เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่

บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่

บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่


บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่

"โอ้?"

"ผู้สืบทอดอย่างข้าชักอยากจะรู้แล้วสิ..."

"ว่าข้าไปช่วยชีวิตพวกเจ้าเอาไว้ได้อย่างไร?"

เสิ่นอี้เท้าข้อศอกลงบนโต๊ะ มือขวากำหลวมๆ ประคองซีกหน้าเบาๆ พลางปรายหางตามองคนตระกูลกู้

ท่วงท่าดูเกียจคร้าน ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายกดดันของผู้ที่อยู่เหนือกว่ามาเนิ่นนาน ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจับใจ

หลังจากปรายตามองขงเจี๋ยแวบหนึ่ง เสิ่นอี้ก็เบนสายตาไปทางผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลกู้อย่างนึกสนุก

ไม่ต้องคิดให้มากความ สองคนนี้คงแอบเตี๊ยม ‘คำให้การ’ กันไว้ก่อนแล้วแน่ๆ

เสิ่นอี้จึงทำเพียงมองขงเจี๋ย ‘เล่นงิ้ว’ อย่างเงียบๆ รอดูว่าเขาจะงัดลูกไม้ใหม่อะไรออกมาแสดงอีก

จากนั้น...

แรงกดดันอันน่าอึดอัดแทบขาดใจก็แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง

ความหนาวเหน็บที่เพิ่งจางหายไปได้ไม่นาน กลับมาเกาะกุมหัวใจของทุกคนอีกครา ทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด

ผู้อาวุโสใหญ่กู้เงยหน้าขึ้นสบตากับเสิ่นอี้ ความหนาวสะท้านถึงกระดูกพลันแล่นปราดจากสันหลังขึ้นสู่กระหม่อม ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบในพริบตา

วินาทีนี้เอง เขาถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า เมื่อครู่ขงเจี๋ยต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวปานใด

ในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่กู้ เสิ่นอี้นั่งนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ ดวงอาทิตย์เจิดจ้าคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก แสงบาดตาขับเน้นให้ร่างของเขาเกิดเส้นขอบสีทองเรืองรอง

แสงแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ทอดเงาของเสิ่นอี้ให้ยืดยาวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เงามืดนั้นทาบทับลงมา กลืนกินร่างของผู้อาวุโสใหญ่กู้ไปจนหมดสิ้น

ยามนี้เขารู้สึกราวกับว่าสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเงามืดของขุนเขาที่สูงตระหง่านเกินเอื้อม

หนักอึ้งเสียจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก

ในเวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่ถึงได้ลิ้มรสชาติของคำว่า "อยู่ใกล้เบื้องสูงก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ" อย่างแท้จริง

ภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็นนี้ ผู้อาวุโสใหญ่กู้ผู้เคยมีชั้นเชิงพลิกแพลงเก่งกาจมาตลอด กลับพูดจาตะกุกตะกักไปเสียแล้ว

"ระ... เรียนท่านผู้สืบทอด..."

"ปะ... เป็นเพราะว่า..."

เสิ่นอี้เห็นผู้อาวุโสใหญ่กู้มีสภาพเช่นนี้ ก็ไม่คิดจะไล่ต้อนเขาต่อ

"หยุด พอแค่นั้นแหละ"

"ท่านไม่ต้องพูดแล้ว"

"ให้ท่านขงเป็นคนพูดดีกว่า"

สายตาของเสิ่นอี้มองข้ามฝูงชน กลับไปหยุดที่ร่างของขงเจี๋ยอีกครั้ง

ขงเจี๋ยเข้าใจความหมาย เขาฝืนทนความเจ็บปวดร้าวไปทั้งตัว หยัดกายลุกขึ้นยืนตรงอย่างยากลำบาก

เขายื่นมือไปจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและแนบติดกับเลือดเนื้อ แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยคราบเลือด แต่ขงเจี๋ยก็ยังพยายามทำให้ตัวเองดูทะมัดทะแมง สะอาดสะอ้าน และไม่เสียภาพลักษณ์

เขาสะกดกลั้นเลือดลมที่ตีพลุ่งขึ้นมา แล้วเอ่ยปากอย่างเป็นเหตุเป็นผล

"บังอาจเรียนถามท่านผู้สืบทอด"

"หากตระกูลกู้ต้องการเป็นใหญ่ในเมืองเมฆอัสดง ท่านผู้สืบทอดจะยอมยื่นมือเข้าช่วยแย่งชิงรากฐานของสามตระกูลใหญ่ด้วยตัวเองหรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นอี้ส่ายหน้าเบาๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจปุยเมฆลอยตามลม

"ไม่"

"นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเจ้า ข้าจะไม่ออกหน้าช่วยอย่างโจ่งแจ้ง"

บ่อยครั้งเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ เพียงแค่ตำหนักอมตะและตระกูลเสิ่นแสดงจุดยืนก็พอแล้ว การยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการ ‘ทะเลาะเบาะแว้งของเด็ก’ โดยตรง ดูจะลดตัวเกินไปหน่อย

ขงเจี๋ยพยักหน้า กวาดสายตามองคนตระกูลกู้ที่อยู่ในลาน ก่อนจะค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์ต่ออย่างไม่รีบร้อน

"หากท่านผู้สืบทอดไม่ยื่นมือเข้าช่วย ตระกูลกู้จะล้มเลิกความคิดที่จะเป็นใหญ่เช่นนั้นหรือขอรับ?"

คำตอบเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า...

ไม่

ต่อให้เสิ่นอี้ไม่ออกหน้าช่วยโดยตรง แต่เพียงแค่ชื่อชั้นของตำหนักอมตะ ก็มากพอที่จะดึงดูดคนจำนวนไม่น้อยให้มาสวามิภักดิ์ต่อตระกูลกู้ ตระกูลกู้ไม่มีทางพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่ร่วมกับอีกสามตระกูลในเมืองเมฆอัสดงอย่างสันติได้

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงหลายปีมานี้ พันธมิตรสามตระกูลก็ขัดแข้งขัดขาตระกูลกู้ไว้ไม่น้อยเลย

"ในทำนองเดียวกัน หากสามตระกูลใหญ่ถูกบีบจนตรอก พวกเขาก็ไม่มีทางยอมยืดคอรอความตายแน่"

"หากพวกเขารู้ตัวว่าพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ก่อนตายพวกเขายอมแตกหักไปพร้อมกัน ทำลายรากฐานทิ้งทั้งหมด ดีกว่าปล่อยให้ตระกูลกู้ชุบมือเปิบ"

"หากพวกเขาซ่อนไม้ตายเอาไว้ในรากฐาน รอเพียงจังหวะที่ตระกูลกู้ชะล่าใจแล้วจุดชนวนขึ้นมา ผลที่ตามมาย่อมยากจะจินตนาการ"

"ยกตัวอย่างเช่นเหมืองแร่ที่ผู้อาวุโสใหญ่ดูแลอยู่"

"หากตระกูลหลี่แอบทำอะไรตุกติก รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วระเบิดเหมืองทิ้ง"

"เกรงว่าถึงตอนนั้นผู้อาวุโสใหญ่คงมีเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี"

"ขนาดเหมืองแร่ยังอันตรายถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเตาหลอมหมื่นหล่อของตระกูลหลิน และค่ายกลรวบรวมปราณของตระกูลเมิ่งเล่าขอรับ?"

"ถึงเวลานั้น สิ่งที่ตระกูลกู้กลืนกินลงไปจะไม่ใช่รากฐานอำนาจ แต่เป็นระเบิดที่มากพอจะทำให้สูญเสียกำลังไปอย่างหนัก"

"หากไม่ใช่เพราะท่านผู้สืบทอดทรงอนุญาตกลายๆ ให้ตระกูลกู้ยืมบารมี"

"พวกเราจะสามารถฮุบรากฐานทั้งหมดของสามตระกูลใหญ่มาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ และไร้ซึ่งความกังวลในภายหลังได้อย่างไรกัน?"

"นี่ไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลกู้เพียงคนเดียว"

"แต่เป็นการช่วยชีวิตคนตระกูลกู้ทั้งหมดเอาไว้ในทางอ้อมต่างหากขอรับ"

กล่าวจบ

ขงเจี๋ยก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาทรุดเข่ากระแทกลงบนแผ่นหินสีเขียวอย่างแรง ก้มศีรษะโขกคำนับเสิ่นอี้

"ขงเจี๋ยรู้ตัวดีว่ามีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง"

"แต่เพื่อตระกูลกู้ ข้าไม่นึกเสียใจ"

"หากท่านผู้สืบทอดต้องการจะลงโทษ ขงเจี๋ยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว จะไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำขอรับ!"

กู้เทียนสยงที่อยู่ข้างๆ เห็นเช่นนั้น ภายในใจพลันสั่นสะท้าน

เขารีบก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าลงข้างกายขงเจี๋ยอย่างเด็ดเดี่ยว

"เรื่องนี้ข้ากับขงเจี๋ยร่วมกันวางแผนทั้งสิ้น"

"ท่านผู้สืบทอด ข้ายินดีรับโทษไปพร้อมกับเขาขอรับ!"

ผู้อาวุโสใหญ่กู้และผู้อาวุโสคนอื่นๆ อีกหลายคน ก็ถูกจิตวิญญาณการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลกู้จากชายทั้งสองทำให้ซาบซึ้ง

พวกเขาสบตากันอย่างไม่ลังเล ก่อนจะพากันคุกเข่าลงบนพื้นแล้วเอ่ยประสานเสียง

"ขอท่านผู้สืบทอดโปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ!"

"โปรดละเว้นท่านผู้นำตระกูลและท่านขงสักครั้งด้วยเถิด!"

วินาทีนี้ ภาพลักษณ์ของขงเจี๋ยในใจคนตระกูลกู้ถูกยกระดับให้สูงส่งขึ้นอย่างหาที่สุดไม่ได้

เขาใช้เพียงร่างกายเดียวแบกรับความผิดทั้งหมดเอาไว้

อีกทั้งยังใช้สติปัญญาน่าทึ่ง ช่วงชิงอนาคตที่สว่างไสวไร้ขีดจำกัดมาให้ตระกูลกู้

บารมีของขงเจี๋ยในตระกูลกู้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในเสี้ยววินาทีนี้เอง

ทว่าขงเจี๋ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ในตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มพิลึกพิลั่นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นออกมา

เหมือนอย่างที่เขาเคยพูดไว้...

เขาไม่จำเป็นต้องภักดีต่อผู้ใด แต่เขาจะแสดงท่าทีว่าภักดีต่อผู้อื่นให้เห็น

เมื่อมองดูคนตระกูลกู้ที่คุกเข่ากันมืดฟ้ามัวดินอยู่ตรงหน้า เสิ่นอี้ไม่เพียงไม่โกรธ ทว่ามุมปากกลับค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นมา

งิ้วโรงใหญ่

นี่มันเป็นฉากงิ้วชั้นดีจริงๆ

เสิ่นอี้ลอบปรบมือให้กับตัวเอกของละครฉากนี้อยู่ภายในใจ

การแสดงออกรสออกชาติของขงเจี๋ยในครั้งนี้ไร้ที่ติจริงๆ

เริ่มจากการแสดงท่าทีสำนึกผิดอย่างจริงจัง ต่อให้เฉียดตายก็ไม่คิดจะต่อต้าน

จากนั้นก็สวมหมวกทรงสูงให้ตัวเอง อาศัยอำนาจหมู่มากของคนตระกูลกู้มาเป็นเกราะคุ้มภัย

น่าเสียดาย...

ยิ่งเขาแสดงได้ดีเท่าไหร่ จิตสังหารที่เสิ่นอี้มีต่อเขาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเท่านั้น

หากเสิ่นอี้เป็นผู้นำตระกูลกู้...

ต่อให้รู้ธาตุแท้ของขงเจี๋ย เขาก็จะรับคนผู้นี้มาไว้ใต้บังคับบัญชา

คนพรรค์นี้หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ถือเป็นตัวเลือกชั้นยอดที่ไม่มีใครเทียบได้

เสิ่นอี้เองก็มีความมั่นใจและความสามารถพอที่จะสยบขงเจี๋ย ทำให้มันยอมรับใช้โดยไม่ถูกแว้งกัดได้

แต่ทว่าเสิ่นอี้คือนายน้อยแห่งตำหนักอมตะ

และตำหนักอมตะก็ไม่เคยขาดแคลนผู้มีปัญญา

ยิ่งไม่ต้องการคนที่มีใจตีตัวออกห่างอยู่ตลอดเวลา และซื่อสัตย์ต่อตัวเองเพียงคนเดียวเช่นนี้

คนตระกูลกู้พวกนี้ยังมองไม่เห็นธาตุแท้ของขงเจี๋ย ถูกมันปั่นหัวจนหมุนติ้ว

แล้วจะมีปัญญาอะไรไปควบคุมคนพรรค์นี้ได้?

หากวันใดที่ตระกูลกู้หมดผลประโยชน์ ขงเจี๋ยจะต้องทำเหมือนที่ทำกับพันธมิตรสามตระกูลในตอนแรกอย่างแน่นอน

มันจะใช้พวกเขาเป็นแท่นเหยียบเพื่อก้าวขึ้นสู่ที่สูงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ตระกูลกู้เก็บขงเจี๋ยไว้ไม่ได้ คนผู้นี้ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลายเป็นหอกข้างแคร่แน่

แน่นอนว่า...

เสิ่นอี้ไม่ได้วางแผน และไม่มีความจำเป็นจะต้องลงมือสังหารขงเจี๋ยด้วยตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว...

ยังมีอีกคนหนึ่งที่เกลียดชังมันเข้ากระดูกดำอยู่นี่นา

เมื่อคิดได้ดังนี้ เสิ่นอี้ก็เก็บอาการเกียจคร้านเมื่อครู่ ยืดแผ่นหลังขึ้นตั้งตรง

สายตาของเขาล้ำลึก จ้องมองขงเจี๋ยด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม น้ำเสียงไม่อาจคาดเดาอารมณ์โกรธหรือยินดี

"ผู้สืบทอดอย่างข้าก็ไม่ใช่คนชอบฆ่าฟันพร่ำเพรื่อ"

"เห็นแก่ที่ท่านขงมีความจงรักภักดีต่อตระกูลกู้..."

"เรื่องเมื่อวาน ถือว่าได้ลงโทษสั่งสอนไปแล้ว ต่อไปอย่าได้ทำอีก"

เมื่อขงเจี๋ยได้ยินประโยคนี้ ภายนอกดูนอบน้อมยิ่งนัก แต่ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะกระหยิ่มยิ้มย่อง

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด...

เสิ่นอี้ ที่แท้เจ้ากับฉู่อวิ๋นเกอก็เป็นคนประเภทเดียวกัน

ล้วนแต่เป็นพวกลูกหลานตระกูลใหญ่ที่หยิ่งยโสและหลงตัวเอง

หากไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดของเจ้าดีกว่าข้า เจ้าจะสามารถบีบคั้นข้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เอาเถอะ

ด้วยพรสวรรค์ของข้า ไม่ช้าก็เร็วจะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้แน่

ถึงเวลานั้น ความอัปยศในวันนี้ ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า

จบบทที่ บทที่ 30 งิ้วโรงใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว