- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 27 ท่านผู้สืบทอดถึงกับหน้าแดงเชียวหรือ?!
บทที่ 27 ท่านผู้สืบทอดถึงกับหน้าแดงเชียวหรือ?!
บทที่ 27 ท่านผู้สืบทอดถึงกับหน้าแดงเชียวหรือ?!
บทที่ 27 ท่านผู้สืบทอดถึงกับหน้าแดงเชียวหรือ?!
ดวงอาทิตย์เริ่มลอยสูงขึ้น หมอกยามเช้าจางหายไป
แสงแดดช่วงใกล้เที่ยงสลัดความเย็นเยียบในยามเช้าตรู่ทิ้งไป กลายเป็นความร้อนแรงขึ้นมาแทนที่
บนเตียงนอน
"อืมม..."
กู้ชิงเสวี่ยตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเสิ่นอี้
นางขยับตัวบิดขี้เกียจ ส่งเสียงครางเบาๆ อย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ยืดแขนยืดขาด้วยท่าทีเกียจคร้าน
เส้นผมยาวสลวยดุจน้ำตกทิ้งตัวสยาย แผ่กระจายอยู่บนหมอน
กู้ชิงเสวี่ยลืมตาขึ้น
นางก็เห็นมือของเสิ่นอี้สางผมราวกับหวี จากโคนจรดปลาย ลูบไล้เส้นผมทุกเส้นอย่างอ่อนโยน
"ท่านพี่..."
"ท่านชอบจับผมของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
กู้ชิงเสวี่ยคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ่ยถามเสียงเบา
ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงแฝงความออดอ้อนแบบคนเพิ่งตื่นนอน
ฝ่ามือใหญ่ที่อบอุ่นของเสิ่นอี้ชะงักไปเล็กน้อย
ไม่น่าจะใช่สิ
หรือว่าความชอบส่วนตัวแปลกๆ ของตน จะถูกจับได้ง่ายดายปานนี้เชียวหรือ
ชาติที่แล้วเสิ่นอี้ก็เป็นพวกลุ่มหลงเส้นผมจนหมดทางเยียวยาอยู่แล้ว
พอกลับชาติมาเกิด ‘อาการป่วย’ นี้ดันกำเริบหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ขอเพียงเป็นคนที่เขาชอบ เสิ่นอี้มักจะเผลอขยับเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว อยากจะลูบผมของพวกนางดูว่าให้สัมผัสอย่างไร
"อย่างนั้นหรือ"
"ไม่มั้ง"
สิ่งที่หาดูได้ยากก็คือ เสิ่นอี้ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุขุมเยือกเย็นมาตลอด
กลับหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ไม่กล้าสบตากับดวงตาสุกใสกระจ่างของกู้ชิงเสวี่ยในยามนี้
พรืด…
เมื่อเห็นท่าทีที่หาดูได้ยากยิ่งของเสิ่นอี้ กู้ชิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"ท่านพี่..."
"เมื่อครู่นี้ท่านไม่กล้ามองหน้าข้าเชียวหรือ"
นางกระโจนเข้าใส่ กดเสิ่นอี้ไว้ใต้ร่าง สองมือยันไว้ข้างหูของเขา ก้มมองเขาจากมุมสูง
"ไหนขอข้าดูหน่อยสิว่า ท่านพี่หน้าแดงแล้วใช่หรือไม่"
ยัยทึ่มนี่ไม่สนใจวิถีจอมยุทธ์ ถึงกับลอบโจมตีกันได้
ก็ไม่รู้ว่ากู้ชิงเสวี่ยไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงได้กดเสิ่นอี้เอาไว้ได้อย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้
เสิ่นอี้ยกมือขึ้นหมายจะปัดนางออก แต่กู้ชิงเสวี่ยกลับฉวยโอกาสคว้ามือของเขาไว้ แล้วทิ้งตัวทับลงมาทั้งตัว
นางซุกใบหน้าลงที่ซอกคอของเสิ่นอี้ หัวเราะคิกคัก
"ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ท่านเขินใช่หรือไม่"
"ท่านพี่ถึงกับหน้าแดงเชียว"
"..."
ถึงกับกล้าท้าทายความน่าเกรงขามของสามี ดูท่าคงต้องสั่งสอนยัยทึ่มนี่สักหน่อยแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นอี้ก็พลิกตัวกลับอย่างรวดเร็ว รวบตัวดรุณีน้อยที่กำลังหัวเราะร่วนกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง
ฝ่ามือทาบทับลงบนเอวบางจุดที่บ้าจี้ของกู้ชิงเสวี่ย ก่อนจะบีบเบาๆ
"อ๊าย ฮ่าๆๆ..."
"ท่านพี่ อย่านะ"
"ข้าผิดไปแล้ว"
เมื่อถูกจู่โจมจุดอ่อน กู้ชิงเสวี่ยก็สิ้นฤทธิ์ทันที ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเสิ่นอี้อย่างว่าง่าย
นางเผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่สวยที่โค้งเป็นสระอิ แย้มยิ้มจนตาหยี
ทั้งสองหยอกล้อกันบนเตียงอยู่พักใหญ่ นัวเนียกลิ้งกอดกันไปมา
จนกระทั่งกู้ชิงเสวี่ยหอบแฮก ฟุบลงบนแผงอกของเสิ่นอี้อย่างหมดแรง พวงแก้มงดงามเปล่งปลั่งดุจดอกท้อ ทั้งสองจึงยอมยุติสงคราม
เสิ่นอี้ก้มตามองกู้ชิงเสวี่ยที่มีใบหน้าแดงระเรื่อและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อหอมกรุ่น เอ่ยขึ้นว่า
"เอาล่ะ เลิกเล่นได้แล้ว"
"ได้เวลาตื่นแล้ว"
"คนข้างนอก รอมานานมากแล้ว"
กู้ชิงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ
นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครู่นี้ตอนสะลึมสะลือ คล้ายกับได้ยินเสิ่นอี้พูดกับสาวใช้ว่า ขอขมา กินมื้อเช้า อะไรเทือกนั้น
"ถ้าเช่นนั้น..."
"งั้นพวกเรารีบกันเถอะ"
นางรีบลุกขึ้นนั่ง จัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่
กู้ชิงเสวี่ยลุกขึ้นไปล้างหน้าบ้วนปากอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็จัดการมื้อเช้าอย่างรีบเร่ง
แต่เสิ่นอี้กลับยังคงท่าทีเชื่องช้าไม่รีบร้อนเช่นเดิม
เขาจูงมือกู้ชิงเสวี่ย ผลักประตูเดินออกจากห้อง
"ไปกันเถอะ"
เมื่อผลักประตูเปิดออก ทั้งสองก็ก้าวเดินเข้ามาในลานเรือน
กลางลานเรือนปลูกต้นไทรยักษ์เอาไว้ต้นหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงผลิดอกออกใบอย่างงอกงาม
กิ่งก้านแผ่ขยายให้ร่มเงา รากอากาศนับไม่ถ้วนห้อยระย้าดั่งม่าน พลิ้วไหวเบาๆ ตามสายลม
ต้นไม้เพียงต้นเดียวแต่กลับดูร่มรื่นราวกับผืนป่า ทอดเงาสีเขียวครึ้มเย็นสบายแผ่ขยายเป็นวงกว้าง
ภายใต้ร่มเงาของต้นไทร มีโต๊ะและม้านั่งหินจัดวางไว้อย่างเงียบสงบ
สายลมพัดโชยมา ทั้งสองสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าเตะจมูก
เสิ่นอี้และกู้ชิงเสวี่ยเดินมานั่งลงที่โต๊ะหิน
กู้ชิงเสวี่ยยื่นสองมือออกไปกอดแขนข้างหนึ่งของเสิ่นอี้อย่างแนบชิด ใบหน้าจิ้มลิ้มแนบอิงอยู่บนไหล่ของเขา
นางแอบลอบมองเสิ่นอี้เป็นระยะ แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน
เมื่อครู่บนเตียง สามีของนางถึงกับเขินอายเป็นด้วย...
การค้นพบนี้ทำให้นางรู้สึกหวานล้ำในใจราวกับได้กินน้ำผึ้ง
ส่วนเสิ่นอี้ก็ปล่อยให้นางกอดไว้เช่นนั้น ทว่าสายตากลับทอดมองไปยังประตูเรือนที่ปิดสนิท
เขาส่งกระแสจิตผ่านสัมผัสเทวะไปหาคนตระกูลกู้ที่รอนานอยู่หน้าประตู
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ ทว่ากลับดังก้องชัดเจนอยู่ในหัวของทุกคนที่อยู่นอกเรือน
"ในเมื่อมากันแล้ว มีเรื่องอะไร ก็เข้ามาคุยกันข้างใน"
ประตูเรือนถูกผลักเปิดออก
ขงเจี๋ยก้าวเท้าเดินนำหน้าเข้ามาเป็นคนแรก ตามติดมาด้วยกู้เทียนสยงและผู้อาวุโสตระกูลกู้อีกหลายท่าน
เมื่อช้อนตามองไป
ใต้ร่มไม้ เสิ่นอี้นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะหิน
เขาสวมชุดสีขาวเรียบง่าย ทว่าท่วงท่ากลับแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์อันเกียจคร้าน สีหน้าราบเรียบ
ส่วนกู้ชิงเสวี่ยนั้นอิงแอบอยู่ข้างกายเสิ่นอี้
เส้นผมของนางดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนพวงแก้มยังคงหลงเหลือสีแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหาย ท่าทีเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและออดอ้อนตามประสาหญิงสาว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ขงเจี๋ยก็ราวกับได้กินยาคลายกังวล ภายในใจรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
คราวนี้คงจะรอดแล้ว
ยิ่งทั้งสองคนรักใคร่กลมเกลียวกันมากเท่าใด เสิ่นอี้ก็จะยิ่งเห็นแก่หน้ากู้ชิงเสวี่ย ไม่สั่งประหารเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้แน่
ขงเจี๋ยก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ก่อนจะหยุดยืนห่างจากเสิ่นอี้ราวหนึ่งจั้ง (ประมาณสามเมตร)
เขาค้อมกายลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า
"ท่านผู้สืบทอด คุณหนูกู้..."
"ไม่ปิดบัง วันนี้ที่มารบกวน ก็เพื่อมาขอขมาสำหรับเรื่องเมื่อวาน"
"ขอขมางั้นหรือ"
มุมปากของเสิ่นอี้ประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม ทว่าสายตากลับลึกล้ำดุจสระน้ำเย็นเยียบที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
"ท่านขง"
"ในเมื่อมาขอขมา ก็ควรจะมีท่าทีของคนทำผิดสิ"
สิ้นคำกล่าว ท่านั่งอันเกียจคร้านของเสิ่นอี้ในตอนแรกก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
แต่มือขวาของเขากลับค่อยๆ ยกขึ้น หันไปทางที่ขงเจี๋ยยืนอยู่ แล้วกดฝ่ามือลงกลางอากาศเบาๆ หนึ่งครั้ง
ครืน…
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดร่วงหล่นลงมาในชั่วพริบตา
แรงกดดันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การสะกดข่มจากพลังวิญญาณล้วนๆ เท่านั้น
แต่ยังเจือปนไปด้วยความยำเกรงต่อสายเลือดราชันแห่งตระกูลเสิ่น ที่สลักลึกลงไปในสายเลือดของพวกเขา
กู้เทียนสยงและผู้อาวุโสหลายท่านที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกได้เพียงว่าขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ แทบจะคุกเข่าล้มลงไปกองกับพื้นตรงนั้น
เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มแผ่นหลังของพวกเขาในพริบตา
คนตระกูลกู้ทุกคนต่างมองไปที่เสิ่นอี้ด้วยความหวาดผวาแทบสิ้นสติ ภายในใจตื่นตระหนกตกใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
นี่...
นี่คือกลิ่นอายพลังที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสามารถครอบครองได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ
ขงเจี๋ยที่เผชิญหน้ากับแรงกดดันทั้งหมดโดยตรงยิ่งรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
เขาสัมผัสได้ถึงภูเขาลูกใหญ่ที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าที่กลางหลังอย่างจัง
ปัง!...
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างทั้งร่างของขงเจี๋ยราวกับถูกมือยักษ์ล่องหนตบลงมาอย่างแรง นอนแผ่หลาเป็นรูปตัวอักษร 'ต้า' (大) กระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง
ใบไม้ร่วงหล่นปลิวว่อน
พวงแก้มของเขาแนบชิดติดกับพื้นหินสีเขียวที่เย็นเฉียบ แขนขาแผ่กางออก ท่าทางดูทุลักทุเลสุดขีด
แค่ก…
ทว่าขงเจี๋ยเพียงแค่ไอเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง โดยไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
ไม่มีการร้องขอความเมตตา ไม่มีการโอดครวญ หรือแม้แต่การโคจรพลังวิญญาณขึ้นมาต่อต้านแม้แต่น้อย
ท่าทีของเขาเช่นนี้ราวกับกำลังบ่งบอกว่า...
ข้ารู้ความผิดของตัวเอง ข้าจะไม่ขัดขืน เชิญท่านลงทัณฑ์ตามแต่ใจ...
กร็อบ...
เสียงกระดูกลั่นแตกหักเบาๆ ดังขึ้น
ร่างของขงเจี๋ยเริ่มทรุดจมลงไป ทีละนิด ทีละนิด ฝังลึกลงไปในพื้นหินสีเขียวเบื้องล่าง
เสื้อผ้าของเขาฉีกขาด ผิวหนังมีหยดเลือดผุดซึมออกมา ย้อมแผ่นหินบริเวณโดยรอบจนกลายเป็นสีแดง
แต่เขาก็ยังคงไม่โคจรพลังวิญญาณใดๆ
ยังคงไม่ขัดขืน
ขงเจี๋ยฝืนใช้ร่างกายเนื้อทนรับแรงกดดันนี้ ปล่อยให้มันระบายอารมณ์ใส่ร่างกายของตัวเองตามอำเภอใจ
ภายใต้แรงกดดันวิญญาณมหาศาล แก้มของเขาแนบชิดติดกับพื้นดิน กลิ่นคาวของดินโคลนลอยคละคลุ้งเข้าจมูก
เดิมทีกู้เทียนสยงกะจะก้าวออกไป เพื่อพูดจาดีๆ เป็นการขอร้องแทนขงเจี๋ยสักสองสามประโยค
แต่พอเขานึกถึงคำพูดที่ขงเจี๋ยกล่าวกับตนเมื่อคืน ก็จำต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
แต่ทว่า...
ท่านขง ท่านคำนวณอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า
ทำไมถึงรู้สึกว่าท่าทีของท่านผู้สืบทอดในตอนนี้ คือต้องการจะฆ่าท่านให้ตายจริงๆ เลยล่ะ!