- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่
บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่
บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่
บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่
"โอ้?"
"ผู้สืบทอดอย่างข้าชักอยากจะรู้แล้วสิ..."
"ว่าข้าไปช่วยชีวิตพวกเจ้าเอาไว้ได้อย่างไร?"
เสิ่นอี้เท้าข้อศอกลงบนโต๊ะ มือขวากำหลวมๆ ประคองซีกหน้าเบาๆ พลางปรายหางตามองคนตระกูลกู้
ท่วงท่าดูเกียจคร้าน ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายกดดันของผู้ที่อยู่เหนือกว่ามาเนิ่นนาน ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจับใจ
หลังจากปรายตามองขงเจี๋ยแวบหนึ่ง เสิ่นอี้ก็เบนสายตาไปทางผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลกู้อย่างนึกสนุก
ไม่ต้องคิดให้มากความ สองคนนี้คงแอบเตี๊ยม ‘คำให้การ’ กันไว้ก่อนแล้วแน่ๆ
เสิ่นอี้จึงทำเพียงมองขงเจี๋ย ‘เล่นงิ้ว’ อย่างเงียบๆ รอดูว่าเขาจะงัดลูกไม้ใหม่อะไรออกมาแสดงอีก
จากนั้น...
แรงกดดันอันน่าอึดอัดแทบขาดใจก็แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง
ความหนาวเหน็บที่เพิ่งจางหายไปได้ไม่นาน กลับมาเกาะกุมหัวใจของทุกคนอีกครา ทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด
ผู้อาวุโสใหญ่กู้เงยหน้าขึ้นสบตากับเสิ่นอี้ ความหนาวสะท้านถึงกระดูกพลันแล่นปราดจากสันหลังขึ้นสู่กระหม่อม ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบในพริบตา
วินาทีนี้เอง เขาถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า เมื่อครู่ขงเจี๋ยต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวปานใด
ในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่กู้ เสิ่นอี้นั่งนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ ดวงอาทิตย์เจิดจ้าคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก แสงบาดตาขับเน้นให้ร่างของเขาเกิดเส้นขอบสีทองเรืองรอง
แสงแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ทอดเงาของเสิ่นอี้ให้ยืดยาวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เงามืดนั้นทาบทับลงมา กลืนกินร่างของผู้อาวุโสใหญ่กู้ไปจนหมดสิ้น
ยามนี้เขารู้สึกราวกับว่าสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเงามืดของขุนเขาที่สูงตระหง่านเกินเอื้อม
หนักอึ้งเสียจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก
ในเวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่ถึงได้ลิ้มรสชาติของคำว่า "อยู่ใกล้เบื้องสูงก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ" อย่างแท้จริง
ภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็นนี้ ผู้อาวุโสใหญ่กู้ผู้เคยมีชั้นเชิงพลิกแพลงเก่งกาจมาตลอด กลับพูดจาตะกุกตะกักไปเสียแล้ว
"ระ... เรียนท่านผู้สืบทอด..."
"ปะ... เป็นเพราะว่า..."
เสิ่นอี้เห็นผู้อาวุโสใหญ่กู้มีสภาพเช่นนี้ ก็ไม่คิดจะไล่ต้อนเขาต่อ
"หยุด พอแค่นั้นแหละ"
"ท่านไม่ต้องพูดแล้ว"
"ให้ท่านขงเป็นคนพูดดีกว่า"
สายตาของเสิ่นอี้มองข้ามฝูงชน กลับไปหยุดที่ร่างของขงเจี๋ยอีกครั้ง
ขงเจี๋ยเข้าใจความหมาย เขาฝืนทนความเจ็บปวดร้าวไปทั้งตัว หยัดกายลุกขึ้นยืนตรงอย่างยากลำบาก
เขายื่นมือไปจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและแนบติดกับเลือดเนื้อ แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยคราบเลือด แต่ขงเจี๋ยก็ยังพยายามทำให้ตัวเองดูทะมัดทะแมง สะอาดสะอ้าน และไม่เสียภาพลักษณ์
เขาสะกดกลั้นเลือดลมที่ตีพลุ่งขึ้นมา แล้วเอ่ยปากอย่างเป็นเหตุเป็นผล
"บังอาจเรียนถามท่านผู้สืบทอด"
"หากตระกูลกู้ต้องการเป็นใหญ่ในเมืองเมฆอัสดง ท่านผู้สืบทอดจะยอมยื่นมือเข้าช่วยแย่งชิงรากฐานของสามตระกูลใหญ่ด้วยตัวเองหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นอี้ส่ายหน้าเบาๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจปุยเมฆลอยตามลม
"ไม่"
"นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเจ้า ข้าจะไม่ออกหน้าช่วยอย่างโจ่งแจ้ง"
บ่อยครั้งเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ เพียงแค่ตำหนักอมตะและตระกูลเสิ่นแสดงจุดยืนก็พอแล้ว การยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการ ‘ทะเลาะเบาะแว้งของเด็ก’ โดยตรง ดูจะลดตัวเกินไปหน่อย
ขงเจี๋ยพยักหน้า กวาดสายตามองคนตระกูลกู้ที่อยู่ในลาน ก่อนจะค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์ต่ออย่างไม่รีบร้อน
"หากท่านผู้สืบทอดไม่ยื่นมือเข้าช่วย ตระกูลกู้จะล้มเลิกความคิดที่จะเป็นใหญ่เช่นนั้นหรือขอรับ?"
คำตอบเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า...
ไม่
ต่อให้เสิ่นอี้ไม่ออกหน้าช่วยโดยตรง แต่เพียงแค่ชื่อชั้นของตำหนักอมตะ ก็มากพอที่จะดึงดูดคนจำนวนไม่น้อยให้มาสวามิภักดิ์ต่อตระกูลกู้ ตระกูลกู้ไม่มีทางพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่ร่วมกับอีกสามตระกูลในเมืองเมฆอัสดงอย่างสันติได้
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงหลายปีมานี้ พันธมิตรสามตระกูลก็ขัดแข้งขัดขาตระกูลกู้ไว้ไม่น้อยเลย
"ในทำนองเดียวกัน หากสามตระกูลใหญ่ถูกบีบจนตรอก พวกเขาก็ไม่มีทางยอมยืดคอรอความตายแน่"
"หากพวกเขารู้ตัวว่าพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ก่อนตายพวกเขายอมแตกหักไปพร้อมกัน ทำลายรากฐานทิ้งทั้งหมด ดีกว่าปล่อยให้ตระกูลกู้ชุบมือเปิบ"
"หากพวกเขาซ่อนไม้ตายเอาไว้ในรากฐาน รอเพียงจังหวะที่ตระกูลกู้ชะล่าใจแล้วจุดชนวนขึ้นมา ผลที่ตามมาย่อมยากจะจินตนาการ"
"ยกตัวอย่างเช่นเหมืองแร่ที่ผู้อาวุโสใหญ่ดูแลอยู่"
"หากตระกูลหลี่แอบทำอะไรตุกติก รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วระเบิดเหมืองทิ้ง"
"เกรงว่าถึงตอนนั้นผู้อาวุโสใหญ่คงมีเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี"
"ขนาดเหมืองแร่ยังอันตรายถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเตาหลอมหมื่นหล่อของตระกูลหลิน และค่ายกลรวบรวมปราณของตระกูลเมิ่งเล่าขอรับ?"
"ถึงเวลานั้น สิ่งที่ตระกูลกู้กลืนกินลงไปจะไม่ใช่รากฐานอำนาจ แต่เป็นระเบิดที่มากพอจะทำให้สูญเสียกำลังไปอย่างหนัก"
"หากไม่ใช่เพราะท่านผู้สืบทอดทรงอนุญาตกลายๆ ให้ตระกูลกู้ยืมบารมี"
"พวกเราจะสามารถฮุบรากฐานทั้งหมดของสามตระกูลใหญ่มาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ และไร้ซึ่งความกังวลในภายหลังได้อย่างไรกัน?"
"นี่ไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลกู้เพียงคนเดียว"
"แต่เป็นการช่วยชีวิตคนตระกูลกู้ทั้งหมดเอาไว้ในทางอ้อมต่างหากขอรับ"
กล่าวจบ
ขงเจี๋ยก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาทรุดเข่ากระแทกลงบนแผ่นหินสีเขียวอย่างแรง ก้มศีรษะโขกคำนับเสิ่นอี้
"ขงเจี๋ยรู้ตัวดีว่ามีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง"
"แต่เพื่อตระกูลกู้ ข้าไม่นึกเสียใจ"
"หากท่านผู้สืบทอดต้องการจะลงโทษ ขงเจี๋ยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว จะไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำขอรับ!"
กู้เทียนสยงที่อยู่ข้างๆ เห็นเช่นนั้น ภายในใจพลันสั่นสะท้าน
เขารีบก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าลงข้างกายขงเจี๋ยอย่างเด็ดเดี่ยว
"เรื่องนี้ข้ากับขงเจี๋ยร่วมกันวางแผนทั้งสิ้น"
"ท่านผู้สืบทอด ข้ายินดีรับโทษไปพร้อมกับเขาขอรับ!"
ผู้อาวุโสใหญ่กู้และผู้อาวุโสคนอื่นๆ อีกหลายคน ก็ถูกจิตวิญญาณการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลกู้จากชายทั้งสองทำให้ซาบซึ้ง
พวกเขาสบตากันอย่างไม่ลังเล ก่อนจะพากันคุกเข่าลงบนพื้นแล้วเอ่ยประสานเสียง
"ขอท่านผู้สืบทอดโปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ!"
"โปรดละเว้นท่านผู้นำตระกูลและท่านขงสักครั้งด้วยเถิด!"
วินาทีนี้ ภาพลักษณ์ของขงเจี๋ยในใจคนตระกูลกู้ถูกยกระดับให้สูงส่งขึ้นอย่างหาที่สุดไม่ได้
เขาใช้เพียงร่างกายเดียวแบกรับความผิดทั้งหมดเอาไว้
อีกทั้งยังใช้สติปัญญาน่าทึ่ง ช่วงชิงอนาคตที่สว่างไสวไร้ขีดจำกัดมาให้ตระกูลกู้
บารมีของขงเจี๋ยในตระกูลกู้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในเสี้ยววินาทีนี้เอง
ทว่าขงเจี๋ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ในตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มพิลึกพิลั่นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นออกมา
เหมือนอย่างที่เขาเคยพูดไว้...
เขาไม่จำเป็นต้องภักดีต่อผู้ใด แต่เขาจะแสดงท่าทีว่าภักดีต่อผู้อื่นให้เห็น
เมื่อมองดูคนตระกูลกู้ที่คุกเข่ากันมืดฟ้ามัวดินอยู่ตรงหน้า เสิ่นอี้ไม่เพียงไม่โกรธ ทว่ามุมปากกลับค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นมา
งิ้วโรงใหญ่
นี่มันเป็นฉากงิ้วชั้นดีจริงๆ
เสิ่นอี้ลอบปรบมือให้กับตัวเอกของละครฉากนี้อยู่ภายในใจ
การแสดงออกรสออกชาติของขงเจี๋ยในครั้งนี้ไร้ที่ติจริงๆ
เริ่มจากการแสดงท่าทีสำนึกผิดอย่างจริงจัง ต่อให้เฉียดตายก็ไม่คิดจะต่อต้าน
จากนั้นก็สวมหมวกทรงสูงให้ตัวเอง อาศัยอำนาจหมู่มากของคนตระกูลกู้มาเป็นเกราะคุ้มภัย
น่าเสียดาย...
ยิ่งเขาแสดงได้ดีเท่าไหร่ จิตสังหารที่เสิ่นอี้มีต่อเขาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเท่านั้น
หากเสิ่นอี้เป็นผู้นำตระกูลกู้...
ต่อให้รู้ธาตุแท้ของขงเจี๋ย เขาก็จะรับคนผู้นี้มาไว้ใต้บังคับบัญชา
คนพรรค์นี้หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ถือเป็นตัวเลือกชั้นยอดที่ไม่มีใครเทียบได้
เสิ่นอี้เองก็มีความมั่นใจและความสามารถพอที่จะสยบขงเจี๋ย ทำให้มันยอมรับใช้โดยไม่ถูกแว้งกัดได้
แต่ทว่าเสิ่นอี้คือนายน้อยแห่งตำหนักอมตะ
และตำหนักอมตะก็ไม่เคยขาดแคลนผู้มีปัญญา
ยิ่งไม่ต้องการคนที่มีใจตีตัวออกห่างอยู่ตลอดเวลา และซื่อสัตย์ต่อตัวเองเพียงคนเดียวเช่นนี้
คนตระกูลกู้พวกนี้ยังมองไม่เห็นธาตุแท้ของขงเจี๋ย ถูกมันปั่นหัวจนหมุนติ้ว
แล้วจะมีปัญญาอะไรไปควบคุมคนพรรค์นี้ได้?
หากวันใดที่ตระกูลกู้หมดผลประโยชน์ ขงเจี๋ยจะต้องทำเหมือนที่ทำกับพันธมิตรสามตระกูลในตอนแรกอย่างแน่นอน
มันจะใช้พวกเขาเป็นแท่นเหยียบเพื่อก้าวขึ้นสู่ที่สูงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ตระกูลกู้เก็บขงเจี๋ยไว้ไม่ได้ คนผู้นี้ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลายเป็นหอกข้างแคร่แน่
แน่นอนว่า...
เสิ่นอี้ไม่ได้วางแผน และไม่มีความจำเป็นจะต้องลงมือสังหารขงเจี๋ยด้วยตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว...
ยังมีอีกคนหนึ่งที่เกลียดชังมันเข้ากระดูกดำอยู่นี่นา
เมื่อคิดได้ดังนี้ เสิ่นอี้ก็เก็บอาการเกียจคร้านเมื่อครู่ ยืดแผ่นหลังขึ้นตั้งตรง
สายตาของเขาล้ำลึก จ้องมองขงเจี๋ยด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม น้ำเสียงไม่อาจคาดเดาอารมณ์โกรธหรือยินดี
"ผู้สืบทอดอย่างข้าก็ไม่ใช่คนชอบฆ่าฟันพร่ำเพรื่อ"
"เห็นแก่ที่ท่านขงมีความจงรักภักดีต่อตระกูลกู้..."
"เรื่องเมื่อวาน ถือว่าได้ลงโทษสั่งสอนไปแล้ว ต่อไปอย่าได้ทำอีก"
เมื่อขงเจี๋ยได้ยินประโยคนี้ ภายนอกดูนอบน้อมยิ่งนัก แต่ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะกระหยิ่มยิ้มย่อง
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด...
เสิ่นอี้ ที่แท้เจ้ากับฉู่อวิ๋นเกอก็เป็นคนประเภทเดียวกัน
ล้วนแต่เป็นพวกลูกหลานตระกูลใหญ่ที่หยิ่งยโสและหลงตัวเอง
หากไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดของเจ้าดีกว่าข้า เจ้าจะสามารถบีบคั้นข้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เอาเถอะ
ด้วยพรสวรรค์ของข้า ไม่ช้าก็เร็วจะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้แน่
ถึงเวลานั้น ความอัปยศในวันนี้ ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า