เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ที่แท้ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้

บทที่ 10 ที่แท้ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้

บทที่ 10 ที่แท้ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้


บทที่ 10 ที่แท้ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้

นอกเมืองเมฆอัสดง

ป่าไม้ชานเมืองภายใต้ผืนนภายามค่ำคืนดูมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงที่ไม่ทราบชื่อส่งเสียงร้องขาดช่วงเป็นระยะ

กู้เทียนสยงเคลื่อนกายอย่างไร้สุ้มเสียงท่ามกลางหมู่แมกไม้ สุดท้ายเขาหยุดลงใต้ต้นไม้โบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างอุดมสมบูรณ์

เขาเหลียวมองรอบกายอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตาม กู้เทียนสยงจึงหยิบป้ายคำสั่งขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อ

ป้ายคำสั่งนั้นมีสีเขียวเข้ม ทำจากหยกเนื้อดี สัมผัสเย็นเยียบ

ด้านหน้าสลักรูปสัตว์เทพ "ตี้ทิง" ไว้อย่างสมจริง ส่วนด้านหลังสลักคำว่า "กู้" ที่ดูเก่าแก่

(Note : ตี้ทิงสัตว์เทพพาหนะคู่บารมีของ "พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์" มีความสามารถในการรับรู้และได้ยินทุกสรรพสิ่งในโลก สามารถแยกแยะความจริงและความเท็จได้อย่างแม่นยำ ลักษณะเด่นตามคติความเชื่อของจีนคือ: ศีรษะ: เป็นเสือ หู: เป็นสุนัข ตัว: เป็นมังกร หาง: เป็นสิงโต )

ป้ายคำสั่งนี้เรียกว่า "ป้ายสมานสิบหลี่" เป็นป้ายคู่แม่ลูก

ตัวแม่นั้นกู้เทียนสยงเป็นผู้ถือครอง ส่วนตัวลูกนั้นอยู่ในมือของหนอนบ่อนไส้ที่เขาแฝงตัวไว้ในพันธมิตรสามตระกูลใหญ่

กู้เทียนสยงโคจรพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ผ่านปลายนิ้ว ค่อยๆ ถ่ายเทเข้าไปยังรูปเทพตี้ทิงที่ด้านหน้าของป้าย

เห็นเพียงดวงตาของตี้ทิงส่องประกายแสงวิญญาณจางๆ ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป

ทว่าผู้ที่ถือป้ายลูกซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ จะเกิดสัมผัสพ้องตรงกับป้ายแม่

นี่คือวิธีการติดต่อฉุกเฉินที่กู้เทียนสยงนัดแนะไว้กับหนอนบ่อนไส้ผู้นี้

ทันทีที่ป้ายแม่ถูกกระตุ้น อีกฝ่ายจะต้องมายังสถานที่นัดพบแห่งนี้โดยไม่ให้ตัวตนเปิดเผย

หลังจากกู้เทียนสยงแน่ใจว่าอีกฝ่ายได้รับสารแล้ว เขาก็ลดมือลง เก็บป้ายคำสั่งเข้าอกเสื้อ

เขารวบรวมลมปราณของตนจนมิดชิด กลมกลืนไปกับเงามืดของต้นไม้โบราณ และรอคอยการมาถึงของหนอนบ่อนไส้ผู้นี้อย่างเงียบๆ

เวลาล่วงเลยไปท่ามกลางความสงัด มีเพียงเสียงแมลงในป่าที่ยังคงบรรเลงอยู่

ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังมาจากป่าอีกฝั่ง

บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดดำปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้ากู้เทียนสยงราวกับเสกได้

เมื่ออาศัยแสงจันทร์ทำให้กู้เทียนสยงมองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน

กู้เทียนสยงพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ทักทายให้เสียเวลา เขาเข้าประเด็นทันที

"ท่านขงเจี๋ย..."

"สถานการณ์เปลี่ยนไป ข้าจึงจำต้องเรียกท่านมาวางแผนการด่วน"

ผู้มาเยือนผู้นี้คือขงเจี๋ย กุนซือผู้นำพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ในการล้างตระกูลกู้ที่อยู่ในความทรงจำของกู้หาน

ในขณะนี้ กู้เทียนสยงมองใบหน้าที่ดูสุขุมเยือกเย็นภายใต้แสงจันทร์ผู้นี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

ขงเจี๋ยคือหมากที่เขาเดินไว้อย่างประสบความสำเร็จที่สุดในพันธมิตรสามตระกูลใหญ่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันให้ข้อมูลสำคัญแก่ตระกูลกู้มานับครั้งไม่ถ้วน เป็นดวงตาที่แท้จริงของกู้เทียนสยงในฝ่ายศัตรู

ใช่แล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาด

หมากที่กู้เทียนสยงเดินไว้ได้สำเร็จที่สุดตัวนี้ กลับแทงข้างหลังตระกูลกู้ทันทีหลังจากที่กู้ชิงเสวี่ยถูกถอนหมั้น

มันถึงขั้นนำทัพพันธมิตรสามตระกูลใหญ่เข้าล้างตระกูลกู้ด้วยตัวเอง

ปิดคดี...

ที่แท้กู้เทียนสยง ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลกู้นี่เอง...

เสิ่นอี้: ...ยอดไปเลย

ไม่คิดเลยว่าหน้าจะถูกตบเร็วขนาดนี้...

แน่นอนว่าเรื่องนี้จะไปโทษเสิ่นอี้ไม่ได้

เพราะอย่างไรเขาก็เป็นเพียงผู้มีสติปัญญา ไม่ใช่ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

ด้วยข้อมูลที่มีในมือ หากเสิ่นอี้เดาทางเนื้อเรื่องแบบนี้ได้...

นั่นก็คงเป็นเทพเจ้าจริงๆ แล้ว

"ผู้นำตระกูลกล่าวเกินไปแล้วขอรับ"

"ดึกดื่นเช่นนี้เรียกหา หรือว่าเป็นเพราะเรื่องที่ผู้สืบทอดเสิ่นถอนหมั้น?"

ขงเจี๋ยโค้งตัวลงเล็กน้อย ท่าทีเคารพนบนอบถึงที่สุด

"ใช่แล้ว"

"เสิ่นอี้ไม่เพียงแต่ไม่ถอนหมั้นกับตระกูลกู้ กลับมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับชิงเสวี่ยเสียอีก"

"ทั้งสองถึงขั้นอาศัยอยู่ในห้องนอนของชิงเสวี่ยด้วยกันแล้ว"

ประกายตาของกู้เทียนสยงเฉียบคมขึ้น เขาสอบถามขงเจี๋ย

"ทางฝั่งพันธมิตรสามตระกูลใหญ่มีปฏิกิริยาอย่างไร?"

"ทราบข่าวหรือไม่ว่าเสิ่นอี้ไม่ได้ถอนหมั้นกับตระกูลกู้?"

บนใบหน้าของขงเจี๋ยปรากฏรอยยิ้มสมน้ำหน้าตามสถานการณ์อย่างพอเหมาะพอเจาะ

"เรียนผู้นำตระกูล..."

"ผู้นำตระกูลทั้งสามปักใจเชื่อไปแล้วว่าเสิ่นอี้จะต้องถอนหมั้น เพียงรอวันพรุ่งนี้จะลงมือเพื่อแบ่งสมบัติของตระกูลกู้"

"แต่หลังจากที่เสิ่นอี้มาเยือนตระกูลกู้ที่เมืองเมฆอัสดงด้วยตัวเอง ก็ไม่มีข่าวการถอนหมั้นออกมาเลย"

"อีกทั้งสายสืบและหนอนบ่อนไส้ที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลกู้ ก็เงียบหายไปไม่มีข่าวคราวส่งกลับมา"

ขงเจี๋ยหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวิเคราะห์ต่อ

"พวกมันตอนนี้เดาใจเสิ่นอี้ไม่ออก"

"อีกทั้งยังเกรงกลัวในอำนาจของตำหนักอมตะและตระกูลเสิ่น แผนการเดิมจึงไม่กล้าลงมือ"

"สถานการณ์ตอนนี้ทำให้พวกมันตั้งตัวไม่ติด ทั้งพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ต่างแตกตื่นและหวาดระแวง"

สีหน้าของกู้เทียนสยงแม้จะดูเคร่งขรึม ทว่าในใจกลับเบิกบานอย่างที่สุด

คาดไม่ถึงว่าป้ายชื่อลูกเขยของเขา จะสามารถกดดันพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

กู้เทียนสยงมองไปที่ขงเจี๋ยและเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ

"แล้วท่านคิดว่า ขั้นต่อไปเราควรทำอย่างไร?"

หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง แผนการที่บ้าบิ่นที่สุดก็ผุดขึ้นในใจของขงเจี๋ย

ขงเจี๋ยก้าวไปข้างหน้าสองก้าว และกระซิบแผนการของตนให้กู้เทียนสยงฟังอย่างแผ่วเบา

"ไม่ได้! เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด..."

"ทำเช่นนี้ ย่อมต้องล่วงเกินท่านผู้สืบทอดเป็นแน่"

หลังจากกู้เทียนสยงได้ฟังแผนการของขงเจี๋ย สีหน้าก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น

มันคิดจะใช้ตำหนักอมตะและตระกูลเสิ่นมาช่วยตระกูลกู้ฉีกเนื้อแบ่งกินจากพันธมิตรสามตระกูลใหญ่เสียอย่างนั้น

เมื่อได้ยินดังนั้น ขงเจี๋ยก็รีบทำท่าทางองอาจเสียสละ คำพูดเต็มไปด้วยความภักดี

"นี่เป็นโอกาสเดียวที่ตระกูลกู้จะสามารถฮุบรากฐานของพันธมิตรสามตระกูลใหญ่โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อนะขอรับ"

"ต่อให้ท่านผู้สืบทอดโกรธเคือง ข้าก็จะขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียว"

"เพื่อความมั่นคงของตระกูลกู้ชั่วกัลปาวสาน การสละชีวิตข้าสักคนจะเป็นไรไป"

เมื่อได้ยินคำพูดของขงเจี๋ย กู้เทียนสยงก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก

"ท่านขงเจี๋ย..."

"ท่านทุ่มเทให้ตระกูลกู้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมสละตนเอง"

"หากกู้เทียนสยงให้ท่านรับผิดชอบเพียงลำพัง ข้าจะยังนับว่าเป็นคนอยู่อีกหรือ?"

กู้เทียนสยงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้ามุ่งมั่นมากขึ้นทีละส่วน พร้อมกล่าวทีละคำ

"หากทำให้ผู้สืบทอดเสิ่นอี้โกรธกริ้วจริง"

"ในฐานะผู้นำตระกูลกู้ ข้าจะร่วมรับผิดชอบกับท่าน"

"และข้าเชื่อว่าท่านผู้สืบทอดเป็นคนมีเหตุผล"

"ขอเพียงเราอธิบายให้เข้าใจ เขาย่อมต้องเข้าใจในความจำเป็นของเรา"

ขงเจี๋ยจ้องมองกู้เทียนสยง ในแววตาเผยความซับซ้อนที่ผสมผสานระหว่างความตกตะลึงและความซาบซึ้ง

มันก้มหน้าลง โค้งตัวเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความตื้นตันใจ

"บุญคุณที่ผู้นำตระกูลหยิบยื่น ความไว้วางใจที่หนักแน่น..."

"ขงเจี๋ยตายตกไปหมื่นครั้งก็มิอาจทดแทนได้ขอรับ..."

ทว่าในส่วนลึกของดวงตาที่ก้มลงต่ำของขงเจี๋ย กลับมีประกายแสงแปลกประหลาดที่ยากจะสังเกตผ่านไปวูบหนึ่ง

การที่เสิ่นอี้ไม่ได้ถอนหมั้นนั้นทำลายแผนการเดิมของขงเจี๋ยไปจริงๆ

แต่สำหรับมันแล้ว ก็แค่ต้องปรับกลยุทธ์ของตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ขงเจี๋ยต้องทำตอนนี้ คือเล่นบทหนอนบ่อนไส้ที่ซื่อสัตย์ของตระกูลกู้ให้สมบทบาทต่อไป

การที่มันเดินหมากเสี่ยงตายเช่นนี้ ก็เพื่อผูกมัดตัวมันเองเข้ากับตระกูลกู้ให้แน่นหนา

อาศัยจังหวะที่ตระกูลกู้ผงาดขึ้นเพื่อทะยานสู่ที่สูง

ต่อให้เสิ่นอี้โกรธกริ้วขึ้นมาจริงๆ ขงเจี๋ยก็มั่นใจว่าจะทำให้เขาฆ่าตนไม่ได้

"เช่นนั้น ก็รบกวนท่านแล้ว"

"ในฐานะที่ท่านอยู่ในฝ่ายศัตรู โปรดระวังตัวและพิจารณาตามสถานการณ์ให้ดี"

กู้เทียนสยงกำชับขงเจี๋ยอย่างหนักแน่น

"โปรดวางใจเถิดผู้นำตระกูล..."

ขงเจี๋ยโค้งตัวทำความเคารพอีกครั้ง จากนั้นร่างก็เร้นกายราวกับภูตผีมุดหายเข้าไปในป่า

เพียงไม่กี่ก้าว ร่างของขงเจี๋ยก็หายวับไป ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

กู้เทียนสยงมองตามทิศทางที่ขงเจี๋ยจากไป หินก้อนใหญ่ในใจที่ทับถมอยู่ก็ถูกยกออกไปในที่สุด

หนอนบ่อนไส้ที่เปี่ยมด้วยความสามารถโดดเด่นและจงรักภักดีต่อตระกูลกู้อย่างยิ่งเช่นขงเจี๋ย

เขาคงไปหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ทว่ากู้เทียนสยงหารู้ไม่ว่า หมากตัวที่เขาไว้วางใจที่สุด กลับมีจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเลยแม้แต่น้อย...

จบบทที่ บทที่ 10 ที่แท้ท่านก็คือหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้

คัดลอกลิงก์แล้ว