย่ยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ยมทูตองค์นี้ก็ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจอยู่แล้ว แถมพวกเขายังรู้แค่ชื่อของหลี่เหลียนเท่านั้น ประวัติภูมิหลังของเขายังต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกที

รวมถึงความสามารถเฉพาะตัว นิสัยใจคอ และด้านอื่นๆ ก็ยังต้องได้รับการประเมิน หลี่เหลียนในตอนนี้เปรียบเสมือนตัวแปรที่ยังไม่นิ่ง แทนที่จะปล่อยให้เขาไปวิ่งพล่านข้างนอก สู้เก็บไว้ให้อยู่ในสายตาจะดีกว่า

หากเขาเข้าร่วมหน่วยกู้ราตรีด้วยเจตนาร้าย ตัวเฉินมู่เหย่เองก็ไม่ใช่เคี้ยวได้ง่ายๆ มีเขาคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา เจ้าเด็กนี่คงไม่มีปัญญาไปก่อเรื่องอะไรได้หรอก

...

เมืองชางหนาน, สะพานผิงอัน (สะพานสันติภาพ)

หลี่เหลียนมองดูร้าน "ผิงอันบริการงานมงคล" ทางซ้ายมือที่ตกแต่งด้วยสีแดงสีม่วงสดใสดูครึกครื้น สลับกับร้าน "ผิงอันบริการหลังความตายครบวงจร" ทางขวามือที่มีพวงหรีดและป้ายผ้าคำไว้อาลัยตั้งอยู่เต็มไปหมด จนเขาอดไม่ได้ที่จะทึ่งในความใจกล้า

และตรงกลางระหว่างบริษัทจัดงานมงคลและงานอัปมงคลทั้งสองนี้ ก็คือ "สำนักงานจัดหางานผิงอัน" ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของหน่วย 136 นั่นเอง

"แดดออกฝนตก สุนัขจิ้งจอกแต่งงาน, งานมงคลชนงานศพ คนตายบ้านพัง" หลี่เหลียนพึมพำออกมาราวกับท่องคาถาพิลึกๆ พลางนึกถึงหนังผีสยองขวัญที่เคยดูในชาติก่อน

"เหล่าจ้าว! พวกพี่หน่วยกู้ราตรีก็ทำงานสายนี้แท้ๆ ไม่ดูฮวงซุ้ยกันเลยเหรอไง? หยินหยางปะทะกัน งานแต่งงานศพตั้งอยู่ระเบียงเดียวกัน เลือกสถานที่ทำฐานบัญชาการแบบนี้ นี่พวกพี่นั่งรอความซวยกันอยู่หรือไง?"

"ก็เพราะพวกเราทำงานสายนี้นี่แหละ เรื่องบางเรื่องมันเลยไม่ใช่ว่าจะหลบพ้นแค่เพราะอยากหลบ แทนที่จะหนี สู้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เลยดีกว่า" จ้าวคงเฉิงยิ้มแล้วพูดว่า "เป็นเด็กมัธยมปลายแท้ๆ ทำไมงมงายขนาดนี้หัดเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ซะบ้าง!"

"งมงายบ้านพี่ดิ วิทยาศาสตร์บ้านลุงเหรอ!"

"ไปๆ เข้าไปข้างในตามฉันมาได้แล้ว"

ใต้สำนักงานจัดหางานผิงอัน หลี่เหลียนเดินตามจ้าวคงเฉิงผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้ามาจนถึงลานฝึกยุทธ์ คนที่เดินตามเข้ามาด้วยยังมีรองกัปตันหน่วย 136 อู๋เซียงหนาน และพี่สาวคนสวยหงอิง

อู๋เซียงหนานพูดขึ้นว่า "ตอนนี้กัปตันมีธุระต้องไปจัดการ ฉันจะเป็นคนประเมินความแข็งแกร่งของเธอเอง"

"ได้ครับ"

"เริ่มจากการทดสอบด้านสมรรถภาพทางกายก่อนแล้วกัน"

"รองกัปตัน! ผมขออาสาเอง!" จ้าวคงเฉิงยกมือเสนอตัวทันที "ยังไงเจ้าเด็กนี่ผมก็เป็นคนพามาเอง ผมจัดให้เองครับ!"

"งั้นไปใส่ชุดป้องกันมา แล้วก็หยิบมาเผื่อหลี่เหลียนชุดนึงด้วย"

"การทดสอบข้อมูลทางกายภาพของเราง่ายมาก อย่างแรกคือแรงปะทะจากการโจมตี และอย่างที่สองคือความอึดในการรับแรงกระแทก สำหรับหน้าใหม่อย่างเธอที่เพิ่งปลุกพลังต้องห้าม แค่รับหมัดของเหล่าจ้าวสักหมัดเราก็รู้ระดับแล้ว อย่าเห็นเหล่าจ้าวไม่มีพลังกดดันวิญญาณแบบนี้นะ สภาพร่างกายของเขาฟิตปั๋งสุดๆ"

"สรุปคือให้สู้จริงเหรอครับ?"

"เปล่าหรอก แค่ซ้อมมือกันขำๆ น่ะ"

หลี่เหลียน

เป็นวิธีการทดสอบที่ดิบเถื่อนและเรียบง่ายดีแท้! ให้ฉันไปยกน้ำหนักยังจะดีกว่าไหมล่ะ? มันไม่ดีกว่ามาต่อยกันหรือไง?

"ไอ้หนูหลี่เหลียน เตรียมตัวให้ดีนะ พี่จะซัดแกแล้ว!" จ้าวคงเฉิงโยนนวมและชุดป้องกันมาให้ จากนั้นก็ชูกำปั้นที่สวมนวมขึ้นมาเขย่าไปมา

"บอกไว้ก่อนนะ พอเริ่มแล้ว ยกเว้นห้ามเล่นสกปรกกับห้ามเตะผ่าหมาก นอกเหนือจากนั้นแกจะใช้กระบวนท่าอะไรก็ได้ตามใจชอบ เข้าใจไหม?"

หลี่เหลียนถามพลางรีบสวมชุดป้องกันและนวมอย่างรวดเร็ว "ใช้พลังวิญญาณได้ไหมครับ?"

เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของจ้าวคงเฉิงที่แม้แต่เฮดการ์ดก็ยังปิดไม่มิดตรงมุมปาก เขาก็รู้ทันทีว่าลางร้ายมาเยือน เหล่าจ้าวนี่มันคนขี้ใจน้อยชัดๆ!

แค่ฉันให้ลุงผัดข้าวผัดไข่ให้กินแค่นี้เนี่ยนะ? แค่ฉันบอกว่าข้าวผัดไข่ของลุงมันเค็มไปหน่อยแค่นี้เองเหรอ? เป็นผู้ชายอกสามศอกทำไมเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้วะ?

"ใช้ป้องกันกับโจมตีได้ แต่ห้ามเล่นไฟเด็ดขาด!"

"ลุงพูดเองนะ! ถึงเวลาอย่ามานึกเสียใจทีหลังแล้วกัน!"

คิดจะอัดฉันจนอ้วกเลยหรือไง? อยากจะให้ฉันอ้วกข้าวผัดไข่ที่กินเข้าไปออกมาล่ะสิ!

ฝันไปเถอะ!

เมื่อเห็นหลี่เหลียนยืดเส้นยืดสาย ออกหมัดแย็บกลางอากาศสองสามที กระโดดอยู่กับที่ และสะบัดเนื้อตัวเป็นการวอร์มอัพร่างกายแบบง่ายๆ

ทักษะการตั้งการ์ดดูเก้ๆ กังๆ ฟุตเวิร์กก็ปั่นป่วน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมือใหม่ซิงๆ ที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อนเลย ไม่นับว่าเป็นพวกชอบมวยด้วยซ้ำ อย่างมากก็แค่จำท่ามาจากในหนังมาสองสามท่า

จ้าวคงเฉิงแทบจะหลุดขำออกมา สภาพแบบนี้น่ะเหรอ? จะทำให้เขาต้องนึกเสียใจทีหลัง?

หลี่เหลียนและจ้าวคงเฉิงยืนประจันหน้ากันห่างกันประมาณ 3 เมตร หลี่เหลียนยกหมัดขึ้นมาบังหน้า เหลือช่องว่างไว้แค่ให้ดวงตามองเห็น เขาตั้งการ์ดมวยแบบเปิดช่องโหว่เต็มไปหมด ยืนตัวตรงพยักหน้าแล้วพูดว่า:

"ผมพร้อมแล้ว เข้ามาเลยเหล่าจ้าว!"

เมื่อเห็นท่าทางมือสมัครเล่นของหลี่เหลียน จ้าวคงเฉิงก็รู้ทันทีว่าหลี่เหลียนสู้ไม่เป็นแน่ๆ ดูท่าเจ้าเด็กนี่คงกะจะใช้พลังวิญญาณปกป้องช่วงท้องเพื่อรับหมัดนี้ตรงๆ สินะ

"ดี! งั้นพี่ไปล่ะนะ!"

สิ้นเสียงของจ้าวคงเฉิง เขาก็ก้าวประชิดตัวสองก้าวข้ามระยะ 3 เมตรมาโผล่ตรงหน้าหลี่เหลียน จากนั้นก็ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วออกหมัดอัปเปอร์คัตขวา สวนหมัดขึ้นไป เป้าหมายคือช่วงท้องของหลี่เหลียนที่เปิดโล่งโจ่งอยู่พอดี

อู๋เซียงหนานและหงอิงต่างขมวดคิ้ว เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของจ้าวคงเฉิงก็รู้ทันทีว่าเขาไม่ได้ออมมือเลย ในฐานะคนของหน่วยกู้ราตรีที่ไม่มีพลังต้องห้าม จ้าวคงเฉิงไม่เคยละเลยการฝึกฝนร่างกายเลยแม้แต่วันเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ด้วยสมรรถภาพทางกายของเขา อย่าว่าแต่ทหารหน่วยรบพิเศษที่ปลดเกษียณเลย ต่อให้จับจ้าวคงเฉิงโยนเข้าไปในกองทัพรบพิเศษของต้าเซี่ยตอนนี้ ผลการทดสอบของเขาก็ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน

เจ้าเด็กหลี่เหลียนไปทำอะไรให้เขาเคืองนักหนานะ? แค่เพราะใช้ให้ผัดข้าวให้กินเนี่ยนะ? เด็กใหม่ระดับโคมไฟจะไปรับหมัดนี้ไหวได้ยังไง?

"【ฮาคุดะ: อิชิโอ】!"

ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว หมัดตรงจากมือขวาของหลี่เหลียนก็พุ่งสวนออกไปตรงๆ เล็งเป้าไปที่ใบหน้าของจ้าวคงเฉิง ความเร็วนั้นเหนือกว่าหมัดอัปเปอร์คัตของจ้าวคงเฉิงเสียอีก ถ้าเขาไม่หลบ หมัดนี้ต้องกระแทกเข้าเป้าก่อนแน่ๆ และมันจะซัดเข้ากลางดั้งจมูกของจ้าวคงเฉิงอย่างจัง

เมื่อรู้ตัวว่าหมัดของตัวเองช้ากว่าหมัดของหลี่เหลียน จ้าวคงเฉิงก็ตกใจสุดขีด จะชักหมัดกลับก็ไม่ทันทำได้เพียงเบี่ยงหัวหลบตามสัญชาตญาณ ในที่สุดก็รอดพ้นจากอาการดั้งหักมาได้ แต่ก็เปลี่ยนเป็นให้แก้มของเขาได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับกำปั้นของหลี่เหลียนแทน!

พลั่ก!

พร้อมกับเสียงปะทะที่หนักหน่วง ร่างของจ้าวคงเฉิงปลิวละลิ่วถอยหลังไป 1 เมตร ก่อนจะล่วงลงกระแทกพื้นเสียงดังตึ้บ และนอนแน่นิ่งไปทันที

หนึ่งหมัด ซัดจนบัตรประกันสังคมปลิวหายไปเลย!

จบบทที่ บทที่ 6: ยมทูตก็คือยมทูต ส่วนจะปกติไหม... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว